วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569 16:26 น.

การศึกษา

 “อัครนันท์” เคลียร์ปมโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล–“แตงโม ยูไนเต็ด” นานกว่า 3 ชั่วโมง ให้เวลา 7 วันหาข้อยุติ จ่อร่าง MOU ใหม่ ย้ำยึดประโยชน์เด็กเป็นหลัก

วันอังคาร ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

  “อัครนันท์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา รับฟังข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจากทุกฝ่าย กรณีข้อขัดแย้งระหว่างโรงเรียนกับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หรือ “แตงโม ยูไนเต็ด” ซึ่งมีนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ เป็นผู้ดูแล หลังโรงเรียนประกาศยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยใช้เวลาหารือรวมกว่า 3 ชั่วโมง พร้อมให้ทั้งสองฝ่ายใช้เวลา 7 วันหาข้อยุติ และเตรียมพิจารณาจัดทำ MOU ฉบับใหม่ ย้ำต้องยึดประโยชน์และอนาคตของนักเรียนเป็นสำคัญ 

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และครูจวง ปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและรับฟังปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารโรงเรียนกับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล ภายหลังมีการประกาศยกเลิก MOU ความร่วมมือ

การหารือครั้งนี้มีการแยกพูดคุยกับแต่ละฝ่าย โดยเริ่มจากตัวแทนผู้ปกครองและชมรมฟุตบอล ก่อนรับฟังความคิดเห็นจากคณะครูและบุคลากรของโรงเรียน เพื่อรวบรวมข้อมูล เอกสาร และข้อกังวลของทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน ก่อนหาแนวทางคลี่คลายสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนและการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬาของนักเรียน

ชมรมฟุตบอลสะท้อนปัญหาสะสม ยืนยันต้องการสร้างโอกาสให้นักกีฬา

ตัวแทนชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูลชี้แจงถึงที่มาของการเข้ามาร่วมพัฒนาทีมฟุตบอลในโรงเรียนว่า หลังนายสกล เกลี้ยงประเสริฐ ออกจากโรงเรียนหมอนทองวิทยา ผู้เกี่ยวข้องมีความประสงค์ให้นายสกลทำงานพัฒนาวงการฟุตบอลต่อไปในจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงประสานให้เข้ามาร่วมงานกับโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล โดยมีเป้าหมายฟื้นฟูชื่อเสียงและยกระดับโอกาสทางการศึกษาควบคู่กับการกีฬา

ตัวแทนชมรมระบุว่า ชมรมพร้อมสนับสนุนการพัฒนาโรงเรียนในหลายด้าน และได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน โดยนักเรียนชำระค่าเล่าเรียนตามปกติ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างชมรมกับผู้บริหารโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งประเด็นเวลาเข้าเรียน ความรับผิดชอบด้านการเรียน และการดูแลนักกีฬา

นอกจากนี้ ตัวแทนชมรมยังกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีการใช้ถ้อยคำรุนแรงต่อหน้านักเรียน ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจและนำไปสู่การร้องเรียนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา (สพม.6) ก่อนมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการโรงเรียนไปช่วยราชการ และต่อมามีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวจนผู้อำนวยการกลับมาปฏิบัติหน้าที่ที่โรงเรียนเมื่อวันที่ 26 กันยายน

ตัวแทนชมรมยังระบุว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน ผู้ปกครองและชมรมได้ยื่นเรื่องคัดค้านคำสั่งอีกครั้ง พร้อมขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน ก่อนที่โรงเรียนและชมรมจะมีแถลงการณ์เกี่ยวกับการยกเลิก MOU ในวันที่ 8–9 ตุลาคมที่ผ่านมา

ตัวแทนชมรมยอมรับว่า แม้จะมีความพยายามเจรจาหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยเห็นว่าความขัดแย้งได้ลุกลามจนส่งผลต่อบรรยากาศภายในโรงเรียนและความรู้สึกของนักเรียน นักกีฬา และผู้ปกครอง จึงต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กสามารถเรียนและฝึกซ้อมฟุตบอลได้อย่างต่อเนื่อง

ผู้ปกครองห่วงอนาคตลูก วอนทุกฝ่ายเดินหน้าร่วมกัน

ด้านตัวแทนผู้ปกครองสะท้อนว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดไม่ใช่การเอาชนะกันของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถเรียนในโรงเรียนเดิมและพัฒนาทักษะฟุตบอลต่อไปได้โดยไม่ต้องเผชิญความขัดแย้งของผู้ใหญ่

ผู้ปกครองระบุว่า นักเรียนหลายคนทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักและมีความฝันที่จะใช้ความสามารถด้านฟุตบอลเป็นเส้นทางประกอบอาชีพในอนาคต แม้บางคนอาจไม่ได้มีผลการเรียนโดดเด่น แต่ก็มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองและสร้างอนาคตผ่านกีฬา

จึงอยากให้ทุกฝ่ายหันกลับมาพูดคุยกันด้วยเหตุผล ลดความขัดแย้ง และร่วมกันหาทางออกที่ไม่ทำให้เด็กต้องสูญเสียโอกาสทางการศึกษาและกีฬา

