รายการ PrimeCast WITH PUNPUN เปิดใจ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" แบบไม่กั๊ก ย้อนเล่าวัยเด็กที่เคยติดพี่เลี้ยง ไปจนถึงวีรกรรมเป็นเด็กเอาแต่ใจขั้นสุด รวมถึงประสบการณ์ทำงานหนักจนเคยต้องฉีดยาเข้าที่เส้นเสียง การรับมือกับภาวะ Burnout การดูแลตัวเองทั้งกายและใจ พร้อมเผย Safe zone และวิธีรีชาร์จใจในวันเหนื่อย
ชื่อ อียอ มาจากไหน ?
บิวกิ้น : เป็นชื่อที่เขาตั้งให้ก่อนเกิดครับ คือหมายถึงว่าที่บ้านผมเขาจะเป็นชื่อแบบธีมดิสนีย์กันหมด คือพี่คนโตผมชื่อมิกกี้ คนที่ 2 ชื่อวินนี่ แล้วก็ก่อนผมเกิดตอนแรกจะชื่อว่า อียอ แต่ว่าพอดีเขามาเปลี่ยนตอนเกิดเป็น บิวกิ้น ครับ
ติดพี่เลี้ยงตั้งแต่เด็ก ?
บิวกิ้น : ใช่ครับ ตอนเด็กเราก็อยู่กับพี่เลี้ยงแบบทุกวันแล้วก็ทั้งวัน เลยเหมือนเราเจอพ่อแม่แบบเช้าเย็น ๆ ช่วงอนุบาลประถมจะติดพี่เลี้ยงมาก
เด็ก ๆ ชีวิตเป็นยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : กินข้าว 3 มื้อทั่วไป ก็โตมาแบบไม่ได้พิสดารอะไรมาก ก็อยู่ที่บ้านอยู่กับพี่เลี้ยง แล้วพ่อแม่ก็จะเหมือนกับว่าจะมาใช้เวลากับเราช่วงเย็น ๆ ถึงกลางคืน แล้วก็ปะป๊า ม๊าเขาชอบส่งไปเรียนนั่นเรียนนี่ เหมือนกับว่าให้ไปลองเรียนอะไรที่หลากหลาย ทั้งกีฬาทั้งดนตรีทั้งเรียนพิเศษตลอด เทควันโด้ ปั้นดินน้ำมัน เรียนคอมพิวเตอร์ เรียนภาษาอังกฤษ กีฬาฟุตบอล ตีแบต ปิงปอง โบว์ลิ่ง ว่ายน้ำ
.jpg)
เรียนร้องเพลงไหมตอนเด็ก ?
บิวกิ้น : เรียนครับ ชอบร้องเพลง ผมว่าคือมันเป็นกิจกรรมแบบไม่กี่อย่างเลยจริง ๆ แล้วอันเดียวเลยที่เหมือนกับว่าไปเรียนแล้วเรารู้สึกว่าอยากไปเรียนเรื่อย ๆ อันอื่นมันจะมีความฝืนนิดหนึ่ง ไปเรียนแล้วอยากอยู่บ้านมากกว่า แต่อันนี้มันเหมือนกับว่ามันมีช่วงที่หยุดไปจากการเรียนร้องเพลง แล้วก็รู้สึกว่าคิดถึงการเรียนร้องเพลงแล้วก็กลับไปเรียนร้องเพลง
เป็นคนญาติเยอะมาก พาญาติไปดูหนังทีต้องปิดโรงหนัง ?
