การศึกษา
จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ระดมผู้เชี่ยวชาญถอดบทเรียนความรุนแรงในสถานศึกษา
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ระดมผู้เชี่ยวชาญถอดบทเรียนความรุนแรงในสถานศึกษา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ เรือนจุฬานฤมิต เปิดเวทีให้นักวิชาการจากหลากหลายศาสตร์ร่วมถอดบทเรียนและเสนอแนวทางสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ทั้งในมิติการบริหารจัดการ การดูแลสุขภาพจิตเด็กและเยาวชน การสร้างระบบป้องกันและรับมือภาวะวิกฤต ตลอดจนบทบาทของสื่อและสังคมในการสื่อสารอย่างรับผิดชอบ ภายหลังเกิดเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา ซึ่งสร้างความสูญเสียและส่งผลกระทบต่อครู นักเรียน ครอบครัว และสังคมในวงกว้าง

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บหลายราย โดยหน่วยงานภาครัฐได้เข้าดูแลสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ขณะที่ข้อมูลของ Thai PBS และหน่วยงานราชการมีการปรับปรุงรายละเอียดอย่างต่อเนื่องภายหลังเหตุการณ์ รวมถึงการดูแลด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเยียวยาครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมไทยกลับมาตั้งคำถามสำคัญว่า การสร้าง “สถานศึกษาที่ปลอดภัย” จำเป็นต้องดำเนินการอย่างไร และจะป้องกันไม่ให้ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างไร
เวที Chula the Impact ครั้งที่ 42 จึงมุ่งนำองค์ความรู้จากหลายศาสตร์มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา ตั้งแต่พฤติกรรมเด็กและเยาวชน ระบบบริหารจัดการสถานศึกษา สุขภาพจิตและจิตวิทยาการปรึกษา ไปจนถึงบทบาทของสื่อมวลชน โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า หลายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมสามารถป้องกันหรือบรรเทาความรุนแรงลงได้ หากเรามีความเข้าใจที่เพียงพอและร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพราะมนุษย์ทุกคนมีจิตใจและความรู้สึกซึ่งไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา เช่นเดียวกับปัญหาสังคมหลายประการที่อาจไม่ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน แต่หากเราเรียนรู้ที่จะสังเกต เข้าใจ และให้ความสำคัญกับสัญญาณต่าง ๆ อย่างรอบด้าน ก็จะสามารถป้องกัน แก้ไข และช่วยเปลี่ยนปัญหาที่หนักให้เบาลงได้ด้วยพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน

ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนตาม บทบาทของสถาบันการศึกษาต้องเป็นที่พึ่งของสังคม และให้ความสำคัญกับจิตวิทยาในเชิงนโยบายมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทุกคนควรเรียนรู้และเข้าใจตนเอง สถาบันการศึกษาต้องสร้าง ecosystem ให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือ safe place เป็นที่พักใจสำหรับเด็ก และสร้างความปลอดภัยให้เด็กและบุคลากรทุกคนในสถานศึกษา”
“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราควรทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และเรียนรู้การจัดการความโกรธอย่างมีสติและมีกลยุทธ์ สถาบันการศึกษาต้องสอนภูมิคุ้มกันทางใจ และสร้าง trust ให้เด็กกล้าพูดคุยถึงปัญหา ทุกวันนี้ การรับสื่อหรือการใช้โซเชียลมีเดียเข้าไปอยู่ในชีวิตและจิตใจของเด็ก ทำให้เกิดการเปรียบเทียบ ความโกรธ ซึ่งเป็นกลไกการป้องกันตัวหรือ Defense Mechanism จึงควรมีการเรียนการสอนเรื่องการจัดการความโกรธอย่างเป็นระบบ รวมถึงการจัดการสร้างระบบนิเวศน์หรือ ecosystem โดยแต่ละโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือองค์กรมี ecosystem แตกต่างกัน จึงต้องเข้าใจธรรมชาติและ ecosystem ของตนเอง”
ในมิติของการบริหารสถานศึกษา รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ไปสู่การบริหารความเสี่ยงและการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นการเสวนาครอบคลุมทั้งช่องว่างของระบบความปลอดภัย การสร้างระบบรับมือสถานการณ์ และการออกแบบโรงเรียนให้ปลอดภัยโดยไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตนเองอยู่ภายใต้การควบคุมตลอดเวลา
รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “เหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศของเรา มี 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรก เรามักเข้าใจความปลอดภัยว่าเป็น Physical Safety หรือความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น อุปกรณ์ เจ้าหน้าที่ และระบบรักษาความปลอดภัย แต่ความปลอดภัยยังรวมถึง Relational Safety หรือความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ ประการที่สอง การรับมือเหตุการณ์ยังมี gap ด้านข้อมูล แม้หลายคนและหลายหน่วยงานมีข้อมูลและความรู้ที่จะช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนกัน ประการสุดท้ายคือ Relational Safety ความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ เมื่อเด็กมีปัญหาต้องมีใครสักคนในโรงเรียนอย่างน้อย 1 คนที่สามารถเข้าไปพูดคุยได้ ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่สถานศึกษาต้องมี”

“ความปลอดภัยทางกายภาพยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่เมื่อตรวจพบความผิดปกติ คำถามคือโรงเรียนจะนำข้อมูลไปทำอะไรต่อ เช่น พบอาวุธต้องแจ้งใคร หรือนักเรียนถูกกลั่นแกล้งต้องแจ้งใคร หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงจะทำให้สูญเสียความไว้วางใจ ทุกเหตุการณ์มักมีคำใบ้ก่อนเกิดเหตุ หากมีพื้นที่ให้เด็กเปิดใจได้ก็จะช่วยลดปัญหา โดยครู นักจิตวิทยา และตำรวจต้องทำงานร่วมกัน”
ด้านมิติทางจิตวิทยา ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เด็กสามารถขอความช่วยเหลือได้ โดยไม่รู้สึกว่าการมีปัญหาหรือการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเป็นเรื่องน่าอาย
ผศ.ดร.พนิตา กล่าวว่า “ผู้ปกครองและครูควรฝึกสังเกตและสอบถาม หากเด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติหรือไม่เหมือนเดิม อาจมีเรื่องอยู่ในใจ เช่น ทุกข์ใจ เหงา เครียด หรือไม่สบายใจ แม้ไม่ใช่เรื่องอันตราย สิ่งสำคัญคือการพูดคุย รับฟัง และสอบถามโดยไม่ตำหนิ เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ผู้ปกครองและครูจึงควรรับฟังมากกว่าพูด นักจิตวิทยาประจำโรงเรียนอาจเป็นสิ่งที่ยังขาดอยู่ แต่มีความสำคัญมาก เพราะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองและครู โดยรับฟังปัญหาอย่างไม่ตัดสินและไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย”
ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงอีกหนึ่งมิติสำคัญ คือบทบาทของสื่อมวลชนและผู้ใช้สื่อออนไลน์ เนื่องจากในสถานการณ์วิกฤต สังคมต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แต่ความรวดเร็วจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กับความถูกต้องและความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเมื่อเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับเด็ก เยาวชน ผู้สูญเสีย และครอบครัว ขณะที่ภาครัฐเองได้ขอความร่วมมือให้หลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพรุนแรงและข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อลดการซ้ำเติมผู้ได้รับผลกระทบและผลกระทบต่อเด็กที่รับข้อมูลข่าวสาร
ผศ.ดร.เจษฎา กล่าวว่า “สื่อต้องปรับตัวในการนำเสนอข่าวลักษณะนี้ ไม่ควรรีบช่วงชิงการนำเสนอหรือตัดสินใคร ขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุ การแข่งขันด้านความเร็วเป็นเรื่องอันตราย โดยเฉพาะในยุคที่ใคร ๆ ก็เป็นสื่อได้ ยิ่งน่ากังวลเมื่อสังคมพยายามหาคนผิดหรือสร้างความชอบธรรมให้ใครบางคน หลักการสื่อสารมี 2 ประการ คือ หนึ่ง หลีกเลี่ยงการให้ตัวตนหรือให้แสง (No Name No Fame) และสอง หลีกเลี่ยงการรายงานซ้ำ ๆ วน ๆ ซึ่งเป็นการ Re-traumatize (การถูกกระตุ้นแผลใจซ้ำ) ต่อผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เหยื่อ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และผู้เสพข่าว สื่อจึงไม่ควรขยี้ข่าว เล่าเชิงดรามา หรือลงรายละเอียดเหตุการณ์ เพราะอาจทำให้เกิดการเลียนแบบ”
“ฝากถึงสื่อมวลชนว่า เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรแข่งกันเร็ว ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแรกที่นำเสนอข่าวหรือตัดสินว่าใครผิดใครถูก ส่วนคนทั่วไปและพ่อแม่ควรเฝ้าระวังโซเชียลมีเดียของเด็ก แพลตฟอร์มควรคัดกรองเนื้อหา และสังคมควรมีความเห็นอกเห็นใจ ก่อนแชร์ ก่อนโพสต์ และก่อนตัดสิน”
ขณะที่ ผศ.ดร.ณัฐสุดา เต้พันธ์ คณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาฯ ซึ่งประเด็นการเสวนากำหนดให้สะท้อนมุมมองจากการประชุมร่วมกับทีมงานและการลงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เน้นถึงความจำเป็นในการเชื่อมการดูแลสุขภาพจิตเข้ากับระบบความปลอดภัยของสถานศึกษา และนำบทเรียนจากเหตุการณ์ไปสู่แนวทางเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้จริง