ฝ่ายครูตั้งข้อกังวลเรื่องระเบียบโรงเรียน การรับย้ายนักเรียน และความปลอดภัย

ขณะที่ตัวแทนครูและบุคลากรของโรงเรียนพุทธิรังสีพิบูลสะท้อนข้อกังวลหลายประเด็น ทั้งเรื่องระเบียบวินัย การบริหารจัดการนักเรียน การรับย้ายระหว่างภาคเรียน และการปฏิบัติตามขั้นตอนทางทะเบียนและวัดผล

ครูบางส่วนระบุว่า โรงเรียนมีนักเรียนมากกว่า 800 คน ในจำนวนนี้เป็นนักฟุตบอลประมาณ 160 คน จึงจำเป็นต้องดูแลนักเรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม และสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างนักกีฬา ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนทั่วไป

นอกจากนี้ ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับขั้นตอนการรับนักเรียนและการย้ายสถานศึกษา โดยเฉพาะกรณีที่นักเรียนบางรายเข้ามาพักอยู่กับชมรมก่อนที่โรงเรียนจะพิจารณาผลการเรียนและอนุมัติการย้ายอย่างครบถ้วน รวมถึงการเทียบโอนผลการเรียนในรายวิชาที่มีความแตกต่างจากหลักสูตรของโรงเรียน

ฝ่ายครูยังแสดงความกังวลต่อข้อความในสื่อสังคมออนไลน์บางส่วนที่กล่าวถึงการใช้ความรุนแรง ซึ่งทำให้บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครองบางรายรู้สึกไม่สบายใจ พร้อมยืนยันว่าต้องการให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

ทั้งนี้ ประเด็นต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายนำเสนออยู่ระหว่างการรวบรวมและพิจารณาข้อเท็จจริง โดยยังไม่มีข้อยุติร่วมกันในทุกประเด็น

“อัครนันท์” ขอเวลา 7 วัน เตรียมหารือพร้อมหน้าร่าง MOU ใหม่

ภายหลังรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายเป็นเวลารวมกว่า 3 ชั่วโมง นายอัครนันท์ให้สัมภาษณ์ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้คือการคำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก โดยยอมรับว่าแต่ละฝ่ายมีความคิดเห็นและมุมมองแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการพิจารณาข้อมูลและเอกสารอย่างรอบคอบ

“ผมคงไม่มีคำตอบที่ทุกคนจะยินดีทั้งสองฝ่าย ดังนั้นต้องถอยคนละก้าว และให้ความสำคัญกับเด็กเป็นอันดับแรก” นายอัครนันท์กล่าว

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการระบุว่า จะนำข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และขอเวลาแต่ละฝ่ายประมาณ 7 วัน เพื่อเตรียมการหารือร่วมกันอีกครั้ง โดยมีแนวทางพิจารณาจัดทำ MOU ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือและแนวทางดำเนินกิจกรรมต่อไปให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นายอัครนันท์กล่าวว่า การจัดทำ MOU ใหม่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การรับฟังเหตุผลของทุกฝ่าย และการพูดคุยด้วยสติ โดยในฐานะคนกลางจะพยายามประสานให้ทุกฝ่ายหาข้อตกลงร่วมกันให้ได้

ย้ำทุกฝ่ายต้องลดอัตตา โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยของเด็ก

เมื่อถูกถามว่า หาก MOU ฉบับใหม่ไม่สามารถประสานรอยร้าวระหว่างทั้งสองฝ่ายได้ จะมีแนวทางดำเนินการอย่างไร นายอัครนันท์กล่าวว่า คำตอบขึ้นอยู่กับว่าทุกฝ่ายจะยึดประโยชน์ของเด็กเป็นที่ตั้งหรือยึดความคิดของตนเองเป็นหลัก

หากแต่ละฝ่ายยังยึดมั่นในจุดยืนของตนเองโดยไม่ยอมรับฟังกัน แม้จะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยมากเพียงใด ก็อาจไม่สามารถยุติปัญหาได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ทุกฝ่ายจำเป็นต้องลดทิฐิและร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับนักเรียน

ส่วนการดูแลสถานการณ์ในช่วง 7 วันก่อนการหารือครั้งใหม่ นายอัครนันท์เน้นย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย และทุกฝ่ายต้องระมัดระวังการดำเนินกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อเด็ก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การฝึกซ้อมกีฬา หรือสภาพจิตใจ

“ถ้าทั้งสองฝ่ายรักเด็กและต้องการให้ลูกหลานมีโอกาสทางการศึกษา รวมถึงได้เล่นกีฬา ทุกคนต้องมีสติมาก ๆ ในการทำกิจกรรมช่วงนี้” นายอัครนันท์กล่าว

บทสรุปของการเจรจาครั้งนี้จึงยังไม่ใช่การยุติข้อขัดแย้งโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการเปิดทางให้ทั้งโรงเรียนและชมรมฟุตบอลกลับมาทบทวนปัญหาร่วมกันภายใน 7 วัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการจัดทำข้อตกลงที่ชัดเจน เป็นธรรม และคุ้มครองสิทธิของนักเรียนทั้งด้านการศึกษาและกีฬา ความสำเร็จของ MOU ฉบับใหม่จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย และการพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กเป็นศูนย์กลางของการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง
 

หน้าแรก » การศึกษา

Top 5 ข่าวการศึกษา