บิวกิ้น : ใช่ เรื่องจริง เป็นแบบญาติหลายทางไง มันจะมีฝั่งปะป๊า ฝั่งหม่าม๊า ฝั่งปะป๊าก็จะแตกสายเป็นฝั่งอากงอาม่าฝั่งปะป๊าอีก แล้วก็แบบ Top-down ลงมา ฝั่งอากงอาม่า ฝั่งหม่าม๊าแล้วก็ลงมาอีก มันก็หลายภาคส่วน ถ้าเป็นกิจกรรมใหญ่ ๆ ป๊าผมก็จะเป็นพวกมนุษย์สังคม ชอบไปชวนคนนั้นคนนี้ ชวนญาติทั่วสารทิศมาพอเริ่มเยอะเขาก็จะชอบปิดโรงหนังเวลาถ้ามีหนังเล่น
ทำไมไม่ตัดผม ?
บิวกิ้น : ไม่รู้เหมือนกันนะ ไม่ได้คิดว่าจะไว้แบบจริงจังด้วย แต่ว่าจริง ๆ แล้วแค่ตอนนั้นไปเรียนต่อแล้วก็เหมือนไม่ได้ตัด 3-4 เดือน แล้วก็รู้สึกว่ามันเริ่มมันจะยาวกว่าที่เราเคยไว้มาแล้ว แล้วก็รู้สึกว่าเวลาเราไว้ผมยาวมันจะมีช่วงที่มันมีความไม่พอดี จะสั้นก็ไม่สั้น จะยาวก็ไม่ยาว แล้วมันเป็นช่วงที่เราจะต้องก้าวข้ามผ่านในการที่จะไว้ผมยาว แล้วเราก็ไม่ได้ทำงานด้วยช่วงนั้น มันเลยเหมือนพอกลับมา มันเริ่มจะเข้าทรงก็เลยรู้สึกว่าเกิดมาไม่เคยไว้ผมยาวเลย เรียนโรงเรียนชายล้วนเรียน รด. เข้ามหาลัยฯ ก็ไม่เคยไว้ผมยาว รู้สึกว่าสักครั้งหนึ่งอยากลองมีผมประบ่าซะหน่อย จริง ๆ มันก็เกือบ ๆ แล้ว มันเคยไปข้างหลังเคยเลยไปแล้ว แล้วก็ตัดขึ้นมาไล่กับข้าง ๆ ก็ดีนะผมว่ามันก็เปลี่ยนลุค แล้วก็เหมือนไดร์นานดี เวลาว่าง ๆ ก็แบบสางผมตัวเองก็รู้สึกสวย
ทุกวันนี้ดูแลตัวเองไงบ้าง ?
บิวกิ้น : กินดีครับเหมือนว่ากินโปรตีนที่ถึง แล้วก็ดูเรื่องการกินแล้วกัน อาจจะไม่ได้คุม 100% แต่ก็พยายามไม่กินของที่มันแย่ ๆ ไม่กินหวาน ไม่กินมัน กินโปรตีนที่ถึง แป้งก็กินในปริมาณที่โอเค แล้วก็นอน ออกกำลังกายจริง ๆ แค่นี้เอง แล้วก็สุขภาพจิตดีก็โอเคแล้ว
ทุกวันนี้ออกกำลังกายอะไรบ้าง ?
บิวกิ้น : ถ้าเป็น routine เลยก็จะมีเวทกับคาร์ดิโอแล้วก็เสริม ๆ ก็จะเป็นเพื่อนชวนไปตีแบตก็ไป เขาชวนไปเตะบอลก็ไปบ้าง แต่นาน ๆ ที
ปกติเป็นคนหุ่นทรงนี้อยู่แล้ว ?
