วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 02:32 น.

บันเทิง

“เป๊ก-เกรท” การันตี! “เจมส์จิ” ตั้งเป้าเพื่อครอบครัว ชีวิตเปลี่ยนหลังมีลูก วางแผนละเอียดจนเพื่อนทึ่ง!

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.27 น.

พบกับบทบาทคุณพ่อมือใหม่สุดอบอุ่นของ "เจมส์ จิรายุ" ในรายการ My Daddy James ที่จะพาคุณไปค้นหาคำตอบไปพร้อมกัน รายการของคุณพ่อสายเนิร์ดที่สงสัยทุกเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ไม่ได้มาสอนให้เลี้ยงลูกแต่มาถามในสิ่งที่พ่อแม่สงสัย ผ่านมุมมองของพ่อมือใหม่ที่กำลังเรียนรู้ไปพร้อมลูก เผยเบื้องหลังการเลี้ยงลูกแบบไม่มีพี่เลี้ยง ต้องแบ่งหน้าที่และให้กำลังใจกันทุกวัน พร้อมชวนคุยกับผู้เชี่ยวชาญและประสบการณ์จริง เพื่อที่จะหาคำตอบไปพร้อมกัน โดยประเดิม EP แรก ชวนพี่ชายสุดที่รัก “เป๊ก เปรมณัช” พ่อลูกหนึ่งประสบการณ์แน่น และ “เกรท วรินทร” มาล้อมวงคุยเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนต้องเจอ แล้วมาเรียนรู้การเป็น Best Version ของความเป็นพ่อไปพร้อมกัน

มองเจมส์จิเป็นคนยังไง ?

เป๊ก เปรมณัช : แล้วที่สำคัญในมุมที่อยากจะทำอะไร ก็จะตั้งใจโฟกัสจริง ๆ หรืออะไรที่รู้สึกว่าในเรื่องของตัวเลขในเรื่องบัญชี  สมมติว่าคุยกันเรื่องของคนดีที่ไหน จะปรึกษาใคร คุยกับเจมส์ เจมส์สามารถทำ Excel นู้นนั่นนี่ได้เลย

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่เรียกว่ามีความเนิร์ด หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนใส่ใจรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าเขาเป็นคนแบบนี้ สมมติว่าเวลาเราคุยกันประมาณนี้ แล้วสักพักเจมส์ก็จะแบบว่า พี่เกรท ผมว่าแบบนี้ แล้วมันจะเอา iPad ขึ้นมาตั้งแล้วมันก็จะมีปากกาที่จิ้ม iPad มาแบบเลื่อน ๆ ให้ดูว่าต้องเป็นแบบนี้ คือเจมส์เรียกว่ามีความใส่ใจรายละเอียดดีเทลในส่วนตรงนี้ แล้วเป็นคนลักษณะนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว

ที่มาของชื่อ "น้องพบรัก" ?

เจมส์จิ : ชื่อนี้เป็นชื่อที่แม่เขา (โฟม) เป็นคนตั้งครับ บ้านนี้ชอบชื่อไทย ๆ อย่างหมาที่บ้านชื่อ คิดถึง, หวานใจ และแสนดี ชอบชื่อแบบไทย ๆ ที่มันมีความหมายน่ารัก ๆ แล้วตอนนั้นเขาก็มีชื่อในใจที่แบบคุยกันมาตั้งแต่คบกันแรก ๆ จริง ๆ มีทั้งชื่อผู้ชายและผู้หญิง พอมาจบเลยก็ได้ตกลงชื่อนี้ โดยที่ชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกันคือ "พบรัก" แต่ในอนาคตไม่ว่าเพื่อนจะเรียก ”พบ” หรือ ”รัก” หรือว่าอะไรก็แล้วแต่เขา แต่ว่าเราตั้งแค่ว่าชื่อจริงและชื่อเล่นเป็นชื่อเดียวกัน

ความรู้สึกเมื่อรู้ว่า เจมส์ จะได้เป็นพ่อคน ?

