วันอาทิตย์ ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 00:31 น.

การศึกษา

มหิดล ชูศักยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ “Holistic Wellbeing”

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.22 น.

มหิดล ชูศักยภาพด้านการแพทย์และสาธารณสุข เปิดยุทธศาสตร์ใหม่ “Holistic Wellbeing”

 

มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ผ่านการประกาศยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” หรือ “สุขภาวะองค์รวม” ภายใต้แนวคิด“The Next  Milestone: Mahidol and the Future of Thailand’s Holistic Wellbeing” เพื่อยกระดับสุขภาพและสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต โดยอาศัยศักยภาพด้านการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพของมหาวิทยาลัย พร้อมต่อยอดความสำเร็จจากการได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 จากมหาวิทยาลัย 1,254 สถาบันทั่วโลกด้วยคะแนนรวมสูงสุด 93.6 จาก 100 คะแนน ซึ่งสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยมหิดลในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและระบบสุขภาพของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล

 

 

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการรักษาพยาบาล แต่เป็นเครื่องยนต์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทำให้ Wellness Economy กลายเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่า ในปี 2024 เศรษฐกิจสุขภาวะของโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 7% ต่อปี ในช่วงปี 2024–2029 ทั้งนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าในปี 2029 Wellness Economy จะเพิ่มขึ้นสู่ 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมเกือบสองเท่า ขณะเดียวกันภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ยังได้ก้าวขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจสุขภาพที่มีขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ด้วยมูลค่าราว 2.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของภูมิภาคสู่ศูนย์กลางใหม่ของเมกะเทรนด์ด้านสุขภาพ เปิดโอกาสให้ประเทศที่มีความพร้อมด้านการแพทย์และบริการระดับสากลอย่างประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหมุดหมายสำคัญของโลกได้

“Wellness Economy ครอบคลุมธุรกิจที่หลากหลาย โดยกลุ่มที่มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายและความงาม (Personal Care & Beauty) รองลงมาคือ อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารแห่งอนาคต (Healthy Eating/Future Food) และ การออกกำลังกาย (Physical Activity) ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ  (Wellness Tourism) และ อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) แม้จะมีสัดส่วนตลาดรองลงมา แต่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่สูงขึ้นเฉลี่ยถึง 16% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะมีมูลค่าถึง 1 ใน 3 ของตลาดรวม สะท้อนให้เห็นว่าแนวโน้มของโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งรักษาโรค ไปสู่การลงทุนเพื่อส่งเสริมสุขภาวะ คุณภาพชีวิต และการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว  สำหรับประเทศไทย ตลาด Wellness Economy มีมูลค่าประมาณ 600,000 – 670,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยราว 5% ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) และได้รับการจัดอันดับอยู่ใน 15 อันดับแรกของโลก จึงเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และบริการสุขภาพมูลค่าสูง เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาค”

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร กล่าวเสริมว่า การเติบโตของ Wellness Economy ที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง มหาวิทยาลัยมหิดลจึงได้วางยุทธศาสตร์ Holistic Wellbeing (สุขภาวะองค์รวม) ให้เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สำคัญของประเทศเพื่อยกระดับสุขภาวะของประชาชนในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนา “สุขภาวะ” ในมิติที่กว้างกว่าการรักษาโรค ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย และการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม ผ่านการขับเคลื่อน Wellness Economy ของประเทศไทย  โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

 

 

