วันพุธ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569 01:49 น.

การศึกษา

ปลดล็อกงานวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ! 'อ.เชน' ลั่น หากไทยจะพุ่งไปข้างหน้า ต้องไม่ขัดแย้ง ดึงเอกชนร่วมทุนดัน Deep Tech บุกตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2569, 20.12 น.

ปลดล็อกงานวิจัยสู่ภาคปฏิบัติ! 'อ.เชน' ลั่น หากไทยจะพุ่งไปข้างหน้า ต้องไม่ขัดแย้ง ดึงเอกชนร่วมทุนดัน Deep Tech บุกตลาดโลก ย้ำชัด 'มาตรฐานอุตสาหกรรม-อิเล็กทรอนิกส์สากล' ของประเทศ คือสิ่งที่ประนีประนอมไม่ได้เด็ดขาด

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 | KMITL EXPO 2026: From Lab To Life” เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการรวบรวมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัยจากรั้วมหาวิทยาลัย ให้เกิดเป็นรูปธรรมและเกิดขึ้นจริงได้ เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ในการขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่แค่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยแต่เพียงเท่านั้น โดยมี รศ. ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมการสภาสถาบัน ผู้บริหาร คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวเปิดงานโดยให้ภาพรวมถึงทิศทางของประเทศว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมเม็ดเงินก้อนใหม่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่การนำเม็ดเงินเดิมมาหมุนเวียน แต่ต้องสร้าง "เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่" (New Growth Engine) เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศจะพบว่า การเพิ่มมูลค่า (Value Added) ของไทยยังน้อยกว่าสิ่งที่ลงทุนไป แม้เราจะมีฐานตั้งต้นด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม แต่รากฐานที่สำคัญที่สุดคือ "ธรรมชาติ" ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมสูงมาก คำถามคือเราจะขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดมูลค่าเพิ่มได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมด้านยา เครื่องมือแพทย์ วัสดุศาสตร์ หรือนาโนเทคโนโลยี สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยนวัตกรรมขั้นสูง (Deep Innovation) ที่มาจากการทำงานวิจัยเชิงลึก (Deep Research) และนำองค์ประกอบเล็กๆ มารวมกันจนเกิดเป็นนวัตกรรมชิ้นใหญ่

"นี่คือจิ๊กซอว์ที่ทำให้งานลาดกระบังนิทรรศน์มีความจำเป็นอย่างยิ่ง" รมว.อว. กล่าวชี้ให้เห็นถึงปัญหาในแวดวงวิชาการว่า บ่อยครั้งที่นักวิจัยแม้จะอยู่ในคณะเดียวกันแต่ก็ไม่สามารถร่วมมือกันได้ หรือไม่เข้าใจงานของเพื่อนร่วมงาน การจัดนิทรรศการที่นำผลงานมาจัดแสดงและผสมผสานการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ จะทำให้อาจารย์และนักวิจัยได้เห็นภาพรวมและเกิดประโยชน์ในการต่อยอดร่วมกัน

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำถึงบทบาทของ "ภาคเอกชนและนักลงทุน" ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยอธิบายกลไกของ New Growth Engine ว่า งานวิจัยเชิงลึกมีความเสี่ยงสูงในช่วงต้น ภาครัฐและกระทรวง อว. จะเป็นผู้สนับสนุน แต่เมื่อเติบโตขึ้น ภาคเอกชนจำเป็นต้องเข้ามารับไม้ต่อเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดกำไรก็จะมีการจ่ายภาษีหรือบริจาคเข้ากองทุน (Endowment Fund) หมุนเวียนกลับมาเป็นรายได้สนับสนุนงานวิจัยต่อไป นี่คือการสร้างเม็ดเงินก้อนใหม่

"ถ้ากรรมการเป็นนักลงทุน ท่านจะกลัวมากว่างานวิจัยจะใช้ไม่ได้ แต่วันนี้เมื่อท่านเห็นว่างานใช้ได้ ท่านก็กล้าที่จะลงทุน การมี Business Matching ภายในงาน จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับนิทรรศการ ที่ไม่ใช่แค่โชว์งานแล้วเดินเล่น ไม่ใช่งานประเภท Demo Effect ที่พอนำเสนอผู้ใหญ่ พอผู้ใหญ่เดินมาอุปกรณ์ชิ้นนั้นก็ดับลงและใช้งานไม่ได้จริง"

