On the way with Chom เปิดเบื้องหลัง Six Pack สุดลีนของ “เจมส์ จิรายุ” ใครจะรู้ว่ามีร่างนี้ได้เพราะภรรยาช่วยดึงสติ! เล่าหมดเปลือกกับช่วงชีวิตที่พังที่สุด สังสรรค์ทุกคืนแทบไม่ได้นอนเป็นปี จนสุขภาพพัง ภูมิแพ้กำเริบ กลับมาได้เพราะกฎเหล็กจากภรรยา! วิ่งทุกวัน เล่นเวทประจำ แต่คอเลสเตอรอลสูงปรี้ด! อาจต้องกินยาตลอดชีวิต? พร้อมเปิดเคล็ดลับร่างทอง ต้องยอมรับก่อนว่าไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ แต่ให้เริ่มต้นจากเรื่องง่าย ๆ ที่ทำได้จริง สร้างโมเมนตัมให้ตัวเอง แล้วกำลังใจจะพาเราไปได้ไกลกว่าที่คิด
เรื่อง Hyrox เป็นไงบ้าง พอใจไหม ?
เจมส์จิ : หนังชีวิตครับ ไม่พอใจ เพราะว่าตอนแรกตอน Sim (Simulation) คิดว่าง่าย คือผมไม่ได้ซ้อมเอาจริง ๆ ตอนที่ไปคิวบิก ไปเทรน ผมก็ไปแต่ PT แล้วก็เห็นแบบว่า คุณภรรยากับเพื่อน ๆ เขาก็เล่นกัน แล้วผมเคยเล่นคลาสด้วยกันแค่ครั้งเดียวงั้นไม่เคยเล่นเลย แล้วก็เชื่อว่าตัวเองแข็งแรงมาก เพราะว่าวิ่งมา แล้วทุกคนก็จะอวยว่าถ้าเกิดคนวิ่งจะได้เปรียบ พูดอย่างงี้เสมอ เราก็รู้สึกว่าน่าจะได้เปรียบ
.jpg)
แต่ก็ได้เปรียบจริง ๆ คนวิ่งยังไงก็ได้เปรียบ
เจมส์จิ : ก็จริง แต่ผมว่าครึ่งหนึ่งของการแข่งขันเลย ตอนแรกผมก็คิดว่าผมแข็งแรงใช่ไหม แล้วก็รู้สึกว่าวิ่งกันมาแล้ว เวทกันมาแล้ว ทุกคนก็อวยนักวิ่งมากว่าน่าจะไปได้ แล้วพอไปจริง ๆ แล้ว จะอ้วก คือผมเพิ่งรู้เลยว่า คือสกิลการทำฐานก็น้อย เพราะว่าเราไม่ได้เข้าและก็ไม่ได้ลองแบบฝึกจริงจัง ผมว่าเวทมันได้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อที่มันมากขึ้น แต่พอมาเล่นที่มันเกี่ยวกับ Functional การยก การย้าย มันก็แย่ พอไปลองจริง ๆ แล้ว เพิ่งรู้ว่าผมมีอาการนี้ด้วย ว่าตื่นเต้นมาก คือบรรยากาศมันเร้ามาก ตอนก่อนปล่อยตัว แล้วเขาก็จะมาบรีฟว่าอย่าไปวิ่งเลย วิ่งรอบเดียว ก็จะพูดกันเต็มไปหมดเลย แล้วก็เห็นแบบว่าคนถอดเสื้อกันแล้วก็แบบยืดกัน แล้วเวฟที่ผมอยู่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าทำไมผมถึงไปลงเวฟนั้น มันเป็นเวฟที่หาแรงมากเลย คือผมเปิดกันประมาณ 5 เลย ประมาณแบบเพจ 5 เลย แต่เป็น 2 คนที่ช้าที่สุดเขาไปกันหมดแล้ว ผมว่ามันส์ตรงที่ว่าเหมือนกับเหนื่อยจะขาดใจดี แบบว่าชีวิตเหมือนรู้สึกชีวิตมันสบายไป หรือว่าชีวิตมันออกกำลังกายเบาเกินไป อย่าง hyrox พอมันเป็นคู่ แต่ในส่วนตัวนะผมว่าคู่สนุก คือเดี่ยวก็จะถือว่าเป็นบุคคลที่ต้องแข็งแรงมาก และก็ต้อง challenge ตัวเองมาก พอมัน mix ผมว่ามันก็เป็นอะไรที่แบบเพลินดี หมายถึงว่าเหมือนกับเราวิ่งไปกับเพื่อนและก็เล่นไปกับเพื่อน เหนื่อยเราก็พักแต่ไม่มีโอกาสได้พักเลย
เรื่องหุ่นตอนนี้แฮปปี้หรือว่าจะไปต่ออีก ?