เกรท วรินทร : คือวันนั้นไปดูละครเวทีด้วยกัน แล้วโฟมก็ตั้งกล้อง แล้วก็บอกว่าจะมีลูกแล้ว ตอนนั้นใจผมไม่ได้ตกใจมากแต่ผมช็อก มีความอึ้ง ๆ นิดหนึ่งในใจว่า เฮ้ย! น้องเราจะมีลูกแล้วจริง ๆ เหรอ เป็นพ่อคนแล้วจริง ๆ เหรอ ในใจรู้สึกว่าเขาได้ก้าวข้ามความแบบสิ่งเดิม ๆ ที่เคยอยู่ แล้ววันหนึ่งเหมือนเป็นหนังสือเล่มใหม่ที่เป็นพ่อคน แล้ววันนั้นก็เลยแบบดีใจด้วย

เป๊ก เปรมณัช : เพราะชีวิตเจมส์มันดราม่ากว่าที่คิด ความจริงของพระเอกที่เราทุกคนเข้าใจ ว่ามีชีวิตแบบนี้เหรอ ชีวิตดารามันจะลำบากขนาดไหน การใช้ชีวิตของเขา หรือการจะมีความรักสักครั้งหนึ่งโคตรลำบากเลย แต่เขาก็เลือกผู้หญิงคนนี้มาเป็นภรรยาในอนาคตให้ได้  แล้วพอได้มาแต่งงาน แฮปปี้ในโมเมนต์นั้นแล้ว ซึ่งแค่ดีเทลในการจัดงานแต่งงานก็ต้องพิเศษมาก ต้องไม่เหมือนใคร รู้สึกว่าจะต้องคัดคนแค่นี้ เพื่อไปในสเปซของเขาสองคนที่แบบแค่นี้เท่านั้น ก็ต้องไปจัดที่สวนผึ้ง แล้วโมเมนต์นั้นก็ดีมาก รู้สึกว่านั่นคือการให้ความสำคัญของแค่ผู้ชายคนหนึ่งที่ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งในเรื่องของการแต่งงาน นั่นแหละคือชีวิตคู่ แต่ว่ามาสเต็ปต่อไปที่การจะมีลูกอีก

เรื่องการวางแผนมีลูก ?

เจมส์จิ : จริง ๆ หมายถึงว่าคือการมีลูกเรามีการแพลนกันไว้ ตอนแรกแพลนไว้ไม่ใช่คลอดตอนนี้ที่ทุกคนเห็น แต่คิดว่าน่าจะเป็นคลอดช่วงยปี 2026 หรือ 2027 อีกทีหนึ่ง ก็คือกะว่าจะไปเที่ยวไปใช้ชีวิต แต่อยู่ดี ๆ ก็มาก่อน ตอนแรกก็คิดว่าจะตั้งตัวกันไม่ทัน แล้วก็มีความกังวลประมาณหนึ่ง ว่าเตรียมตัวทันไหม ทำทุกอย่างทันไหม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่การงาน เรื่องของครอบครัว เรื่องชีวิตคู่ของเรา เพราะว่าตอนแรกที่คุยกัน ตอนตั้งใจที่จะมีลูก เราควรจะไปเที่ยวกันก่อนไหม เพราะว่าตอนนั้นโฟมเขาบอกว่า ถ้าเรามีลูกการเที่ยวของเราจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 ในวันที่มีลูกรู้สึกยังไง ?

เป๊ก เปรมณัช : ในมุมเราคือก็ต้องเริ่มจากคู่ก่อนนะ ไม่รู้ในมุมของพี่นะคือเราใช้ชีวิตคู่กับเขามา 10 กว่าปี  นิว มันแบบผ่านพ้นกันมาหลากหลายรูปแบบหลายประสบการณ์มาก แต่พอมาถึงโมเมนต์นั้น มันเหมือนแบบจุดศูนย์กลางของโลกเปลี่ยน แต่ตอนนี้เหมือนมันมีแรงโน้มถ่วงใหม่ของโลกมาปะทะ แรงปะทะนั้นก็ทำให้น้ำตาไหล โมเมนต์วันนั้นวุ่นวายมาก เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่จะทำให้เราอยากใช้ชีวิตเพื่อเขา เราจะเปลี่ยนอยากเป็นตัวอย่างตัวที่ดีมากขึ้น เพราะสุดท้ายเราคือต้นแบบของเขาในอนาคต แต่วันนี้คือสายโลหิตของเราที่เชื่อมต่อ นี่โยงไปถึงวงศ์ตระกูลของเรา มันตื้นตัน แล้วสุดท้ายก็ร้องไห้ออกมา

