วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569 00:57 น.

การศึกษา

เปิดปมพิพาทที่ดิน “วัดป่าอดุลยาราม” กว่า 30 ปี สู่บทเรียนพุทธสันติวิธี แก้ข้อขัดแย้งด้วยกฎหมาย–สันติธรรม

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.40 น.

ข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของความขัดแย้งระหว่างศาสนสถานกับเอกชน หลังข้อพิพาทยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี บนที่ดินกว่า 21 ไร่ ซึ่งเอกสารวิเคราะห์ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของพื้นที่ในปัจจุบันไว้ราว 1,200–1,500 ล้านบาท โดยประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงข้อกฎหมายเรื่องกรรมสิทธิ์ แต่ยังสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการทะเบียนที่ดิน ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชน

รายงานวิเคราะห์ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดจากนายเฮียง พิมพ์ศรี คหบดีในพื้นที่ ซึ่งทำหนังสืออุทิศที่ดินโฉนดเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 21 ตารางวา เพื่อสร้างวัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2533 และต่อมาได้ส่งมอบโฉนดฉบับจริงถวายเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2533 อย่างไรก็ตาม นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 ก่อนกระบวนการจดทะเบียนโอนที่ดินจะแล้วเสร็จ ทำให้ชื่อในโฉนดยังคงเป็นชื่อเดิม และกลายเป็นช่องว่างทางทะเบียนที่นำไปสู่ข้อพิพาทในเวลาต่อมา

จุดเปลี่ยนจากที่ดินศรัทธาสู่ “ทำเลทอง”

รายงานมองว่า ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงมิติทางกฎหมาย แต่ยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของจังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะการขยายตัวของเมืองและการเปิดใช้งานถนนกัลปพฤกษ์ในปี 2554 ซึ่งทำให้พื้นที่โดยรอบเปลี่ยนจากพื้นที่ชานเมืองเป็นทำเลที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

ข้อมูลในรายงานระบุว่า พื้นที่โดยรอบมีศูนย์การค้า มหาวิทยาลัย ที่พักอาศัย และโครงการอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ส่งผลให้ราคาที่ดินในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก และทำให้ที่ดินของวัดเนื้อที่กว่า 21 ไร่มีมูลค่าตลาดตามการประเมินในรายงานสูงถึง 1,200–1,500 ล้านบาท

มูลค่าที่ดินดังกล่าวจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เพิ่มแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียพยายามยืนยันสิทธิในที่ดิน ขณะที่ฝ่ายวัดยืนยันเจตนารมณ์เดิมของผู้บริจาคและสถานะของที่ดินในฐานะศาสนสมบัติ

ปมกฎหมาย “ชื่อในโฉนด” กับเจตนาการอุทิศ

ประเด็นทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือความแตกต่างระหว่างหลักการให้ที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด

ฝ่ายทายาทมีข้ออ้างเกี่ยวกับหลักการจดทะเบียนการให้ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่รายงานอ้างถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่วางหลักเกี่ยวกับการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด โดยเมื่อเจ้าของมีเจตนาอุทิศอย่างชัดเจนและส่งมอบการครอบครองแล้ว ย่อมมีผลตามเจตนาการอุทิศตามหลักที่รายงานนำเสนอ

นอกจากนี้ รายงานยังกล่าวถึงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 และมาตรา 35 ซึ่งกำหนดหลักคุ้มครองที่วัดและที่ธรณีสงฆ์อย่างเข้มงวด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อกฎหมายและกรรมสิทธิ์ที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมควรถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามคำพิพากษาและข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังเป็นที่สุด

วิกฤตเดือนสิงหาคม จุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่

สถานการณ์เข้าสู่จุดตึงเครียดอีกครั้งในเดือนสิงหาคม 2569 เมื่อรายงานระบุว่า กลุ่มทายาทนำรถปูนและท่อปูนซีเมนต์มาปิดกั้นทางเข้า-ออกวัด พร้อมติดประกาศอ้างกรรมสิทธิ์และเรียกร้องให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

ต่อมายังเกิดประเด็นเกี่ยวกับการแจ้งว่าโฉนดสูญหายเพื่อขอออกใบแทนโฉนด ขณะที่ฝ่ายวัดนำโฉนดฉบับจริงมาแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ทำให้ข้อกล่าวอ้างเรื่องเอกสารสูญหายถูกตั้งคำถาม และนำไปสู่กระบวนการตรวจสอบทางกฎหมายตามที่รายงานระบุ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ข้อพิพาทซึ่งเดิมดำเนินอยู่ในกระบวนการศาล กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับพื้นที่และระดับประเทศ

“ธงทอง” ลงพื้นที่ หวังใช้กลไกรัฐลดความตึงเครียด

อีกหนึ่งจุดสำคัญเกิดขึ้นเมื่อศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เดินทางเข้ากราบสักการะพระครูอดุลสารนิเทศ ณ วัดป่าอดุลยาราม เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2569 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความเรียบร้อย

รายงานวิเคราะห์การลงพื้นที่ครั้งนี้ว่า เป็นความพยายามใช้บทบาทคนกลางระดับนโยบายเพื่อสร้างความเข้าใจและลดความตึงเครียด โดยเน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง

หนึ่งในประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือ การตรวจสอบสถานะโฉนดและการดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย รวมถึงการประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84