เจมส์จิ : ไปอีกหน่อย โดยรวมอาจจะให้มันเต็มขึ้น แต่ตัวใหญ่ผมว่าน่าจะยากแล้ว เพราะว่าด้วยโครงสร้างกับ genetics ผมว่าถ้าเกิดว่าจะไปกว่านั้นก็คือต้องโหลดเยอะ ซึ่งน่าจะเหนื่อยเกินไปและก็อาจจะไม่ได้ชอบตัวเองขนาดนั้น ทั้งอาหารและก็เวทที่มันต้องแบบสัมพันธ์กันมาก ๆ คือผมใช้หลักว่าอะไรที่ง่าย ๆ เราทำไว้ก่อน พอเราเริ่มจากเลเวลง่าย ๆ มันก็ไม่ได้ยากมาก แต่ว่าพอเลเวลเรามันแบบสูงขึ้นเรื่อย ๆ มันก็มีความซับซ้อนของมันไปเรื่อย ๆ คือก็ต้องแบบกินให้มากขึ้นและกินต้องบาลานซ์กันกับการที่เราออก ซึ่งมันต้องคำนวณหลายอย่างมากเลย คือเป้าผมอันแรกก่อนที่มันจะมาเป็นหุ่นดีกว่านี้ก่อน ก็คือการที่อยากจะลองว่ามันจะ maintain ได้ยังไง เพราะว่าครั้งแรกที่ผมทำจากที่ทั้งชีวิตไม่เคยเห็นซิกแพคเลยแล้วกันและก็รู้สึกว่าจะมีได้ยังไง และก็พอไปทำครั้งแรก แต่ตอนนั้นเป็นการทำที่แบบค่อนข้างเฆี่ยนเลย สมมุติว่าจำกัดเวลาสักประมาณ 2-3 เดือน และก็ฟิสิกส์จัด ๆ เลย อาหารคือถ้าไม่อยากคิดเองก็ไปสั่งเลยว่าต้องการแค่ 1,800 และก็คาร์ดิโอวันละ 500 ก็จบเลย เป็นสูตรสำเร็จเลยแบบว่าต้องการลีนเร็ว ๆ พอ 3 เดือนแล้วมันเห็นจริงข้อดีคือหุ่นดี ข้อเสียคือก็มีเอฟเฟคประมาณหนึ่ง ตาโหล หน้าตอบ คนก็จะทักว่าทำไมดูผอมไป แต่ว่าหุ่นดีจริงนะ ก็ส่งผลต่อสุขภาพประมาณหนึ่งไม่เฮลตี้เท่าไร
.jpg)
ทุกวันนี้กินกี่เท่า ?
เจมส์จิ : น่าจะประมาณเท่าเดียว คือผมไม่รู้ว่ามันแบบจริงเท็จแค่ไหน แต่อันนี้ผมก็เลยลองมาทำกับตัวเองว่าถ้าฉันกินไม่ถึง คือตอนที่เรากับเทรนเนอร์ ก็จะแบบ 1.5-2 ก็ minimum ต้องกินประมาณนี้ ผมก็เลยลองดูว่าถ้าเกิดว่าผมกินไม่ถึง อาการมันจะเป็นยังไง แต่ว่าเล่นประมาณเดิมเลย ก็ยังไปได้ กับมีบางวันที่อาจจะรู้สึกว่าแบบ recovery ช้า ๆหน่อย แต่ผมก็ tricky ไปกินแบบว่าพวกเวย์ได้ ก็คือไม่ได้แบบซีเรียสที่ต้องแบบ strict แต่ไม่ใช่เป็นสิ่งหลักที่ทำอะไร ก็ยังอยู่ และก็ขึ้นด้วย
เรื่องอาหารก่อน maintain ยังไงบ้างตอนนี้ ?