เจมส์จิ : คือของผมกลับไปโฟกัสที่แม่ก่อน คือโฟมเขาเป็นคนที่กลัวเข็มอยู่แล้ว เราก็รู้ว่าเขากลัวการผ่าตัด กลัวเข็ม ก็เลยพยายามเอาใจเราไปอยู่ที่เขาก่อน ทำยังไงก็ได้ให้เขารู้สึกว่าโอเค แต่เอาจริง ๆ ก็ตื่นเต้น แต่แม่เขาบอกว่าพ่อมือเย็นมาก ลูกเราก็กังวลอยู่ว่าจะปลอดภัยไหมและครบ 32 ไหม พอเราอยู่ในห้องนั้นสักพักหนึ่ง แล้วตอนที่เราปรึกษากับคุณหมอ ทุกอย่างตอนอัลตราซาวด์ดูดีหมดก็รู้สึกว่าโอเค โอกาสที่จะปลอดภัยสูง แต่พอจังหวะที่ผมได้ยินเสียงลูกครั้งแรกตอนนั้นก็ตื่นเต้นนะมันคือ lifetime project มันคือสิ่งที่เราไม่สามารถทิ้งไว้ได้แล้ว ชีวิตเราจะเปลี่ยนไปตลอดกาลแล้ว เราละทิ้งหน้าที่การเป็นพ่อเป็นแม่ไม่ได้ แต่ความมหัศจรรย์คือ ผมรู้สึกว่าค่อย ๆ รักขึ้นเรื่อย ๆ คือผมไม่ได้แบบพุ่งขึ้นมาทันทีแต่มันค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วมารู้ตัวอีกทีก็เกือบเดือนแล้ว ตอนแรกเราก็รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างชิล แต่ว่าพอมองหน้าเขาไปเรื่อย ๆ มันเริ่มมีความเป็นห่วง ต้องการเทคแคร์ แล้วอีกสิ่งหนึ่งที่พิเศษมากก็คือว่า เรามองหน้าเขา แล้วเพลินได้ทั้งวัน มันมีโมเมนต์แบบนั้นจริง ๆ

เป๊ก เปรมณัช : ก็เหมือนที่พี่บอก สิ่งมีชีวิตที่เอาเท้ามาแตะหน้าเรา แล้วเรารู้สึกดี ถ้าเป็นคนอื่นเอาเท้ามาแตะหน้าเรา มันคงไม่รู้สึกดีแบบนี้ แต่พอเป็นลูกเรา มันรู้สึกละมุน มันไม่มีอะไรแบบนี้แล้ว นอกจากลูกของเรา แตะแล้วก็อยากดม อยากจะคลอเคลีย มันเป็นความรู้สึกที่เต็มอิ่มมาก มองหน้าเขา ป้อนข้าวเขา แค่อุ้มเขา หัวเขาเกือบจะตกเตียง ก็แบบ “อย่าตื่นนะ อย่าตื่นนะ”แล้วก็ยกเขาขึ้นมา ถ้าจะลงไปข้างล่างไปคุยกับแม่ ก็ต้องคอยดูว่าเขาดิ้นไหม ดิ้นไปทางซ้ายหรือเปล่า จะตกเตียงไหม คอยไปเช็ก

มองว่า เจมส์จิ จะเป็นคุณพ่อแบบไหน ?