ดึง “อริยสัจ 4” เป็นกรอบคลี่คลายความขัดแย้ง

ในมิติพุทธสันติวิธี รายงานนำหลัก อริยสัจ 4 มาเป็นกรอบวิเคราะห์สถานการณ์ โดยมอง “ทุกข์” เป็นสภาวะความขัดแย้งที่ปรากฏ “สมุทัย” เป็นรากเหง้าของความขัดแย้ง “นิโรธ” เป็นภาวะที่มุ่งหวังให้เกิดความสงบ และ “มรรค” เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา

ในส่วนของสมุทัย รายงานชี้ไปที่ทั้งแรงผลักด้านผลประโยชน์ ความไม่เข้าใจข้อกฎหมาย และความบกพร่องของกระบวนการบริหารจัดการทะเบียนในอดีต ขณะที่แนวทางสู่ “นิโรธ” คือการทำให้ข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายมีความชัดเจน พร้อมยุติการคุกคามและฟื้นฟูความสงบในชุมชน

เจ้าอาวาสใช้ “พรหมวิหาร 4” ลดอุณหภูมิความขัดแย้ง

สิ่งที่รายงานให้ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ บทบาทของพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งแสดงท่าทีสงบและพยายามลดความวิตกกังวลของประชาชน

ข้อความที่ว่า “หลวงพ่อไม่เครียด โยมอย่าเครียดมากกว่าหลวงพ่อ” ถูกนำมาเป็นตัวอย่างของการใช้เมตตาและอุเบกขาเพื่อควบคุมอารมณ์ของผู้สนับสนุนวัด ไม่ให้สถานการณ์ลุกลามไปสู่การเผชิญหน้าหรือความรุนแรง

รายงานยังมองว่า การใช้ “สาราณียธรรม 6” สร้างความผูกพันกับชุมชนเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เพราะวัดไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นพื้นที่จัดงานศพ งานบุญ และกิจกรรมของประชาชน นักศึกษา และอาจารย์ในพื้นที่ จึงก่อให้เกิดทุนทางสังคมและความชอบธรรมทางสังคมของวัด

“โฉนดตัวจริง” กับสันติวิธีพิสูจน์ข้อเท็จจริง

รายงานยังเชื่อมโยงเหตุการณ์การนำโฉนดฉบับจริงไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่กับหลัก สัมมุขาวินัย หรือการระงับข้อพิพาทโดยพร้อมหน้า โดยเห็นว่าการนำพยานหลักฐานที่ตรวจสอบได้มาแสดงต่อหน้าหน่วยงานที่มีอำนาจ เป็นวิธีลดการปะทะทางวาจาและลดการใช้อารมณ์ในความขัดแย้ง

ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าอาวาสยังแสดงความระมัดระวังต่อปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยเตือนประชาชนให้ระวังบุคคลที่อาจแอบอ้างเป็นนายหน้าหรือตัวแทนระดมทุนช่วยเหลือวัด พร้อมเสนอให้ผู้ที่ประสงค์ทำบุญบริจาคโดยตรงผ่านช่องทางของวัด เพื่อสร้างความโปร่งใสทางการเงิน

เสนอปฏิรูปทะเบียนศาสนสมบัติทั่วประเทศ

จากกรณีศึกษานี้ รายงานเสนอว่า ปัญหาที่ดินวัดอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวัดป่าอดุลยาราม แต่ควรนำไปสู่การตรวจสอบเชิงระบบ โดยเสนอแนวทางสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมที่ดิน การกำหนดกรอบเวลาสำหรับการดำเนินการด้านทะเบียน การเพิ่มความรู้ทางกฎหมายแก่เจ้าอาวาสและผู้ดูแลวัด และการจัดตั้งกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทศาสนสมบัติในระดับจังหวัด

แนวคิดสำคัญคือ การแก้ปัญหาไม่ควรรอให้เกิดข้อพิพาทแล้วจึงเข้าสู่กระบวนการศาล แต่ควรมีระบบตรวจสอบและป้องกันตั้งแต่วันที่มีการอุทิศที่ดินและจัดตั้งวัด

บทเรียนจาก “วัดป่าอดุลยาราม” สู่พุทธสันติวิธี

กรณีวัดป่าอดุลยารามจึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทเรื่องที่ดิน แต่เป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง กฎหมาย–ศาสนา–เศรษฐกิจ–ชุมชน และสันติวิธี

บทวิเคราะห์สรุปว่า การใช้พุทธสันติวิธีไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงกฎหมาย แต่เป็นการใช้กฎหมายควบคู่กับการสื่อสาร การควบคุมอารมณ์ การไกล่เกลี่ย และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งทางทรัพย์สินกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างผู้คน

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ “ความจริงปรากฏ กฎหมายได้รับการเคารพ และความสัมพันธ์ของผู้คนไม่ถูกทำลาย” ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญของการบริหารความขัดแย้งในสังคมไทย

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนอาจไม่ได้วัดจากชัยชนะของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่ต้องวัดจากความสามารถในการทำให้ข้อเท็จจริงชัดเจน กระบวนการยุติธรรมเดินหน้า คู่กรณีสามารถลดการเผชิญหน้า และศาสนสถานยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งศรัทธาและประโยชน์สาธารณะต่อไป

“พุทธสันติวิธี” จึงมิใช่การยอมแพ้ต่อความขัดแย้ง แต่คือการใช้ปัญญา เมตตา และกระบวนการยุติธรรม เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งจากสนามแห่งการเอาชนะ ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการแสวงหาความจริงและทางออกที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้

หน้าแรก » การศึกษา