เจมส์จิ : ไม่ค่อยนับแคลครับ แต่ว่ากินน้อยอยู่แล้วครับ เพราะว่าคือคุณภรรยาเขาพอเลี้ยงลูกกลางคืน เขาจะมีเวลานอนจนถึงประมาณสัก 10:00 น. อีกรอบหนึ่ง และตอนเช้าผมก็เลยไม่ได้กิน เพราะว่ารอกินตอนเช้า ก็คือพอเขากินอีกทีก็ประมาณ 11:00 น. ก็คือกินมื้อแรกเที่ยง และก็พออีกทีหนึ่งก็ประมาณ 18:00 น. หรือไม่ก็ 20:00 น. และก็เสร็จละ 2 มื้อ คือถามว่ามันสามารถแบบอนุมานแคลได้ด้วยแบบเร็ว ๆ ไหม ก็สามารถทำได้ เป็นคนไม่ได้กินจุบจิบด้วย แต่ว่าสมัยก่อนเป็น กินขนม หมายถึงว่าระหว่างมื้อแต่ว่าตอนนี้ไม่ค่อยเป็น
เรื่องออกกำลังกายตารางเป็นยังไงบ้าง ?
เจมส์จิ : พยายามทำให้ได้ทุกวัน มี home gym ก็คือตัดเรื่องระยะเวลาการเดินทางออก แต่ถ้าเกิดสมัยก่อนตอนที่อยู่คอนโดก็พยายามพยายามเล่นที่คอนโดเลย พยายามเอาเอาอะไรก็ได้ที่แบบง่ายที่สุดและก็เร็วที่สุดเท่าที่เราจะไปได้ ใน 7 วัน จะแบ่งเป็นว่าวิ่งคือคาร์ดิโออย่างน้อย 2 วันขั้นต่ำ ก็ไม่ว่าจะออกไปวิ่งสวนหรือว่าวิ่งลู่วิ่ง ต้องให้ได้อย่างน้อย 2 วัน ถ้า 3 วันก็ 3-4 วันก็ถือว่าเก่ง และก็เวทนี่ ช่วงนี้ฮิตเวทครับและช่วงนี้แบบศึกษาเวทเยอะ อ่านวิจัยแบบบ้าคลั่ง เรารู้สึกว่าอยากมาทดลองว่ามันได้ไหม ก็เลยเวทประมาณสัก 5 วันและก็ว่ายน้ำวันหนึ่ง คาร์ดิโอ 3 วันโดยประมาณ และก็เวทประมาณ 5 วัน แต่ว่าเวทมันก็ไม่ได้กินเวลาเยอะ ถ้าเกิดว่าเราแบบตั้งใจเล่นที่ไม่เล่นมือถือแล้วกัน ประมาณ 40-45 นาที ไม่เกิน ก็แป๊บเดียวพอเข้าไปแล้วตั้งใจเล่นและก็ออกมา
แล้วมาสายนี้ได้ยังไง เห็นบอกว่าเมื่อก่อนอดีตเคยอ้วน ?
เจมส์จิ : อดีตเคยอ้วน เรียกว่าจ้ำม่ำ แต่ก็ไม่ได้ไม่ถึงกับอ้วนมาก ก่อนที่จะเริ่มจ้ำม่ำ มันจะมาจากเริ่มจากช่วงผอมมาก่อน พอผอมมาเสร็จปุ๊บ และผมกำลังจะย้ายโรงเรียนเป็นความคิดแบบเหมือนเด็ก ๆ รู้สึกว่าตัวผอมจังเลย กลัวโดนรังแก หลังจากนั้นมาเป็นการเริ่มต้นเล่นฟิตเนสครั้งแรกในชีวิต พยายามเปิดอ่านทุกอย่างในเน็ตในสมัยนั้นที่มีแล้ว ซึ่งสมัยนั้นก็จะมีแบบอาโน พี่อาโนเป็นไอดอล เป็นแบบว่าเพาะกายเลยว่าต้องเล่น 7 เซตโน่นนี่นั่น กินครีเอทีนตั้งแต่อายุ 16 เลยในสมัยนั้น ลองแบบยังไม่มีความรู้ และก็พยายามลองหา และตอนนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นในการเล่น และก็เล่นมาประมาณปี 2 ปี แต่น้ำหนักขึ้นจริง น้ำหนักขึ้น 3 เดือน ขึ้นไป 10 กิโลกรัม คือผมวิ่งมาตั้งแต่ยุคแบบว่าเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมไปวิ่งงานหนึ่งมา ไปวิ่งอีเวนต์เลย ก็ไปและก็วิ่ง 5 กิโลเมตรเอง ก็สนุกจัง
วิ่งครั้งแรกคุณวิ่งได้ 5 กิโลเมตรเลยเหรอ ?