เป๊ก เปรมณัช : โคตรดี เนิร์ด รับผิดชอบ โฟกัส ฉะนั้นทุกอย่างพวกนี้ เขาจะศึกษาหาข้อมูลทุกอย่างในการเลี้ยงลูก จะไม่ทำให้ภรรยาของเขาจะต้องเคว้งคว้างเดียวดาย จะคอยประคบประหงม และเป็นกำลังใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเขาจะอดทน เจมส์เป็นคนที่นิ่ง สงบ มองการไกล ฉะนั้นเขาจะอดทน ไม่ว่าสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ เพราะสิ่งที่อาจจะปรี๊ดขึ้นมาอาจจะไม่ใช่เขา อาจจะเป็นภรรยาที่หงุดหงิด Mama Blues อะไรอย่างนี้

แล้วจริงๆเป็นแบบนั้นไหม ?

เจมส์จิ : ผมจะเม้าส์นิดหนึ่ง ตั้งแต่โฟมเขามีลูกมา เขาเป็นสายซอฟต์มากเลยนะ เปลี่ยนเลย ซึ่งเมื่อก่อนเขาจะเป็นแนว คือมีประสบการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เข้าบ้านมีปัญหาเยอะแยะมากมายซึ่งเมื่อก่อนเขาจะ พ่อทำไมมันเป็นแบบนี้! แต่พอมีลูกเขาก็จะแบบ อ๋อเหรอ แค่นี้เลย

มองเจมส์จิเป็นคุณพ่อที่ดีไหม ?

เป๊ก เปรมณัช : ผมไม่ได้บอกว่าใครคือพ่อที่แย่ หรือพ่อที่ดี ผมก็ไม่ได้บอกว่าตัวเราแย่หรือดี แต่แค่เรารู้สึกว่า แค่ทำทุกวันให้มันเป็น best version ของตัวเอง คือมันจะมีการปรับเปลี่ยนตัวเองว่า อันนี้ยังไม่ดี จะค่อย ๆ ปรับเพื่อภรรยา หรือเพื่อลูก แบ่งเวลามากขึ้น ใส่ใจตัวเอง ให้ความสำคัญกับลูก มันจะค่อย ๆ ปรับไปเรื่อย ๆ แต่พี่ว่าเจมส์ เมื่อเป็นคนที่รวมทุกอย่างแล้ว อย่างที่เมื่อกี้บอก ทั้งเนิร์ด ทั้งมองการณ์ไกล ทั้งอดทน มันก็เลยรู้สึกว่านั่นคือคุณสมบัติบางอย่างที่ความเป็นพ่อพึงจะมีแล้ว

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นคนที่เวลาทำอะไร จะเป็นคนเตรียมพร้อม เป็นคนหาข้อมูล ถ้าถามพี่ พี่ก็รู้สึกว่า น่าจะมีคุณสมบัติพื้นฐานของคุณพ่อที่ดีเพรียบพร้อมอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ที่จะไปเจอข้างหน้า พี่ว่าเจก็น่าจะปรับตัวได้แน่นอน

เป๊ก เปรมณัช : อีกมุมหนึ่งคือเรื่องการบริหารจัดการ ถ้าเราคุยกันในคนดีที่ไหน เช่น ทำไมเราถึงคุยกับเกรทหรือคุยกับเจมส์ เจมส์จะค่อย ๆ วางฟังชันก์ วางซีเควนซ์ ว่ามันต้องยังงี้ มันคือการบริหารตัวเอง บริหารครอบครัว แล้วก็บริหารวินัย ตื่นมาวิ่ง กลับมาดูแลลูก ถ้าแบ่งเวลาได้ดีแล้ว ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะไม่ค่อยมีปัญหา ทุกอย่างจะเกิด flow ในชีวิต

อยากเป็นคุณพ่อแบบไหน ?