ผศ.ดร.ณัฐสุดา กล่าวว่า “หลังเหตุการณ์วิกฤต สิ่งสำคัญคือการดูแลคนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ครอบครัว ครู นักเรียน ไปจนถึงบุคลากรที่ต้องกลับมาทำหน้าที่ในพื้นที่เดิม การเยียวยาจำเป็นต้องให้เวลาและไม่เร่งให้ทุกคน “กลับมาเป็นปกติ” ในจังหวะเดียวกัน ขณะเดียวกัน ในระยะยาวควรนำบทเรียนครั้งนี้ไปพัฒนากลไกคัดกรอง การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิต ช่องทางขอความช่วยเหลือ และระบบส่งต่อที่เชื่อมโยงระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และผู้เชี่ยวชาญให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
“นี่เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดซ้ำ ในเชิงนโยบาย สถาบันการศึกษาและสังคมจึงต้องสร้างระบบนิเวศใหม่ โดยใช้ Trust หรือความไว้ใจเป็นพื้นฐานในการดูแลจิตใจเด็กก่อนเกิดปัญหา การสร้างวัฒนธรรมนี้ต้องเริ่มจากความรู้ด้านจิตวิทยา สอนให้เด็กเข้าใจว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ และรู้จักเข้าใจตนเอง ระบบเครือข่ายในโรงเรียนเพื่อสร้าง Trust มี 2 แบบ คือ เครือข่ายในการส่งต่อ เมื่อพบปัญหาต้องรู้ว่าจะไปต่ออย่างไร ครูรับทราบ ผู้บริหารรับทราบ จากนั้นจึงเป็นเครือข่ายดูแลภายนอก เช่น นักจิตวิทยา ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ สิ่งสำคัญคือต้องดูแลทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร พร้อมรู้ว่าเครือข่ายที่เกี่ยวข้องคือใคร เพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม”
จากการเสวนา สาระสำคัญของการ “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง” จึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทางกายภาพเพียงด้านเดียว แต่คือการสร้าง “เกราะ” หลายชั้น ตั้งแต่ระบบบริหารความเสี่ยง สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ระบบดูแลสุขภาพจิต ช่องทางรับฟังและขอความช่วยเหลือ ไปจนถึงระบบสื่อสารในภาวะวิกฤต ขณะเดียวกันต้อง “สร้างแกร่ง” ให้แก่เด็ก ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนรอบสถานศึกษา ให้มีความรู้ ความพร้อม และสามารถดูแลซึ่งกันและกันได้
การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับเป้าหมายของ Chula the Impact ที่มุ่งนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาตอบโจทย์ปัญหาสังคมอย่างทันท่วงที โดยมหาวิทยาลัยหวังให้ข้อเสนอจากเวทีสามารถต่อยอดไปสู่แนวทางปฏิบัติสำหรับสถานศึกษา ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ปลอดภัย เข้มแข็ง และดูแลเด็กและเยาวชนได้อย่างรอบด้าน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “เมื่อสังคมมีปัญหา จุฬาฯ มีคำตอบ”
ส่งข่าวได้ที่ email : saowaporn12345@gmail.com และ bat_mamsao@yahoo.com
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การศึกษา
Top 5 ข่าวการศึกษา ![]()
- "ยศชนัน-ประเสริฐ" คิกออฟปฏิรูปการศึกษา นำร่อง 6 นโยบายผ่านพื้นที่นวัตกรรมฯ ดันระบบ Credit Bank เชื่อม TCAS คืนครูสู่ห้องเรียน 10 ส.ค. 2569
- ม.เกษตรศาสตร์ คว้าอีกหนึ่งความสำเร็จระดับโลก! 10 ส.ค. 2569
- ม.เกษตรศาสตร์ จัดใหญ่ "KU Thai Textile Fest 2026" เทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 10 ส.ค. 2569
- สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยเผยแพร่ผลงานศิลปะสะสมสู่สายตานานาชาติ 10 ส.ค. 2569
- จุฬาฯ จัดเสวนา Chula the Impact ครั้งที่ 42 ระดมผู้เชี่ยวชาญถอดบทเรียนความรุนแรงในสถานศึกษา 10 ส.ค. 2569
ข่าวในหมวดการศึกษา ![]()
"ยศชนัน" ร่วมพิธีรดน้ำศพ "ครูทิวาพร" เหยื่อเหตุสลด ร.ร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมให้กำลังใจครอบครัวผู้เสียชีวิต 19:05 น.- "ยศชนัน" นำ 5 กระทรวง กาง 6 แผน ดัน "มาตรฐานความปลอดภัยสถานศึกษา 90 วัน" 15:26 น.
- ราชมงคลพระนคร จัดกิจกรรม วิ่งการกุศลส่งเสริมการศึกษา “วิ่งติดมันส์รันพระนคร ครั้งที่ 2” 12:22 น.
- สอศ.จับมือ IMPACT เปิดเวที "IMPACT RISE UP" ชวนเด็กอาชีวะปลุกไอเดีย ชิงทุนกว่า 1.8 แสนบาท 10:44 น.
- 5 สิ่งที่พระอยากจะขอต่อเหตุความรุนแรงในสถานศึกษา 09:09 น.