เจมส์จิ : ก็ไปวิ่งงานอีเวนต์ ต้องวิ่ง แต่ว่ามันเด็กมาก แบบ 20 กว่า ตอนนั้นไปได้อยู่แล้ว 20 กว่ามันก็ไม่คิดอะไร ก็วิ่ง เขาให้ทำอะไรเราไปและก็ไปได้ มันก็มันส์ ก็วิ่ง ๆ ไปเถอะ หลังจากงานวิ่งนั้น เราก็ maintain การวิ่งมาประมาณสักปี 2 ปี วิ่งจนคุณภรรยาแบบด่า คือเวลาจะออกจากบ้านหรือกลับบ้าน คือเขาจะจับเวลาว่าถ้าเกิดว่ามันเกินชั่วโมงกับแบบ 10 กว่านาที คือเขาจะรู้แล้วว่าผมวิ่งเกิน 10 กิโลเมตร คือเพราะว่าในช่วง ๆ นั้น ผมบ้าคลั่ง วิ่งวันละ 20 กิโลเมตร กันไปเรื่อย ๆ วิ่งแบบบ้าคลั่ง วิ่งไปเรื่อย ๆ 20 กิโลเมตร ๆ และก็หลัง ๆ มาก็เริ่มแบบค่อย ๆ ทอนลงมาวิ่ง เพราะว่าชอบวิ่งด้วยและก็มันมีความรู้สึกว่าอยากระบายอารมณ์บางอย่างตัวเองออกไปจากงานที่ทำ
แล้วมาเล่นเวทได้ยังไง ?
เจมส์จิ : ก็เป็นคุณภรรยาคนเดิม เขาก็บอกว่าเห็นไหม คนอื่นเขาก็ดูแลตัวเองกันทั้งนั้น ทำไมไม่เห็นจะแบบว่าทำได้อย่างเขาเลย มีกล้ามอาชีพเราก็อาชีพเรานะ ทำไมไม่ดูแลตัวเอง มาเขาก็ร่ายยาวเป็นพารากราฟเลย สักพักหนึ่งผมก็บอกว่าผมก็เล่นมาตลอด แต่แค่แบบมันไม่ได้มีอะไรอย่างงั้น และเขาก็บอกว่าทำไมจะไม่มี คนอื่นก็ยังมีเลย เขาเริ่มกดดัน ก็เลยก็ได้ กับคุณภรรยาเขาก็ไปเล่นที่คิวบิกก่อน เขาบอกว่างั้นลองไปไหม ผมก็ลองไป ไปเสร็จ วางเป้าหมายกันก่อนไหม เรามีโกลกันก่อนว่าโกลเราจะเป็นยังไง ผมก็แบบอึกอัก ๆ เพราะว่าผมก็รับโจทย์มาจากภรรยา โกลผมเองก็ยังไม่มีหรอก แต่ว่าก็รับโจทย์จากภรรยาก็แบบ ก็คงอยากหุ่นดี ก็คงมีซิกแพค มีกล้าม ก็เข้าโปรแกรมเขาเลย ช่วงนั้นที่บอกว่าเดือด ๆ ก็เป็นอย่างงั้น
.jpg)
พอเราได้หุ่นนี้มาแล้วมีคนมาขอคำแนะนำไหม ?
เจมส์จิ : มีนะ แต่มันก็แปลก ๆ ดี เพราะว่าปกติไม่ค่อยได้ให้คำแนะนำเพราะว่าเป็นคนพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ว่าหลัง ๆ มาเริ่มมีและก็แบบว่า ทำไงอยากได้ แต่ว่าจะมีใน DM ด้วย แต่ว่า DM ผมก็อาจจะไม่ได้ถึงขั้นตอบ ก็อาจจะลองถ้าเกิดมีโอกาส ถ้าสติดี ๆ หน่อยอาจจะทำคลิปบอกได้ แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเพื่อนสนิทกัน เราก็จะบอกว่า ผมเริ่มจากหลักว่าเราต้องสร้างแบบแรงบันดาลใจตัวเองก่อน มันดูเป็นแบบฟุ้งมาก ๆ เลย
ช่วงพังสุด ๆ ในชีวิตเลย มีไหมไม่ได้ใส่ใจสุขภาพ ?
