วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 10:34 น.

การศึกษา

“ดร.เอนก” ปลุกคนไทยเปลี่ยนความคิด ชี้สังคมศาสตร์ – มนุษยศาสตร์ไทย ต้องไม่ใช่แค่ตามโลก แต่ต้องนำโลก

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.59 น.

“ดร.เอนก” ปลุกคนไทยเปลี่ยนความคิด ชี้สังคมศาสตร์ – มนุษยศาสตร์ไทย ต้องไม่ใช่แค่ตามโลก แต่ต้องนำโลก เน้นย้ำผสานความรู้สากลและรากฐานทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อสร้าง “สังคมศาสตร์แห่งอนาคต” 

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดกิจกรรมซีรีส์เสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) “การยกระดับบทบาทสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เพื่อกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย” (Pathways to Inclusive and Resilient Thailand: Leveraging Social and Human Sciences for Policy and Innovation) ครั้งที่ 1 เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบายเกี่ยวกับบทบาทของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ต่อการกำหนดอนาคตประเทศไทย 

ภายในงาน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Thailand 2030: Reframing Policy Pathways for an Inclusive and Resilient Future : ทิศทางนโยบายด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในการกำหนดอนาคตประเทศไทย” โดยมี ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวต้อนรับและเปิดเวทีเสวนา พร้อมด้วย ผศ. ดร.ศุภกร ปุญญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการ สอวช. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ Creative Zone อาคารจัตุรัสจามจุรี ชั้น 14 สอวช. และผ่านระบบ Zoom Webinar โดยมีผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจำนวนมาก ทั้งผู้บริหารหน่วยงานภายในสังกัดและภายนอกสังกัดกระทรวง อว. ตลอดจนผู้สนใจทั่วไปจากหลากหลายภาคส่วน

ดร.สุรชัย กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานด้านนโยบายวิทยาศาสตร์ของไทยมุ่งขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับ “สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์” ให้เข้ามามีบทบาทร่วมในการกำหนดทิศทางประเทศอย่างจริงจัง โดยได้เน้นย้ำถึงหนึ่งในวิสัยทัศน์สำคัญที่นำเสนอต่อคณะกรรมการสรรหาเมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการ สอวช. คือ การผลักดันปลายทางขององค์ความรู้ด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ให้สามารถเชื่อมโยงสู่การกำหนดนโยบายประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ที่ผ่านมาเราทำนโยบายระดับชาติด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง และในวาระที่ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สอวช. มีความตั้งใจอย่างมากว่า สอวช. ต้องเป็นหน่วยงานที่ช่วยบอกประเทศว่าการกำหนดนโยบายด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศิลปกรรมศาสตร์ ควรทำอย่างไร จึงได้เชิญ ผศ. ดร.ศุภกร มาร่วมขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง” ดร.สุรชัย กล่าว และระบุว่า สอวช. ได้ซึมซับแนวคิดของ ดร.เอนก มาหลายปี และได้นำบางเรื่องมาปรับใช้แล้ว อาทิ ประเด็นเรื่อง Social Mobility หรือการขยับสถานะทางสังคม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ สอวช. ให้ความสำคัญและจะเดินหน้าต่อไป นอกจากนี้ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. คนปัจจุบัน ก็ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์เช่นกัน และมีความสนใจที่จะผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

ด้าน ดร.เอนก กล่าวปาฐกถาว่า โลกในปัจจุบันถูกครอบงำด้วยกรอบคิดแบบตะวันตกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในมิติของสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นคำตอบสากลที่ทุกประเทศต้องเดินตาม แต่สำหรับประเทศไทย จำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสร้างสังคมศาสตร์ในแบบของตนเอง

“เราไม่ได้ปฏิเสธสังคมศาสตร์ตะวันตก แต่เราต้องเติมภูมิปัญญาไทย จีน อินเดีย อิสลาม หรือภูมิปัญญาตะวันออกเข้าไป ทำให้เกิดสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่เป็นของโลกมากขึ้น” ดร.เอนก กล่าว

ดร.เอนก ยังสะท้อนว่า สังคมศาสตร์แบบไทยต้องไม่ใช่เพียงศาสตร์แห่งความขัดแย้ง หากแต่ต้องเป็นศาสตร์แห่ง ความประสาน การอยู่ร่วมกัน และการสร้างพลังทางสังคม โดยชี้ว่า จุดแข็งของสังคมไทย คือความโอบอ้อมอารี ความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่มีคุณธรรม และความสามารถในการ “Social Mobility” หรือการขยับสถานะทางสังคมของประชาชน

พร้อมกันนี้ ดร.เอนก ยังเสนอว่า การพัฒนาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทย ต้องมียุทธศาสตร์ ต้องตั้งเป้าหมายชัดเจนว่า จะทำให้ประเทศไทยชนะหรือก้าวนำได้ในระยะเวลา 5-10 ปี ผ่านการสร้างองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ประเทศอย่างแท้จริง 

“เราไม่ควรทำวิจัยเพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาตลอดไป แต่ต้องกล้าคิดว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่มีความโดดเด่นทางความคิดได้ ถ้าเรากล้าพอที่จะสร้างสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในแบบของเราเอง” ดร.เอนก กล่าว พร้อมย้ำว่า การสร้างองค์ความรู้ใหม่ของไทย ต้องเกิดจากการผสานทั้งความรู้สากลและรากฐานทางวัฒนธรรมของไทยเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิด “สังคมศาสตร์แห่งอนาคต” ที่มีทั้งพลังทางปัญญาและพลังทางสังคมควบคู่กันไป

ดร.เอนก กล่าวต่อว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาล ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่การมีข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นนำไปสู่ความเข้าใจ เป็นสังคมศาสตร์เชิงตีความ ที่ให้ความสำคัญกับความหมายและบริบททางสังคมเบื้องหลังการกระทำของผู้คนด้วย 

ดร.เอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า สังคมศาสตร์ที่ดีต้องมีทั้งข้อมูลและมุมมอง ที่สะท้อนว่าสิ่งนั้นมีความหมายอย่างไรต่อผู้คนและสังคม ซึ่งมุมมองเชิงตีความจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายเข้าใจมนุษย์ เข้าใจสังคม และออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับชีวิตจริงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมองว่าประเทศไทยไม่ได้มีที่มาเพียงแค่ 700 ปี แต่ยาวนานกว่า 2,500 ปี ตั้งแต่ยุคสุวรรณภูมิที่โลกกำลังให้ความสนใจ จึงอยากให้เดินหน้าต่อเพื่อที่ไทยจะก้าวนำโลกได้เพื่อสะท้อนประเด็นสำคัญจากปาฐกถาพิเศษ สอวช. ได้จัดทำภาพสรุปแนวคิด (Visual Summary) เพื่อถ่ายทอดมุมมองสำคัญเกี่ยวกับทิศทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไทยในการกำหนดอนาคตประเทศ ทั้งในมิติการสร้างองค์ความรู้แบบไทย การพัฒนานโยบายที่เข้าใจมนุษย์ และการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและสังคมของไทยเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว

สามารถรับชมย้อนหลังเวทีเสวนาเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) ครั้งที่ 1 ได้ที่  https://www.nxpo.or.th/th/video/
 

หน้าแรก » การศึกษา