วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 03:04 น.

การศึกษา

เปิดมิติ "การปรับศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของจีน" บทวิเคราะห์ชี้จากรากประวัติศาสตร์สู่ยุทธศาสตร์อำนาจละมุน ผ่านเวทีประชุมนานาชาติที่มาเก๊า

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.06 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569  พระครูชิโนวาทธำรง ดร., ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต มจร เดินไปเข้าร่วมการประชุมสุดยอด “ศาสนากับการปรับให้สอดคล้องกับบริบทของจีน” ครั้งที่ 1 ณ มาเก๊า ตามคำเชิญ สมาคมพุทธศาสนามาเก๊าเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมสุดยอด “ศาสนากับการปรับให้สอดคล้องกับบริบทของจีน” (The First Macau Summit on thอำนวยการกองกิจการนิสิตe Sinicization of Religion) ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการ Macau Fisherman's Wharf โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ผู้นำศาสนา นักวิชาการ และผู้แทนจากกว่า 30 ประเทศและภูมิภาค รวมผู้เข้าร่วมหลายพันคน

การประชุมแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การประชุมแลกเปลี่ยนทางวิชาการ และ พิธีสวดมนต์อธิษฐานเพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมกิจกรรมสำคัญ 4 รายการ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างศาสนา การเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างอารยธรรม และการศึกษาบทบาทของศาสนาในบริบทสังคมจีน
       
พระธรรมาจารย์ซื่อเหยี่ยนเจวี๋ย ประธานสมาคมพุทธศาสนาแห่งประเทศจีน กล่าวว่า หัวข้อของการประชุมคือ “ภูมิปัญญาท้องถิ่นและเสียงสะท้อนสู่โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดว่าศาสนาควรพัฒนาให้สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และค่านิยมของแต่ละสังคม พร้อมยกตัวอย่างประสบการณ์ของมาเก๊าในการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของศาสนาต่าง ๆ
       
ด้าน พระอาจารย์ซื่อเจ้าชู ผู้แทนพระสงฆ์จากต่างประเทศ เสนอให้สร้างเวทีเสวนาระหว่างศาสนาในระดับนานาชาติที่มาเก๊าอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมความร่วมมือด้านมนุษยธรรม การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

ขณะที่ พระอาจารย์ซื่อเจี้ยเซิ่ง ประธานสมาคมพุทธศาสนามาเก๊า ระบุว่า มาเก๊ามีความโดดเด่นจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของศาสนาตะวันออกและตะวันตกมากว่า 400 ปี และภายใต้นโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ทำให้มาเก๊าเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเชื่อมโยงอารยธรรมและการเสวนาระหว่างศาสนาในระดับโลก
        
ภายหลังพิธีเปิด ได้มีการประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ของคณะสงฆ์จาก 3 นิกายหลักของพุทธศาสนา และพิธีถวายพุทธบูชา จากนั้นช่วงบ่ายมีการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ และในช่วงเย็นมีพิธี โยคะ焰口 (พิธีอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ) โดยคณะสงฆ์จากกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า เพื่ออุทิศบุญแก่ผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติและอธิษฐานให้สรรพสัตว์ทั้งหลายมีความสุขและพ้นจากทุกข์. 

ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ด้านศาสนาและภูมิรัฐศาสตร์ได้สะท้อนพัฒนาการของนโยบาย "การปรับศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของจีน" (Sinicization of Religion) พบว่าได้ก้าวจากกระบวนการหลอมรวมทางวัฒนธรรมในอดีต สู่การเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงการบริหารกิจการศาสนาเข้ากับความมั่นคงของรัฐ การสร้างอัตลักษณ์ชาติ และการขยายบทบาทด้านการทูตเชิงวัฒนธรรมของจีนในเวทีโลก

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ภายหลังการจัดการประชุม "The First Macau Summit on the Sinicization of Religion" ระหว่างวันที่ 18–21 กรกฎาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษมาเก๊า ซึ่งมีผู้แทนจากภาครัฐ ผู้นำศาสนา นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาทางศาสนาจากกว่า 30 ประเทศและภูมิภาคเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ของประเทศไทย

