วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 01:32 น.

การศึกษา

ม.มหิดลแนะ‘เลี้ยงลูกเชิงบวก’ สอนลูกด้วย‘ความเมตตา’

วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.55 น.

“ความรุนแรง” ใช้ไม่ได้ในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน “ช่วงเริ่มต้นชีวิต” ที่โลกได้พิสูจน์แล้วจากหลักการ “เลี้ยงลูกเชิงบวก” (Positive Discipline) ที่พัฒนาขึ้นและใช้สืบต่อกันมาอย่างแพร่หลายจากยุค 80's - ปัจจุบัน จากแนวคิดที่ว่าด้วยความเชื่อเรื่องการกล่าวโทษในเชิงลบส่งผลกระทบต่อทิศทางชีวิตเมื่อเจริญวัย โดย 2 นักครอบครัวบำบัดชาวอเมริกัน “ดร.เจน นีลเซน” (Jane Nielsen) และ “ลินน์ ล็อตต์” (Lynn Lott)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันแนวคิด “เลี้ยงลูกเชิงบวก” ส่องสว่างมายังครอบครัวไทย สร้าง “อนาคตของชาติ” ให้ได้เติบโตไปในทิศทางและบรรยากาศที่สร้างสรรค์ สู่ “ความสุขมวลรวมแห่งมนุษยชาติ”

โดยเชื่อว่าการสอนลูกด้วย “จิตที่ดี“ ในจุดเริ่มต้น จะได้ทั้งใจลูก และสอนลูกได้ด้วยในขณะเดียวกัน

ในทางตรงกันข้ามหากสอนลูกโดยการ “ตั้งกฎ” ด้วย “ความเชื่อแบบเดิม” ที่เป็นการ “ออกคำสั่ง” และ “กล่าวโทษ” อาจส่งผลต่อ “สายสัมพันธ์” และนำมาซึ่ง “การต่อต้าน” ที่อาจเป็นได้ทั้งจากการโต้ตอบอย่างรุนแรง และการไม่ใส่ใจ ซ้ำร้ายอาจกลายเป็นนิสัยติดตัวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้ในที่สุด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อธิบายเพิ่มเติมว่า “Positive Discipline” เริ่มได้ตั้งแต่แรกเกิด - 3 ขวบ แม้โดยธรรมชาติของการพัฒนาสมองในส่วนของความจำ (Working Memory) ของเด็กโดยทั่วไปจะเริ่มต้นจำและเล่าเรื่องได้ตั้งแต่วัย 2 ขวบขึ้นไป ซึ่งรวมถึงจาก “การสัมผัส” ที่ทำให้รู้สึกได้ทั้งความมั่นคงปลอดภัย ไปจนถึงความวิตกหวาดกลัว ฯลฯ

ไม่เพียงแต่การเตรียมความพร้อมลูกสู่ “การมีวินัย” พ่อแม่จะต้องถามตัวเองด้วยว่า พร้อมจะเป็น “พ่อแม่เชิงบวก” ด้วยหรือไม่ เช่นเมื่อลูกทำอะไรด้วยความวู่วามจนต้องกลับมาตั้งต้นที่การปรับอารมณ์ด้วยเหตุผล พ่อแม่ก็จะต้องพร้อม “เปิดใจ” ย้อนกลับมา “พิจารณาที่ตัวเอง” ในเรื่องดังกล่าวที่เคยแสดงต่อลูกด้วยเช่นกัน 

“หัวใจของการเลี้ยงลูกเชิงบวก” คือ การพยายามทำให้ลูกเกิด “ความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง - อบอุ่นใจ” ด้วยสอนแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เช่น การกระตุ้นให้ลูก “รู้จักคิด” ด้วยการฝึก “ตั้งคำถาม” เช่น เมื่อรู้สึกโกรธ ลูกมีความคิดจะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างไร หากจะโต้ตอบ จะโต้ตอบอย่างไร หรือหากจะเลี่ยง จะเลี่ยงอย่างไร เป็นต้น แทน “การสั่ง” ให้ลูกทำตามที่พ่อแม่บอก ซึ่งจะไม่ช่วยอะไรเมื่อลูกต้องเผชิญกับปัญหาตามลำพังด้วยตัวเองในภายภาคหน้า

ที่สำคัญอย่าลืมว่าแต่ละครอบครัวมีวิธีการสอนลูกที่แตกต่างกันออกไป จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “สอนลูกเมื่อพร้อม” หรืออยู่กับลูกตามลำพัง นอกจากนี้ ไม่ว่าลูกจะตัดสินใจอย่างไร ควรตั้งใจรับฟัง และไม่ลืมที่จะ “แสดงความเมตตา” ต่อลูกจนเกิด “ความไว้เนื้อเชื่อใจ”

“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ควรทำให้ลูกเข้าใจว่า ยังมีพ่อแม่พร้อมเคียงข้างลูกเสมอ ซึ่งการทำให้ลูก “รู้สึกมีตัวตน” จะนำไปสู่ “การตั้งต้นที่ดี” ส่ง “พลังบวกที่ดี” สู่สังคมที่สร้างสรรค์ได้ต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวสารที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ www.mahidol.ac.th
 

หน้าแรก » การศึกษา