บิวกิ้น : ประมาณนี้ครับประมาณนี้ จริง ๆ จะเป็นหุ่นแบบนี้หมายถึงว่าแขนขาจะไม่ได้ใหญ่มาก แต่เด็ก ๆ อ้วนก็จะพุงโล้ น้ำหนักผมเท่านี้มาตั้งแต่ประมาณ ม.2 ม.3 อยู่ประมาณ 60 ต้นถึง 60 กลางอยู่ประมาณนี้ น้ำหนักไม่ขึ้น ไม่เพิ่มไม่ลดเลย ถ้าขึ้นลงมันจะอยู่ในช่วง 60 ไม่เกิน 70 แล้วก็จะลงไปไม่ต่ำกว่า 60 จริง ๆ ผมว่าประมาณนี้แต่ว่าสุขภาพดีก็โอเคแล้ว
เรื่องของสุขภาพใจดูแลตัวเองยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : พอโตมาผมรู้สึกว่าผมค่อนข้างติดคนที่บ้าน แล้วก็ติดเพื่อน เพื่อนกลุ่มที่เราโตมาด้วยกัน จริง ๆ ก็แค่เหมือนกับได้มีช่วงเวลาพักไปใช้เวลากับคนที่บ้านกับเพื่อน อย่างตอนนี้ก็มีเพื่อนเพิ่งมีหมาเข้ามาใหม่ที่บ้าน เพิ่งเลี้ยงหมาประมาณ 6 เดือน 7 เดือน ก็กลับไปก็ไปอยู่กับมัน คือแค่ไปอยู่ในบ้านไปอยู่ในบรรยากาศญาติเยอะ ๆ แล้วก็ไปเจอเพื่อนบ้างผมว่าแค่ได้หยุดสักพักหนึ่งมันก็ recover ได้เร็ว
.jpg)
เป็น introvert ไหม ?
บิวกิ้น : เพิ่งมาเป็นตอนโต ตอนเด็ก ๆ เป็นคนชอบออกไปเจอคนมาก ชอบวันหยุด ชอบหากิจกรรมออกไปทำต้องนัดไปทำนั่นทำนี่ แต่ว่าช่วงประมาณปี 2 ปีมา รู้สึกว่าชอบอยู่บ้านมาก
เจอคนเวลาทำงานเยอะเกี่ยวไหม ?
บิวกิ้น : ก็เยอะแต่มันก็ไม่ได้เยอะกว่าช่วงที่ผ่านมา มีความสุขกับการอยู่บ้านมากขึ้น
วันว่างเลือกที่จะทำอะไร ?
บิวกิ้น : ถ้าว่างทั้งวันก็ไปออกกำลังกาย แล้วก็ถ้าว่างหน่อยก็ไปคลินิก ไปดูแลผิวนิดหนึ่งแล้วก็กลับบ้านแค่นี้
เป็นคนรีชาร์จพลังวันว่างโดยการอยู่บ้าน อยู่คนเดียว ?
บิวกิ้น : อยู่บ้านก็ไม่ได้อยู่คนเดียวหรอก ก็จะมีพี่เลี้ยง ที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด อยู่กับเขา ลงไปนั่งคุยกับเขาบ้าง ลงไปอยู่กับหมาบ้าง ตอนเย็นก็ลงมากินข้าวกับอากงอาม่าอะไรอย่างนี้ กลางคืนก็ไปนั่งคุยกับป๊าม๊าสักชั่วโมง 2 ชั่วโมง กลางวันก็มาดูหนังก็รู้สึกว่าอยู่บ้านก็แฮปปี้แล้ว
บิวกิ้นเป็นเด็กเอาแต่ใจไหม ?
บิวกิ้น : ตอนเด็ก ๆ นี่สุด ๆ เลย ก็ค่อนข้างเป็นน้องคนเล็ก
มีวีรกรรมความแสบอะไรที่จะไม่มีวันลืมเลยไหม ?
บิวกิ้น : ถ้าเป็นพาร์ทงานไม่ค่อยนะ ไม่ค่อยจริง ๆ แล้วตั้งแต่อยู่นาดาวก็รู้สึกว่าค่อนข้างทำตามกฎอยู่ประมาณหนึ่ง เขาให้ทำอะไรก็จะค่อนข้างไปตามนั้น เป็นเด็กดี
ถ้าตอนเด็ก ?
