การศึกษา
"อ.เชน" ชู “นครพนมโมเดล” ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน ประกาศพลิกโฉมมหาวิทยาลัย สร้างเศรษฐกิจฐานราก-ปั้นรายได้นักศึกษาตั้งแต่ก้าวแรก
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ภารกิจการลงพื้นที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว. อว. และคณะ ที่ จ.นครพนม โดยเริ่มจากการเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายงานด้านอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ณ พื้นที่จัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม โดยมี ดร.สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม และ ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวต้อนรับ และมี นางมนพร เจริญศรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม หนึ่งในผู้ร่วมผลักดันคณะแพทยศาสตร์ เขตพื้นที่ศรีโคตรบูรณ์ มหาวิทยาลัยนครพนม นายชาญชัย คำจำปา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ.นครพนม และผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด ให้การต้อนรับ โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ช่วงก่อนมอบนโยบาย พบว่ามีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและนักศึกษาขอเซลฟี่อย่างเป็นกันเอง
จากนั้น มหาวิทยาลัยนครพนมได้นำเสนอความก้าวหน้าการดำเนินงานในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ การขับเคลื่อนโครงการ Wellness Hub การส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานรากของประชาชนในจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียง
ซึ่ง ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าเกี่ยวกับการก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการสนับสนุนพัฒนานครพนม ทุกด้าน เน้นการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ เข้ามาสนับสนุนและพัฒนาในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นให้นครพนม เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทุกด้านของอีสาน เชื่อมภูมิภาค อินโดจีน โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางด้าน Wellness Hub ของ จ.นครพนม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง ตั้งอยู่บริเวณชายแดนและเชื่อมต่อกับหลายประเทศสำคัญของภูมิภาค ทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว โดยยกตัวอย่างในต่างประเทศ ที่มีหลายเมืองมีความเจริญแม้จะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง เพราะได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางในแต่ละด้าน เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ต่อมา คณะของ ศ.ดร.ยศชนัน ได้พบพูดคุยกับนักศึกษากว่า 500 คน โดยได้กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบายในประเด็นสำคัญที่จะเป็นทิศทางใหม่ของการขับเคลื่อนการศึกษาและเศรษฐกิจของประเทศ
ศ.ดร.ยศชนัน ได้ฉายภาพให้เห็นถึงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ โดยระบุว่า แม้ในระดับนโยบายจะมีการพูดถึง Growth Engine เทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือเทคสตาร์ทอัพอย่างกว้างขวาง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจตั้งอยู่ได้โดยลำพังหากปราศจากฐานรากที่มั่นคง
"ถ้าวันนี้เรามีเศรษฐกิจภาพใหญ่ แต่ไม่มีเศรษฐกิจฐานรากที่เชื่อมโยงกัน ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะไปในเศรษฐกิจภาพใหญ่ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะทรุดตัวอย่างไร หากเศรษฐกิจในพื้นที่ยังหมุนเวียนได้ ประชาชนก็จะอยู่รอดและไม่มีปัญหา นครพนมจะต้องเป็นต้นแบบในการทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นจริง"
กระทรวง อว. ได้วางเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่เศรษฐกิจชุมชนจากเดิมกว่า 20,000 แห่ง เพิ่มเป็น 47,000 แห่งภายในระยะเวลา 4 ปี โดยจะกระจายนักวิจัยและบุคลากรจากมหาวิทยาลัยลงไปในทุกพื้นที่ เพื่อนำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าและทรัพยากรในท้องถิ่น (Local Enterprise) โดยตั้งเป้าว่าโครงการต่างๆ ของมหาวิทยาลัยจะต้องใช้ประโยชน์จากทรัพยากรท้องถิ่นให้ได้เกิน 70% และสามารถกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง
เพื่อเป็นตัวอย่าง ศ.ดร.ยศชนัน ได้หยิบยกความสำเร็จของการนำงานวิจัยลงสู่พื้นที่ เช่น โครงการกลุ่มสตรี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส จากกลุ่มสตรีที่ไม่มีอาชีพและรายได้ มหาวิทยาลัยได้เข้าไปช่วยสำรวจและนำสินค้าในพื้นที่มาแปรรูป หาตลาดใหม่ จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยถึงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน
การเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่ จ.เชียงใหม่ ผ่านการนำ "ดิน" ในพื้นที่เพียง 1 กิโลกรัม ราคา 35 บาท มาประยุกต์ด้วยทักษะงานหัตถกรรมพื้นบ้าน จนสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 21 เท่า กลายเป็นผลิตภัณฑ์ราคา 760 บาท ที่นำไปประดับตกแต่งในร้านอาหารระดับมิชลินและจัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ
นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดพื้นที่ศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) และร่วมกับโครงการ Startup Thailand League เพื่อนำไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษามาต่อยอดจับคู่กับนักลงทุนเอกชน สร้างแหล่งทุนใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การกู้ยืมธนาคาร
อีกหนึ่งนโยบายสำคัญคือการปฏิรูปรูปแบบการศึกษา ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาส (Space of Opportunity) สำหรับคนทุกช่วงวัย ไม่จำกัดเพียงนักศึกษาในระบบ "ทำไมเราต้องรอให้เรียนจบแล้วถึงจะมีรายได้? ทำไมเราทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ที่ก้าวแรกที่เขาเดินเข้ามา เขาสามารถมีรายได้ระหว่างเรียนได้เลย โดยไม่ต้องพึ่งพารายได้จากทางบ้าน การทำธุรกิจ Local Enterprise คือคำตอบที่ทุกคนสามารถเรียนไปด้วยและทำไปด้วยได้"
พร้อมกันนี้ ยังได้ผลักดันระบบ Micro-credit เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงกลุ่มเปราะบาง หรือแม้แต่ผู้ที่เคยมีปัญหายาเสพติดในทัณฑสถาน ให้สามารถเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตจากการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เมื่อออกมาแล้วก็สามารถนำความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเกิดและเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาได้
ช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวถึงการผลักดันมหาวิทยาลัยนครพนมให้เป็น "เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ของอีสานตอนเหนือ โดยใช้ความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่สามารถเชื่อมโยงลอจิสติกส์ตั้งแต่ จีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว ไปจนถึงเมียนมา
พร้อมทั้งเปลี่ยนแนวคิดจากแค่ทำวิจัยในห้องแล็บ ให้เป็น "Living Lab" หรือการใช้ทั้งเมืองเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรม รวมถึงการบูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อสร้าง Wellness Hub โดยดึงกำลังจากทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ ตลอดจนคณะวิศวกรรมศาสตร์และบริหารธุรกิจ มาร่วมกันขับเคลื่อน
"ความเป็นศูนย์กลาง ไม่ได้ผูกขาดอยู่ที่เมืองหลวงเสมอไป หากเราดึงดูดคนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น เม็ดเงินมหาศาลก็จะหมุนเวียนอยู่ที่นี่ มหาวิทยาลัยนครพนมจะไม่ใช่แค่มหาวิทยาลัยที่ให้ปริญญา แต่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่รับใช้บ้านเกิด สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้ท้องถิ่น และเป็นหมุดหมายแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาเยือน" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การศึกษา
ข่าวในหมวดการศึกษา ![]()
สจล. ดันคณะแพทยศาสตร์พลิกโฉม ชูจุดแข็ง “แพทย์นวัตกร” และการเรียนรู้ข้ามศาสตร์ 15:15 น.- วธ. เปิดพื้นที่เรียนรู้ "ธรรมะวัยใส" เสริมภูมิคุ้มกันเด็กยุค AI สร้างสติ ทักษะชีวิต และเสริมสร้างคุณธรรม 14:37 น.
- พระสังฆาธิการสุพรรณบุรี 165 รูป ร่วมปฏิบัติธรรม 7 วัน เสริมสมาธิ สร้างเอกภาพคณะสงฆ์ 13:40 น.
- สมศ.นำร่อง “Smart Local Literacy”สร้างนวัตกรรมชุมชน 12:31 น.
- ม.เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมมือ ไทยสมายล์บัส พัฒนาวิจัย-นวัตกรรมพลังงานสะอาด 10:30 น.