นอกจากนี้ การจะทำให้นวัตกรรมเชิงลึกหรือ Deep Tech เติบโตได้อย่างยั่งยืน ศ.ดร.ยศชนัน ชี้ว่า ไม่สามารถออกแบบมาเพื่อจำกัดตลาดอยู่แค่ประชากรไทย 60 ล้านคนได้ แต่ต้องตั้งเป้า "ขายให้คนทั่วโลก" ดังนั้นกระบวนการวิจัย การผลิต และการทดสอบทั้งหมดจึงต้องยึดโยงกับมาตรฐานระดับโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่ "ประนีประนอม (Compromise) ไม่ได้เด็ดขาด" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "มาตรฐานอุตสาหกรรม (Industrial Standards)" และ "มาตรฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Standards)" ในระดับสากล ประเทศไทยจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งเพื่อรองรับการรับรองมาตรฐานเหล่านี้ ซึ่ง สจล. ถือเป็นกำลังสำคัญ ทั้งในด้านพลังงาน การทดสอบ และโรงงานอุตสาหกรรม 

ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้ยกตัวอย่างประสบการณ์ส่วนตัวในการพัฒนานวัตกรรมว่า เคยคิดจะสร้างเครื่อง CT Scan เพราะอ่านเจอในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีราคาแพง แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วว่าทำไม่ไหว จึงปรับมาทำเครื่องมือแพทย์ด้านสัญญาณสมองทั่วไปแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สจล. มีคุณูปการอย่างยิ่งในการเป็นฐานรากของการทำวิทยาศาสตร์เชิงลึก เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยให้ได้มาตรฐานและแข่งขันได้จริงในเวทีโลก

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ การตอกย้ำความสำคัญขององค์ความรู้พื้นฐาน รมว.อว. ฝากถึงเยาวชนและนักศึกษาว่า โลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ความรู้พื้นฐานไม่มีวันตาย

"บางคนบอกว่า แคลคูลัส (Calculus) ไม่สำคัญแล้ว สมการเชิงอนุพันธ์ (Differential Equation) ไม่สำคัญแล้ว แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนหมด ความรู้พื้นฐานต่างหากที่ต้องนำมารวมกันใหม่ ทั้งคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ พีชคณิตเชิงเส้น ศาสตร์เหล่านี้จะถูกนำมารวมกันเพื่อสร้างแอปพลิเคชันใหม่ๆ อย่าง Semiconductor, SMR หรือ Quantum เพื่อมาแก้ปัญหาที่สำคัญของโลก"

ในส่วนของการสนับสนุนจากภาครัฐ กระทรวง อว. ยินดีให้การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและห้องแล็บต่างๆ อย่างเต็มที่ ผ่านโครงการ Reinventing University เพื่อให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเข้าถึงอุปกรณ์ขั้นสูง พร้อมย้ำว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยี "ต้องทำวิจัย" และต้องเป็นการทำวิจัยที่ลึกมาก เพื่อต่อยอดสู่นวัตกรรม นอกจากนี้ยังสนับสนุนเรื่องการรับรองมาตรฐานวิศวกรรม (ABET) ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากนักศึกษาไม่ได้นำเสนอผลงานเพื่อรับฟังฟีดแบ็ก (Feedback) สจล. จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ครบถ้วนในการเติมเต็มเรื่องเหล่านี้

ในช่วงท้ายก่อนกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ศ.ดร.ยศชนัน ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า "ประเทศเทศไทยอยู่บนความขัดแย้งไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันเรามีความจำเป็นต้องไปข้างหน้า บางคนมองว่าเป็นเรื่องของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งหรือไม่ ผมเรียนว่าไม่มีแล้วครับ ตอนนี้เราต้องช่วยกันส่งกระบอกเสียงออกไปให้ไกลว่า วันนี้ประเทศไทยต้องสามัคคีกัน เพื่อนำสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วออกไปให้โลกดู นำไปต่อยอดให้ประเทศมีเศรษฐกิจที่มูลค่าสูงขึ้น วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง"

ก่อนที่ ศ.ดร.ยศชนัน จะกล่าวเปิดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 | KMITL EXPO 2026: From Lab To Life” อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงปรบมือจากผู้เข้าร่วมงาน ซึ่งจากนั้น ศ.ดร.ยศชนัน ได้เดินดูงานพร้อมกับเข้าชมบูธในทุกบูธของผู้ร่วมจัดงาน
 

หน้าแรก » การศึกษา