บิวกิ้น : ผมว่าก็เอาแต่ใจแหละเอาแต่ใจมาก หมายถึงว่างี่เง่า สมมติเรารู้สึกว่าวันนี้เราอยากจะกินขนมที่มันต้องไปซื้อที่หน้าโรงเรียนเท่านั้น แต่มันเป็นวันอาทิตย์ แม่ก็ต้องพาไปหา ร้านมันก็ปิดไงต้องหาเอาให้ได้ ร้องไห้ได้แบบ 4-5 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง เอาแต่ใจ เมื่อก่อนนี้อารมณ์ร้อนด้วย ตอนเด็ก ๆ ตอนอนุบาลจำได้เลย กวาดของลงจากโต๊ะ ล้มโต๊ะ คือเอาแต่ใจมากตอนเด็ก ๆ
จุดไหนที่ทำให้เราเย็นลงได้ ?
บิวกิ้น : ผมจำได้มีวันหนึ่งเขาไม่ตีเรา แต่เขาเรียกเราไปคุย แล้วเขาบอกว่ารู้ไหมว่าทำผิด รู้ไหมว่าทำไม่ดียังไง แล้วเหมือนเราคุยกัน เราคุยแล้วสุดท้ายก็บอกโอเคถ้างั้นหลังจากนี้อย่าทำอีกนะ หลังจากนั้นมันเหมือนโดนกระตุ้นด้วยวิธีคิดอะไรสักอย่างหนึ่ง มันเลยทำให้หลังจากนั้นเราไม่ค่อยทำอะไรเอาแต่ใจมาก เหมือนกับว่ามันมีเหตุการณ์นี้หลาย ๆ ครั้งซ้ำไปซ้ำมา พอเขาเปลี่ยนวิธีการจากการบังคับเราเป็นการสอนให้เราคิด แล้วก็ใช้เหตุผลมากขึ้น หลังจากนั้นรู้สึกว่าผมไม่ค่อยทำอะไรที่มันไม่ค่อย make sense ขนาดนั้นแล้ว พอเวลาเริ่มผ่านมา
ในหนังเรื่องหลานม่า ลดน้ำหนักไปเท่าไหร่เพื่อรับบท ?
บิวกิ้น : 8-9 กก. ครับประมาณ ก็เยอะครับ ตอนนั้นประมาณ 3-4 เดือน ก็รู้สึกว่าไม่ได้ทรมานมากนะ เริ่มจากคาร์ดิโอก่อน เพราะช่วงนั้นขี้เกียจคาร์ดิโอมาก ก็เริ่มคาร์ดิโอ แล้วพอมันลงมาถึงจุดหนึ่งมันเริ่มไม่ค่อยลงแล้ว ก็เพิ่มคาร์ดิโอเข้าไปอีก หลัง ๆ ก็เริ่มตัดแป้งออกไป กินโปรตีนกับผัก แล้วก็คาร์ดิโอเสริม ๆ ไป พอเริ่มทำอย่างหนึ่งมันจะลงมาถึงจุดหนึ่งที่สักพักมันจะไม่ลงแล้ว แล้วเหมือนกับว่าเปลี่ยนระดับความเข้มข้นแล้วมันก็ค่อย ๆ ลง
ส่งผลกับอารมณ์ไหม ?
บิวกิ้น : ไม่ค่อยนะแค่หิว ก็ไม่ได้โมโหแต่มันจะมึน ๆ นิดหนึ่ง เพราะว่าไม่กินน้ำตาลเลยช่วงนั้น แล้วก็แป้งกินน้อยมาก กินวันหนึ่งกินแค่ข้าวถ้วยเดียว
มีคนคุมให้ไหม ?
บิวกิ้น : ตอนนั้นมีคุยเทรนเนอร์บ้าง แต่เขาไม่อยากได้ผอมแบบมีกล้าม เขาก็เลยให้หยุดเวทไปเลยคาร์ดิโออย่างเดียว มันก็จะมีความแบบซูบ ๆ นิดหนึ่ง
เคยมีเรื่องที่เข้าใจผิดกับสุขภาพไหม ?