เจมส์จิ : มี แต่ไม่ค่อยกล้าเล่า แต่ว่าเดี๋ยวเราเล่าในนี้ละกัน คืออย่างผมว่ามันเป็นช่วงตอนที่หลังจากเข้าวงการบันเทิง และก็น่าจะก่อนที่จะไปเริ่มแบบบ้าคลั่งในการวิ่ง ก็คือเราใช้วิธีการที่แบบว่านั่งสังสรรค์ นั่งดื่ม เพื่อให้มันลืม ความเครียดในงาน หมายถึงว่าพอเราเริ่มแบบมีชื่อเสียงไปสักพักหนึ่ง ตอนนั้นมันก็จะเป็นแบบคนอยากได้อันนั้น อยากได้อันนี้ รู้สึกว่าทำไมทุกคนอยากได้ไปหมดเลย จากเรา และก็ทำไมเราเหนื่อยจังเลย มันก็เป็นแบบ config ทั่วไป ที่ผมว่าทุกคนก็คงน่าจะเจอในมุมของตัวเอง ตอนนั้นผมก็ไปใช้วิธีการแบบก็นั่งสังสรรค์ แต่นั่งสังสรรค์เยอะไปหน่อย ถ่ายละครทุกวัน หลังจากถ่ายละครเสร็จนี่ก็คือสังสรรค์เลย และก่อนไปถ่ายละครก็คือไปอาบน้ำ ยาวเลย ไม่ค่อยได้นอนเลย แต่ว่าก็มานอนตอนมื้ออาหาร เอาตอนเขาพักเช้า พักเที่ยง มุดเข้าใต้โต๊ะและก็หลับยาวเลย ตอนนั้นผมก็เพิ่งมาสังเกตว่ามันมีอาการเดิม ๆ ของผม ที่เช่นแบบภูมิแพ้ สติอะไรนี่เราไม่ต้องพูดถึงแล้วนะ เพราะว่ามันแทบจะไม่มีอยู่แล้ว อาการป่วยก็ป่วยบ่อย ๆ น่าจะเดือนละครั้งได้เลย ที่แบบว่าตัวลุม ๆ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยมี ไม่เคยได้คิดถึงเลย
แล้วอะไรดึงสติกลับมา ?
เจมส์จิ : ก็คุณภรรยาเช่นเดิม ถ้าไม่มีเขาชีวิตผมจะเป็นยังไง ผมรู้สึกว่ามันก็เป็นข้อดีนะ คือมันเป็นเรื่องที่แย่ที่สุดเลย หมายถึงว่าในช่วงชีวิตนั้น แต่ผมรู้สึกว่ามันก็มีข้อดีตรงที่ว่า ณ ปัจจุบัน เราก็มีภูมิต้านทานแบบเยอะมากประมาณหนึ่งกับเรื่องพวกนี้ และเราก็สามารถตัดใจกับเรื่องอะไรแบบนี้มันได้ง่ายมาก สมมุติว่าทุกวันนี้ถาม ๆ ว่ายังมีดื่มไหม ก็ยังดื่มแต่ว่ามันไม่ใช่ทุกวันแบบสมัยก่อนที่แบบว่าเราดื่มทุกวัน เราดื่มเอาแบบแค่รู้สึกว่ามันมีรสชาติของมัน และรู้สึกว่าเราอร่อยกับมัน และถ้าเกิดถึงจุดที่มันจะเริ่มแบบมึน ๆ ผมจะหยุด
มีแบบประโยคเตือนสติไหม จากน้องโฟมที่ทำให้เราเหมือนกระชากสติกลับมา ?
เจมส์จิ : แต่ว่าเขาใช้วิธีการแบบเด็ดขาดมากกว่า สมมุติว่าถ้ายังกินอันนี้อยู่ ฉันจะไม่ให้เธอแบบว่าไม่ต้องมาเจอกัน สมมุตินะ ก็จะเป็นอย่างงั้น วันนี้ให้เลิกเที่ยงคืน หมายถึงว่าแบบว่าต้องเจอกันเที่ยงคืน หรือกลับมาเที่ยงคืน หรือว่าแบบให้เลิกเที่ยงคืน ถ้าเที่ยงคืน 5 นาทีก็คือฟาวล์ 5 นาทีก็ไม่ได้ มันก็จะมีแบบมีกรอบมีอะไร ซึ่งมันจะค่อย ๆ คือมันไม่ใช่แบบว่าเราสามารถแบบหักดิบมันได้เลย คือเขาก็จะแบบค่อย ๆ วางระเบียบกรอบว่า จาก 4:00 น. 2:00 น. 1:00 น. เที่ยงคืน 23:00 น. 22:00 น. คือคนอื่นพูดก็ไม่ค่อยมีความหมายในมุมผม ผมผู้ชายใช่ไหม มันจะมีความสุดโต่งอะไรบางอย่างในตัว การที่แบบว่ามีคนมาแบบตบ ๆ มาดึงสติหน่อย มันก็อาจจะเป็นเป็นข้อดี ตลกดีนะ ไม่เคยและพูดมุมนี้เท่าไหร่
คอเลสเตอรอลสูงใช่ไหม ?