บริการทางการแพทย์ (Medical Service) - ยกระดับบริการทางการแพทย์มูลค่าสูง  โดยมุ่งพัฒนาการรักษาเฉพาะทางและเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงที่มีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลก อาทิ การผ่าตัดส่องกล้อง (MIS) ทั้งกระดูกสันหลังและหัวเข่า, การดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (Transgender Healthcare) เป็นต้น  บริการเพื่อสุขภาพ (Wellness Service) – ยกระดับบริการสุขภาพและเวลเนสแบบองค์รวม โดยต่อยอดจุดแข็งในธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ ทั้งแบบดั้งเดิม ได้แก่ สปา นวดไทย การแพทย์แผนไทย และการฝึกสมาธิจิตตปัญญา (Mindfulness) รวมถึงแบบฐานวิทยาศาสตร์  โดยผสานองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ เวชศาสตร์จีโนม (Genomic Medicine) วิทยาศาสตร์การกีฬา (Sport Science) และการออกกำลังกายที่ออกแบบตามรหัสพันธุกรรม เพื่อพัฒนาบริการสุขภาพมูลค่าสูง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่  ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (Industrial Product) – สร้างมูลค่าเพิ่มจากองค์ความรู้ งานวิจัย และทรัพยากรชีวภาพของประเทศ สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง อาทิ อาหารฟังก์ชันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Functional Food & Food Supplements) เครื่องสำอางจากสมุนไพร (Cosmeceutical) และชุดตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostic Test Kits) ควบคู่กับการพัฒนา MU Bioplant: โรงงานต้นแบบผลิตยาชีววัตถุและสารชีวโมเลกุลมาตรฐานสากล ขยายโอกาสสู่ตลาดผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูงระดับโลก  การวิจัยและพัฒนา (Research & Development: R&D) – ขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นบทบาทหลักของมหาวิทยาลัย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย อาทิ คลังข้อมูลพันธุกรรมเพื่อการแพทย์แห่งอนาคต Medical AI เพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษา รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) และการรักษาด้วยยีน (Gene Therapy) เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสุขภาพ ต่อยอดเชิงพาณิชย์ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน

 

 

ศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรสมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนกลยุทธ์ พัฒนาคุณภาพและพันธกิจเพื่อสังคม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับเป็น มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being จาก THE Sustainability Impact Ratings 2026 ซึ่งเป็นเวทีจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้านความยั่งยืนระดับโลกที่ใช้กรอบการประเมินตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ  โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยมหิดล นับตั้งแต่เริ่มเข้าร่วมการจัดอันดับด้าน SDG 3 ในปี 2020 ซึ่งขยับจาก อันดับ 77 ของโลก สู่อันดับ 16, 7, 3 และล่าสุดได้ก้าวขึ้นสู่ อันดับ 1 ของโลกในปี 2026 นี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบูรณาการการศึกษา การวิจัยการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพ และการรับใช้สังคม จนสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนได้

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับ 1 ในครั้งนี้ มาจากความโดดเด่นในด้าน Collaborations & Health Services ซึ่งมีสัดส่วนคะแนนถึง 38.40% จากการดำเนินงานด้านบริการสุขภาพและความร่วมมือกับหน่วยงาน เครือข่าย และชุมชน ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงด้าน Number Graduating in Health Professions ซึ่งคิดเป็น 34.60% จากบทบาทของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันหลักที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในระดับประเทศ

"การได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของโลกด้าน SDG 3: Good Health and Well-being ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของมหาวิทยาลัยมหิดล แต่เป็นภารกิจครั้งสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตสุขภาวะองค์รวมของประเทศไทย จากนี้เราจะเดินหน้าต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย นวัตกรรม และการผลิตบุคลากรคุณภาพ เชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างอุตสาหกรรมสุขภาพและสุขภาวะแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Wellness Economy ที่เติบโตอย่างยั่งยืน"

ทั้งนี้  ก้าวต่อไปของมหาวิทยาลัยมหิดล คือการต่อยอดยุทธศาสตร์ “Holistic Wellbeing” เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพและนวัตกรรมที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และการใช้ประโยชน์จริงเข้าด้วยกัน ผ่านการบูรณาการศาสตร์จากหลากหลายสาขา นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงควบคู่กับการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ โดยมีตัวอย่างการดำเนินงานต่าง ๆ ที่ผ่านมาอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ โมเดลบริการสุขภาพของ ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และศิริราช บางโพ ที่สามารถนำรายได้กลับมาสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยด้อยโอกาส การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง การต่อยอดสมุนไพรไทยสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา Medical AI Center ร่วมกับ NVIDIA และเทคโนโลยี Gene Therapy เพื่อยกระดับการรักษาโรคซับซ้อน  ซึ่งทั้งหมดนี้ได้สะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมให้เป็นทั้งคุณค่าทางสังคมและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นฮับด้านสุขภาพและสุขภาวะของภูมิภาคต่อไปในอนาคต

 

                       ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

หน้าแรก » การศึกษา

Top 5 ข่าวการศึกษา

ข่าวในหมวดการศึกษา