บิวกิ้น : มีเยอะเลย มีช่วงหนึ่งพยายามลดน้ำหนักเร็ว ๆ คือทั้งวันไม่กินเลย กินแต่สลัดถ้วยเดียวตอนมัธยม แล้วมันลงเร็วจริง ๆ วันละกิโลเลย 2 อาทิตย์ลงไปเกือบ 7-8 กก. ได้ แล้วก็ทรมานมากเลย พอกลับมากินประมาณอาทิตย์เดียวมันเด้งคืนมา 2 เท่าเลย แล้วก็พยายามจะลงอย่างนี้ แล้วก็ไม่ขึ้นสักที จำได้เลยเคยไปดูสัมภาษณ์ของดาราท่านหนึ่ง เขาบอกว่าถ้าช่วงไหนเขาจะมีงานที่ต้องลดน้ำหนัก เขากินแค่กรีกโยเกิร์ตวันละถ้วย แล้วก็มีช่วงหนึ่งเคยไปทำตามเขาเหมือนกัน ทำ ๆ ก็ลง ๆ แต่ทรมานมากเลย มึนหัวไปหมด พอเสร็จมันก็เด้งกลับขึ้นมาอีกแล้วเลยช็อตเดิมไปอีก โยโย่เคยแบบประมาณ 2-3 รอบหลายลูปเลย แต่ตอนนี้ก็ให้เทรนเนอร์ช่วย
เป็นนักร้องเราดูแลเสียงตัวเองยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ผมว่าสำคัญที่สุดเลยก็คือนอน คือถ้าวันไหนนอนน้อยมันจะรู้เลยว่าเหมือนกับมันไม่มีเสียง เหมือนเราซัพพอร์ตลมขึ้นมา มันจะร้องแต่ไม่มีเสียง เสียงมันออกแต่อยู่ดี ๆ มันจะปลิ้นหรือมันจะแหบ หรือมันจะอะไรอย่างนี้ โทนมันจะไม่เพราะด้วย แล้วก็เหมือนกับว่าเราต้องใช้แรงเยอะกว่าเดิม แต่ถ้าได้นอนสัก 8 ชม. 10 ชม. ตื่นมาเสียงมันก็จะค่อนข้างดี
Routine การนอนเป็นยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : มันก็จะมีช่วงที่เรานอนน้อยมาก ๆ 3-4 ชั่วโมงต่อกันหลาย ๆ วัน ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นปัญหาขนาดนั้น ตอนที่เรา 20 ต้น ๆ เราก็จะรู้สึกเหมือนสมมตินอนน้อยมาสัก 5 วัน เรามานอนเยอะวันเดียวมันฟื้นเลย แต่ตอนนี้มันเหมือนมันกลับกัน ถ้านอนน้อยวันเดียว 3 วันฟื้น 3 วันแบบนอนเต็ม ๆ ถึงจะฟื้น ทุกวันนี้ถ้าผมวางแผนได้ก็จะนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง
เคยมีเหตุการณ์ที่คออักเสบเสียงหายก่อนที่จะต้องใช้เสียงขึ้นคอนเสิร์ตหรือขึ้นงานใหญ่ ๆ ไหม ?
บิวกิ้น : ประจำเลยครับ ช่วงที่พักผ่อนไม่พอ แล้วร้องต่อเนื่อง เอาง่ายสุดหรือว่านาน ๆ จะทำสักทีหนึ่งก็คือไปหาหมอ แล้วก็ฉีดยาเลย อ้าปากแล้วก็ฉีดเข้าไปที่เส้นเสียงเลย ประมาณสัก 6-7 ชม. มันก็จะเริ่มคืนมาสักประมาณ 50% ก็จะเหมือนพอประคองผ่านวันนั้นไปได้ แต่เขาบอกว่าปีหนึ่งหรือ 2 ปีควรจะทำแค่ครั้งเดียว
เราทำไปกี่รอบปีหนึ่ง ?