เจมส์จิ : อยากเป็นคุณพ่อที่หล่อมากครับแค่นั้น คือผมตอบเล่น ๆ คือมันเป็นการพูดเล่น ๆ ว่าแบบหล่อมาก ๆ  แต่มันก็มีความจริงอยู่ในนั้น อย่างรายการนี้ชื่อว่า My Daddy พอภรรยาตั้งครรภ์ มันมีอันหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นจุดเปลี่ยน อย่างน้อยที่สุดอะไรที่เรายังไม่ดีควรพัฒนาต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพ หน้าที่การงาน เรื่องคู่ชีวิต เรื่องครอบครัว ทุกอย่างเลย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเราจะเป็น best version เหมือนที่พี่พูด เราก็ต้องมีวินัยมากขึ้น แล้วก็ต้องมีพัฒนาการค่อนข้างเยอะแล้วก็รู้สึกว่าอยากให้ลูกเกิดมาแล้วภูมิใจในตัวเรา แล้วก็อยากให้ภรรยาภูมิใจในตัวเราแบบว่า “ลูกใครอ๋อ นี่ไง My Daddy James อะไรอย่างนี้ คืออยากให้เขารู้สึกภูมิใจนั่นหมายความว่า ไม่ว่าจะเรื่องออกกำลังกาย อะไรต่าง ๆ หรือเรื่องงาน พยายามทำให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายลูกหรือภรรยาจะสนใจสิ่งที่เราทำไหม แต่แค่ทำไว้เหมือนตั้ง goal ไว้ ถ้าเขาหันมาบอกว่า ภูมิใจที่มีพ่อแบบนี้หรือภูมิใจที่มีสามีแบบนี้ ผมก็จบแล้ว หรือถ้าเขาไม่สนใจก็จะทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าวันไหน เขาอาจจะกำลังเล่นอยู่ แล้วหันมามองผมก็ถือว่า Complete goal ของผม

ตั้งแต่เลี้ยงลูกมารู้สึกว่าทักษะไหนเราทำสิ่งนี้ได้ดี ?

เจมส์จิ : ยังไม่มี

เป๊ก เปรมณัช : จริง ๆ ผมก็ยกมือเลยว่ายังแพ้เมียราบคาบทุกอย่าง จนถึงทุกวันนี้ การให้พลัง ความรัก การเลี้ยงดู การเอาใจใส่ของเพศแม่จริง ๆ แต่เราก็รู้สึกว่าต้องคอยอยู่ข้าง ๆ ให้กำลังใจเขา แล้วก็ทำให้ดีที่สุดในเวอร์ชันของเรา

เจมส์จิ : อย่างของผม ตอนนี้ทำทุกอย่างได้แล้วไม่เคอะเขิน หมายถึง เปลี่ยนแพมเพิร์ส อาบน้ำ ให้นม กล่อม ก็สามารถทำได้หมดหยิบจับได้ถนัดมือ จริง ๆ ผมไม่ได้โฟกัสเรื่องนั้น ผมคุยกับเขาตั้งแต่แรกเลยว่า แม่อยากเลี้ยงลูกยังไงลองเลี้ยงเต็มที่ก่อนเลย เพราะพ่อจะเป็นคนซัพพอร์ตอย่างเดียว สมมติว่าเขาอยากอุ้มลูกให้นมลูกอยากทำอะไรทำได้เลย เมื่อไหร่ที่เขาไม่ไหวก็บอกผม เดี๋ยวผมเข้าไปชาร์จได้เข้าไปเสียบได้ เหมือนเป็นตัวแทนของแม่อีกคนหนึ่ง คือผมคิดอย่างนี้เรื่องการวางแผนถ้าเกิดว่าเราไปก้าวก่ายเยอะ ๆ ก็ไม่รู้ไงว่าจังหวะอารมณ์ของแม่เป็นยังไง เขาห่วงลูกไหม เขายังอยากเลี้ยงลูกไหม ลูกคนแรก หรืออะไรก็ตาม แต่ถ้าเราไปช่วยในจังหวะที่ควรช่วย มันก็อาจจะเป็นอารมณ์ที่ดีกว่า แล้วมันทำให้แม่กับลูกฟีลดี พ่อก็ฟีลดี แล้วครอบครัวโดยรวมมันก็อาจจะฟีลลิ่งดี อันนี้ในไอเดียผม

แบ่งหน้าที่ระหว่างพ่อกับแม่ยังไง ?

