วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569 10:39 น.

การศึกษา

รื้อโครงสร้างวิจัยสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ “ยศชนัน“ เดินหน้า 3 เมกะโปรเจกต์เทคโนโลยีเชิงลึก ผนึก 2,500 ทาเลนต์ปั้นไทยเป็น "Nation of Masters" สร้าง Local Intelligence ลดพึ่งพาต่างชาติ 

วันพฤหัสบดี ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569, 09.23 น.

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมบุคลากรไทยที่มีความสามารถระดับสูง ประจำปี 2569 ครั้งที่ 3 (Thailand Talent Summit 2026) ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช (PEACH) พัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมจากทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 2,500 คน

เวทีดังกล่าวมุ่งสร้างพื้นที่เชื่อมโยงบุคลากรศักยภาพสูงของประเทศ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือข้ามสาขาและข้ามหน่วยงาน พร้อมเปิดโอกาสให้นักวิจัยรุ่นใหม่ได้เชื่อมต่อกับนักวิจัยอาวุโส หน่วยบริหารและจัดการทุน ผู้กำหนดนโยบาย และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นนวัตกรรมที่สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ยกระดับชาติด้วย “Mastery” สู่การเป็น Nation of Masters

ในการปาฐกถาพิเศษ ศ.ดร.ยศชนัน ได้เจาะวิสัยทัศน์การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “Nation of Masters” โดยชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางกระแสการปฏิวัติของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ประเทศไทยไม่อาจแข่งขันด้วยรูปแบบการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ได้อีกต่อไป แต่ต้องพลิกโฉมสู่การสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะเจาะจง (Specialization) การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ต้องเริ่มจากการลงทุนใน “Human Mastery” หรือการพัฒนาคนให้รู้ลึกถึงแก่นแท้ขององค์ความรู้ (First Principle Thinking)

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่า ประเทศไทยไม่สามารถเติบโตได้จากการเป็นเพียงผู้ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ปลายน้ำ แต่ต้องสร้างรากฐานทางทฤษฎี (Foundation) ของตนเอง มหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยจึงต้องปรับบทบาทเป็น "Mastery Platform" อย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการทำงานข้ามเครือข่าย (Complimentary Excellence) เชื่อมโยงตั้งแต่กลุ่มมหาวิทยาลัยเชิงพื้นที่ที่รู้จุดแข็งของชุมชน (Community Mastery) ส่งต่อโจทย์ไปยังกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีและมหาวิทยาลัยวิจัย เพื่อดึงเอาอัตลักษณ์ของท้องถิ่น (Local Asset) มาผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง ยกระดับสายพานการผลิตไปจนถึงการสร้างสตาร์ทอัพที่แข่งขันได้ในตลาดโลก

ในด้านการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง (Execution) รมว.อว. ระบุถึงแนวทางการแก้ปัญหางบประมาณวิจัยเพื่อปิดช่องโหว่การลงทุน โดยเตรียมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และภาคเอกชนระดับโลกที่เข้ามาลงทุนในไทย เพื่อตั้งกองทุนใหม่แบบพุ่งเป้า (Agenda-based) สนับสนุนงานวิจัยกลุ่ม Deep Tech และวิทยาศาสตร์เชิงลึกโดยเฉพาะ ควบคู่ไปกับการเดินหน้า 3 เมกะโปรเจกต์สำคัญที่ใช้หลักการ First Principle วางรากฐานอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New Growth Engine) ประกอบด้วย

Siam Silica - โครงการพัฒนาด้านวัสดุศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Materials) เพื่อสร้างขุมกำลังคนและฐานความเชี่ยวชาญเชิงลึก รองรับการต่อยอดสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีมากกว่าการเป็นเพียงฐานรับจ้างประกอบ

Siam Medica - การวิจัยเชิงลึกด้านยา สมุนไพรไทย อาหารเป็นยา และยีนบำบัด (Gene Therapy) ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เช่น อวัยวะจำลองบนชิป (Organ-on-chip) เพื่อลดการพึ่งพาสัตว์ทดลอง เร่งกระบวนการทดสอบทางคลินิก และยกระดับอุตสาหกรรม Wellness ของไทยสู่สากล

Siam Terra - โครงการใหม่ล่าสุดที่มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยและ Future Food ให้มีฐานการผลิตเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific Base) อย่างแท้จริง เจาะลึกถึงระดับโมเลกุลเพื่อถอดรหัสความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมตั้งเป้าตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับโลกเพื่อสร้าง "ความน่าเชื่อถือ" (Trust) ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากนานาชาติ

“การก้าวสู่ประเทศรายได้สูงไม่มีทางลัด เราต้องเริ่มจากการผลักดันศักยภาพคน นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ธุรกิจ และอุตสาหกรรมมูลค่าสูงตามลำดับ สิ่งสำคัญคือเราต้องนำเอกลักษณ์ทางทรัพยากรมาผสานกับเทคโนโลยีเพื่อสร้าง Local Intelligence รักษาสิ่งที่เป็น 'Thai-ness' เอาไว้ การมีฐานองค์ความรู้ของตนเองคือการสร้าง 'เอกราชทางเทคโนโลยีและความคิด' เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีที่ผูกขาดจากต่างชาติ ทำให้ประเทศมีอำนาจต่อรอง และสามารถบรรจุตัวเองเข้าไปเป็นหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าสำคัญที่โลกขาดไม่ได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ระบุว่า แผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ. 2571–2575 มุ่งยกระดับระบบ ววน. เป็นกลไกหลักพัฒนาประเทศ โดยลงทุนตั้งแต่การสร้างฐานความเข้มแข็งไปจนถึงการนำผลงานไปใช้ประโยชน์จริง ซึ่งมี “นักวิจัย” เป็นหัวใจสำคัญ แผนฉบับนี้จึงเน้นสร้างฐานนักวิจัยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ สนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ให้สอดคล้องกับโจทย์ประเทศ อันถือเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อเปลี่ยน “กำลังนักวิจัยไทย” ให้เป็นความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ย้ำว่า เวทีนี้เป็นมากกว่าการประชุมวิชาการ แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงระบบ ววน. ทั้งประเทศ ผ่าน 4 เวทีหลักและกิจกรรมคู่ขนาน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน พร้อมเปิดโอกาสให้กลุ่มคนศักยภาพสูงจากทุกภาคส่วนได้เชื่อมโยงและผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง โดยทิ้งท้ายว่า “ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง สิ่งสำคัญคือการสร้างพื้นที่และทรัพยากรให้เติบโต เพื่อเปลี่ยน Talent ของคนไทยให้เป็นพลังในการพลิกโฉมประเทศต่อไป”

อนึ่ง การประชุม Thailand Talent Summit 2026 (TTS) ครั้งที่ 3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–25 กันยายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติพีช (PEACH) พัทยา จ.ชลบุรี ภายใต้ความร่วมมือของ สกสว. สป.อว. วช. และภาคีเครือข่าย โดยเป็นเวทีระดับชาติที่มุ่งเชื่อมโยงบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และพัฒนาระบบนิเวศ ววน. ให้เข้มแข็ง อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างยั่งยืน
 

หน้าแรก » การศึกษา