บิวกิ้น : ปีหนึ่งก็คืออันนี้รอบหนึ่งแต่ที่เหลือเขาบอกว่าฉีดเข้าก้นยังได้ แต่หมายถึงว่าถ้าเข้าไปตรงเส้นเสียงเลยไม่ควรทำบ่อย แต่ก็บางทีก็ฉีดก้นบ้างฉีดอะไรบ้าง แต่ก็ถ้าไม่ได้รีบมากก็กินยาเอา แต่หลัง ๆ ก็ไม่ค่อยแล้ว เพราะว่ารับงานน้อยไม่ค่อยรับงานเยอะแล้วนาน ๆ ร้องที
ถ้าเกิดให้เลือกร้องเพลงกับการแสดงเลือกอะไร ?
บิวกิ้น : เลือกไม่ได้ชอบหมด ชอบทั้งคู่มันสนุกคนละแบบ เหมือนเตะบอลกับตีแบดมันคนละอย่างกัน ไม่รู้สิรู้สึกว่ามันเปรียบเทียบยากแล้วก็รู้สึกว่า ผมว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม จะร้องเพลงหรือแสดงมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าเราทำไปมันจะเริ่ม burnout แต่มันไม่ได้ burnout แบบอยากพักนะ แต่มันเหมือนอยากไปทำอย่างอื่น คือพอเราแสดงเยอะ ๆ เราจะรู้สึกว่าเบื่อ routine นี้จังเลย เริ่มเบื่อกับการทำแพทเทิร์น ๆ แบบนี้ อยากออกไปเจอคนบ้าง อยากออกไปนั่งแคมป์เพลงบ้าง อยากออกไปอัดเสียงบ้าง มาทำเพลง พอทำเพลงเริ่มคิดเพลง ทำเพลง สร้างเพลง ออกไปร้อง ออกไปโปรโมท พอมาถึงจุดหนึ่งก็จะรู้สึกว่าเริ่มเบื่อแพทเทิร์นแบบนี้ อยากกลับไปออกกองบ้าง หรือบางทีอยากกลับไปนั่งคิดงานอื่น ๆ บ้าง มันเหมือนกับว่าผมอยู่กับการทำงานแบบรูปแบบเดียวนาน ๆ ไม่ได้ เพราะมันจะคิดไม่ออก จะเริ่มหมดแพชชัน
เป็นเหตุผลที่ทำให้ไปเรียนต่ออังกฤษ ?
บิวกิ้น : ส่วนหนึ่งอยากพักด้วย อยากเบรก แล้วก็มันก็เหมือนเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากจะทำด้วย เหมือนว่าการไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศสักปีหนึ่ง มันเป็นเหมือน 1 งานที่เรารู้สึกว่าเรายังไม่เคยทำ ก่อนหน้านี้เราเรียนอยู่ที่นี่ อยู่กับที่บ้าน ทำอะไรมาตลอด ไม่เคยใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ไม่เคยออกไปรับผิดชอบชีวิตตัวเอง ออกไปอยู่ชิล ๆ ก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่ไปในช่วงนี้มันก็เหมือนเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว เพราะว่าถ้าเราจะไปเรียนโทตอนใกล้ ๆ 30 เพื่อนเราก็ไม่มีใครไปด้วยแล้ว เราไปตอนนี้ก็มีเพื่อนไปด้วย 2-3 คน เราก็รู้สึกว่าน่าจะโอเค น่าจะไม่เหงา แล้วก็ไม่เคยไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง แล้วก็งานตรงนี้คือปีก่อนผมมีคอนเสิร์ตเดี่ยวไปแล้ว แล้วก็เพิ่งเล่นหลานม่าเสร็จ มันเหมือนกับว่าในพาร์ทอื่น ๆ รู้สึกว่าเราได้เติมเต็มมันแล้วในช่วงระยะเวลานี้ มันเป็นเหมือนอีกอย่างหนึ่งที่เราอยากทำ แล้วก็ประจวบเหมาะกับการที่เพื่อนไปด้วย ก็เลยไปเรียนที่อังกฤษเลย