เจมส์จิ : แต่บ้านผมไม่มีพี่เลี้ยง เลี้ยงกันเองสองคน ส่วนใหญ่คุณแม่เขาจะดูช่วงกลางคืน
แต่ผมก็จะลุกมาเปลี่ยนแพมเพิร์สบ้าง แต่แม่ยังบอกเลยว่าถ้าเสียงลูกร้อง ผมแทบไม่ลุก กลางคืนผมนี่แบบว่า ลูกร้องไม่ลุกเลยนะ แต่ทุกคืนมันจะมีเสียงนี้ “พ่อลูกเริ่มร้องแล้วนะ” แล้วแม่ก็เข้าไปอุ้ม แล้วแม่ก็จะบอกว่า “พ่อเปลี่ยนแพมเพิร์สหน่อย อึแล้ว” ผมก็แบบโอเค ๆ มาเปลี่ยนแพมเพิร์สเสร็จเรียบร้อย แล้วผมก็ไปนอนต่อ แม่ก็ให้นมต่อ

ตั้งแต่เลี้ยงลูกมาอะไรยากที่สุด ?

เจมส์จิ : จริง ๆ ไม่ได้ยากมาก แต่ก่อนหน้านี้คนรอบตัวบอกตลอดว่า ลองหาพี่เลี้ยงไว้ก่อน เพราะลูกจะตื่นทุก 3 ชั่วโมง จะไม่ได้นอน จะเหนื่อยมาก แล้วก็ถามว่าเลี้ยงกันไหวไหม ตอนนั้นก็นั่งคุยกัน สุดท้ายแม่เขาตั้งใจว่าอยากเลี้ยงลูกเอง แต่เรื่องความยากผมว่ามันขึ้นอยู่กับการปรับตัวของแต่ละคน ถ้าปรับตัวได้ไว มันก็อาจไม่ใช่เรื่องยาก

ใครเห่อลูกมากว่ากัน ?

เจมส์จิ : ภรรยาเห่อกว่า

โฟม (ภรรยา) : เจมส์เห่อกว่า มือเย็นเลย

เกรท วรินทร : เจมส์เป็นคนตื่นเต้นแต่สามารถเก็บอาการไว้ได้  

มีความกังวลอะไรอีกไหม ?

เจมส์จิ : มีอยู่แล้ว ผมจะผิดหวังอย่างเดียว ผิดหวังกับตัวเอง ถ้าโฟมรู้สึกแย่ ผมจะรู้สึกว่าผมทำอะไรไม่ดีพอ หรือถ้าลูกรู้สึกไม่ดีกับเรา ผมก็จะถามตัวเองว่าทำไมเราทำได้ไม่ดี แต่ผมไม่คาดหวังกับคนอื่น ผมไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ผมแค่ทำตัวเองให้ดีที่สุดก่อน แล้วรอดู reaction เขา ผมมีสมการในการใช้ชีวิตว่า ความสุข = สิ่งที่คาดหวัง – สิ่งที่ได้ ถ้าลดความคาดหวังลงความสุขก็จะมากขึ้น

เป๊ก เปรมณัช : แต่ที่ความกังวลจะเกิดขึ้นโดยที่เจมส์ยังไม่รู้ คืออะไรรู้ไหมลูกป่วย ยังไม่เจอใช่ไหมนี่แหล่ะเราจะกังวลที่สุด มีเรื่องของความคาดหวังและอนาคตที่ยังมองไม่เห็น สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือดูแลไม่ให้ป่วย ป้องกันหรือเตรียมการยังไง

สามารถติดตาม  "My Daddy James"  ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot  เวลา 18.00 น.

 คลิกชมรายการย้อนหลัง  : https://www.youtube.com/watch?v=eCcqtE03S80


 

หน้าแรก » บันเทิง

ข่าวในหมวดบันเทิง