บทวิเคราะห์ระบุว่า แนวคิดการปรับศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของจีนมีรากฐานทางประวัติศาสตร์ยาวนาน นับตั้งแต่พุทธศาสนาเผยแผ่จากอินเดียเข้าสู่จีนเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน โดยเกิดกระบวนการผสมผสานกับลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋า จนพัฒนาเป็นพุทธศาสนาแบบจีนที่มีอัตลักษณ์เฉพาะ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของพุทธศาสนามหายานในเอเชียตะวันออก

อย่างไรก็ตาม ผู้วิเคราะห์เห็นว่า นับตั้งแต่ปี 2558 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แนวคิดดังกล่าวได้ถูกยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ โดยมีเป้าหมายให้ศาสนาต่าง ๆ ดำเนินกิจกรรมภายใต้กรอบของรัฐและสอดคล้องกับอุดมการณ์สังคมนิยม รวมทั้งส่งเสริมความจงรักภักดีต่อประเทศและสร้างเอกภาพทางสังคม

บทวิเคราะห์ยังชี้ว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนผ่านกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับกิจการศาสนา ซึ่งกำหนดให้ศาสนสถานต้องจดทะเบียนกับรัฐ ปรับหลักสูตรการศึกษาทางศาสนาให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศ และส่งเสริมบทบาทของผู้นำศาสนาในการสนับสนุนการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของชาติ

ในอีกด้านหนึ่ง บทวิเคราะห์อ้างถึงรายงานขององค์กรระหว่างประเทศบางแห่งที่แสดงความกังวลต่อผลกระทบของนโยบายดังกล่าวต่อเสรีภาพทางศาสนา โดยเฉพาะต่อกลุ่มศาสนาที่มีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศและชนกลุ่มน้อย ขณะที่ฝ่ายจีนมักอธิบายนโยบายดังกล่าวว่าเป็นการส่งเสริมการปรับตัวของศาสนาให้สอดคล้องกับบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาของประเทศ

สำหรับการประชุมที่มาเก๊า บทวิเคราะห์มองว่าเป็นก้าวสำคัญของการใช้ศาสนาเป็นกลไกการทูตเชิงวัฒนธรรม โดยกิจกรรมประกอบด้วยการประชุมวิชาการนานาชาติ พิธีกรรมทางพุทธศาสนา นิทรรศการศิลปวัฒนธรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้นำศาสนาจากหลายประเทศ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการเข้าร่วมของผู้แทนจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งสะท้อนความร่วมมือทางวิชาการด้านพระพุทธศาสนาระหว่างจีนกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเครือข่ายพระพุทธศาสนาเถรวาท

บทวิเคราะห์ยังให้ความสำคัญกับบทบาทของมาเก๊าในฐานะศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางอารยธรรม ภายใต้นโยบาย "หนึ่งประเทศ สองระบบ" โดยเห็นว่าการเลือกมาเก๊าเป็นสถานที่จัดประชุมครั้งแรกสะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนในการใช้พื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นเวทีสร้างภาพลักษณ์ด้านการอยู่ร่วมกันของศาสนา และขยายอิทธิพลผ่านอำนาจละมุนในระดับนานาชาติ

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ นโยบาย "การปรับศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของจีน" จึงไม่ได้เป็นเพียงนโยบายด้านศาสนา หากแต่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านการเมือง ความมั่นคง การศึกษา วัฒนธรรม และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศในเอเชียผ่านการทูตทางศาสนา

อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นหัวข้อที่มีมุมมองแตกต่างกันในเวทีนานาชาติ ระหว่างฝ่ายที่มองว่าเป็นการปรับตัวของศาสนาให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ กับฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลกระทบต่อเสรีภาพทางศาสนาและความเป็นอิสระขององค์กรศาสนา ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
 

หน้าแรก » การศึกษา

Top 5 ข่าวการศึกษา