อยู่อังกฤษมา 1 ปี เป็นยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ปีหนึ่งแต่ก็กลับบ่อย กลับบ่อยมาก ก็ดีนะผมว่ามันเป็นรสชาติเหมือนเราไปเปลี่ยน Pacingการใช้ชีวิต อยู่ที่นู่นนอนวันละ 10 ชั่วโมงขึ้นทุกวัน นอนเที่ยงคืน ตื่นเที่ยง ตื่น 13:00 น. แล้วก็จริง ๆ วัน ๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก ก็แค่ไปเรียนแล้วก็กลับบ้านมาก็ทำงานมหาลัย ทำ Assignment ทำ Report ส่ง แล้วก็ประชุมภาระต่าง ๆ ที่อยู่ที่นี่บ้าง ไปเดินเล่น ไปทำนั่นทำนี่ ทำข้าวกิน ไปช้อปปิ้งบ้าง ไม่ได้รู้สึกว่ามันเร่งรีบ หรือว่ามีอะไรที่ทำให้เราต้องคิดต่อ ๆ กันขนาดนั้น มีเวลาปล่อยสมองมากขึ้น
เหมือนแบบได้พัก แต่ต้องเรียนหนัก ?
บิวกิ้น : ก็ต้องเรียน แต่ช่วงเรียนมันก็จะมีช่วงเวลาของมัน เหมือนกลางเทอมมันก็จะเริ่มเป็นช่วงที่ต้องมานั่งง่วนทำ assignment 2 อาทิตย์ 3 อาทิตย์ก่อนที่จะถึง deadline พอเราไม่ต้องทำอย่างอื่นเยอะขนาดนั้นแล้วเรามาทำอันนี้อย่างเดียว มันก็มีเวลาโฟกัส งานหนึ่งก็ทำทั้งวันเลย ทำแล้วก็ไปกินกาแฟ ทำกับข้าว คิดไปด้วย แล้วกลับมาทำต่อ มันเหมือนมันสบาย ๆ มันไม่ได้มีความกดดันอะไรขนาดนั้น จริง ๆ ผมก็มีประชุมอาทิตย์หนึ่ง 2-3 ครั้งแค่นั้นเอง แล้วก็นอกนั้นก็จะแค่ตอบไลน์ ที่เหลือก็ชิล ๆ ใช้ชีวิตแบบสบาย ๆ
จบโทแล้วตอนนี้ต่อเอกอีกไหม ?
บิวกิ้น : ไม่เอาแล้ว
บิวกิ้นเป็นคน sensitive ไหม ?
บิวกิ้น : มากเมื่อก่อนนะเมื่อก่อน ถ้าเมื่อก่อนมีคนมาตะคอกใส่หน้าผมนี่ผมร้องไห้เลยนะ หมายถึงว่าร้องไห้แบบไม่ได้กลัวแต่หมายถึงว่ามันเหมือนมันร้องออกมาเอง เป็นเรื่องครอบครัว เรื่องแบบคนรัก เรื่องสัตว์ รู้สึกว่ามัน connect มาก
เป็นคน emotional ?
บิวกิ้น : ประมาณหนึ่งกับบางมุม
ถ้าเกิดว่ามีใครมาแตะประเด็น sensitive ในชีวิตพูดอะไรกับเรา สามารถร้องไห้ได้เลยไหม ?
บิวกิ้น : อยู่ที่เรื่องแล้วอยู่ที่คนพูดด้วย
เวลาขึ้นคอนเสิร์ตร้องไห้ไหม ?
บิวกิ้น : ก็มีบ้าง
อารมณ์มันออกมาเป็นยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : บางครั้งมันเป็นเรื่องของขึ้นคอนเสิร์ตแล้ว เหมือนเราเห็นภาพนี้แล้วเรารู้สึกว่าเหลือเชื่อเหมือนกันนะ หมายถึงว่าอยู่ดี ๆ เราเดินมาถึงจุดที่มีคนอยากมาฟังเราร้องเพลงเยอะขนาดนี้ได้ยังไง หรือร้องเพลงที่มันมีความหมายต่อความรู้สึกเรา บางทีมันก็รู้สึกเหมือนร้องเพลงนี้แล้วมันก็มีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่มันตีขึ้นมา มันมีหลายหลายบริบทของการร้องไห้ขึ้นมาเอง
.jpg)
มีใครที่เป็น safe zone ของตัวเองไหมที่รู้สึกว่าเราต้องการกำลังใจจะโทรหาคนนี้ ?
บิวกิ้น : มีหลายคนเลย แต่ผมว่ามันอยู่ที่เรื่องด้วย อยู่ที่ว่าเรื่องแบบนี้เราจะคุยกับใคร ถ้าเป็นเรื่องแบบหนึ่งเราก็จะมีครอบครัวอยู่แล้วแน่ ๆ เราก็จะมีเพื่อนที่เราสนิทมาก ๆ อยู่แล้วแน่ ๆ เราจะมีคนที่บริษัท ทีมผู้จัดการหรือคนที่บริษัทที่เรารู้อยู่แล้วว่าเวลาเรามาคุยกับเขา ก็จะเป็น safe zone ของเราในบางมุมเลย ชีวิตเรามันมีหลายมุม เราจะเลือกคุยกับใครในเรื่องไหน มันเหมือนกับว่ามันต้องเป็นเรื่องที่เขาเข้าใจจริง ๆ
การทำงานในวงการบันเทิง ให้เราเป็นทุกวันนี้ยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ก็เติบโตขึ้นเยอะนะ ผมว่ามันทุกแง่มุมเลย รับผิดชอบมากขึ้น รู้จักตัวเองมากขึ้น แล้วก็ใจเย็นลงไหม อันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับงานหรือเกี่ยวกับวัย หรือว่าไปเกี่ยวกับไปเปลี่ยน Pacing ชีวิตมา ก็รู้สึกว่ามีสติขึ้น ผมว่าในทุก ๆ แง่มุมของการเติบโตไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือว่าการใช้ชีวิต ภาพรวมก็รู้สึกว่าโตขึ้น
เห็นอนาคตตัวเองในวงการบันเทิงเป็นยังไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ก็แค่อยากจะทำไปแบบนี้ให้มันอยู่ในโมเมนตัมที่เรารู้สึกว่าเรามีความสุขกับมัน ได้ทำสิ่งที่อยากทำ ในแบบที่อยากทำ ทำงานที่อยากทำกับคนที่อยากทำด้วย ก็แค่นี้แหละมั้ง ไม่ได้รู้สึกว่าเรามองว่าเราจะต้องประสบความสำเร็จไปถึงตรงไหน คือผมรู้สึกว่าจุดนี้ของผมมันเกินฝันมาไกลแล้ว และก็หลังจากนี้กำไรล้วน ๆ
ได้ร้องเพลงกับพี่เบิร์ดมาล่าสุดเป็นไงบ้าง ?
บิวกิ้น : ก็ดีครับ เพราะว่ามันเหมือนเราฟังเพลงเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ ตั้งแต่เกิด แล้วเราก็รู้สึกว่าไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มาเป็น main guest ของเขา ได้ร้องเพลงกับเขาเกือบ 10 เพลง แล้วก็ได้ซ้อมกับเขา เหมือนได้เห็นทัศนคติเขา ก็รู้สึกว่าเหมือนมันก็เป็นแรงบันดาลใจเรา แล้วก็ผมว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งในเชิงของการทำงาน แล้วก็ในเชิงของความฟินส่วนบุคคลด้วย
สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=p_sSUzm_U4g