เจมส์จิ : ใช่ครับ ผม 320 LDL แบบ 280 แล้วไปไกลเลย แต่ว่าไขมันดีก็ถือว่าสูง แต่ว่าบวกลบคูณหารออกมาก็ถือว่าเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกินยา ผมมาตรวจสุขภาพครั้งแรกประมาณอายุ 25 ที่เป็นเบสิกตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งเราจะรู้ทุกค่าอยู่แล้ว และก็ดูเรคคอร์ดไปและผมก็ทิ้งมันไปตลอด และก็ตรวจทุกปีหลังจากนั้นมา และมันก็อยู่ในกรอบนั้นเสมอ แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปกินวีแกนเหมือนจะลง กินอยู่เดือนกว่าและก็เลิกกินนะ แต่ว่าช่วงนั้นเหมือนว่าจะดรอปมานิดหนึ่งสุดท้ายก็กลับขึ้นมาเหมือนเดิม เป็นกรรมพันธุ์ด้วย คุณพ่อผ่า bypass คุณแม่ก็สูง แต่มันมีเรื่องที่น่าสนใจคือ ที่ตัดสินใจกินยาเพราะว่าผมไปเล่นมาตาลดา และผมรับบทเป็นคุณหมอ CVT เป็นผ่าตัดหัวใจตอนนั้นคุณหมอเขาก็น่ารักมาก และเขาก็ขออนุญาตแบบถูกต้องทุกอย่าง เพื่อให้ผมเข้าไปดูเคสที่ผ่า bypass หัวใจ และผมก็ไปยืนดูในห้องผ่าตัด แล้วผมเห็นกระบวนการทุกอย่าง ผมบอกหมอว่าผมจะเริ่มกินยาตั้งแต่วันนี้แล้วครับ และหลังจากนั้นมาผมก็ยังไม่ได้กินเลย และผมก็ยังมาชั่งใจอยู่ว่าจะกินดีไหม คือถ้าเกิดว่าทุกคนได้ยินก็คือต้องกินยานี้ไปตลอดชีวิต ก็เลยพยายามไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและก็เวทกับสิ่งที่เห็น แต่สิ่งที่เห็นค่อนข้างน่ากลัว เป็นจุดตัดสินใจให้เรารู้สึกว่าก็ควรนะ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยปรับพฤติกรรมแต่ว่าไม่ลง
ปกตินอนดึกไหมถ้าไม่มีลูก ?
เจมส์จิ : ประมาณเที่ยงคืน ที่เที่ยงคืนเพราะว่ามันต้องมีเวลาอยู่กับภรรยาด้วย หมายถึงว่าน้องโฟม ตอนแรก ๆ เพราะว่าตอนเราไปทำงาน เราก็เก่งแต่ออกจากบ้าน เราปล่อยเขา เราก็เก่งแต่ออกจากบ้านอย่างเดียว 5:00-6:00 น. เราก็ไปแล้ว พอเสร็จมาก็ 22:00 น. ก็เที่ยงคืนนี้ก็ถือว่ามีเวลาให้เขาประมาณชั่วโมงครึ่ง มันก็น้อยประมาณหนึ่ง เราก็เลยต้องพยายามแบบว่ายืดเวลาที่จะอยู่กับเขาแบบอีกสักแป๊บหนึ่ง แต่ช่วงสมัยก่อนมันถ่ายละครกันหลายเรื่อง ละครสมัยก่อนมันเยอะ มันก็เลยไม่ค่อยได้มีเวลาแบบอยู่ด้วยกันเท่าไหร่ ก็เลยกลายเป็นว่าก็เลยชิน กลายเป็นว่าต้องนอนแบบประมาณเที่ยงคืนครึ่งมาโดยตลอด
แล้วมีนอนไม่หลับบ้างไหม ?
เจมส์จิ : ไม่เลย ตอนแรกผมคิดว่าคนในวงการบันเทิง เป็นคนที่นอนง่ายทั้งหมด เพราะว่าดูเป็น เป็นบุคคลที่นอนกัน เรานอนที่ไหนก็ได้ เพราะผมก็อยากนอนสัก 20:00 น. คือผมต้องลองแชร์ปัญหานี้กับแบบว่าสมมุติว่าครอบครัวอื่น แต่คุณภรรยาคือเขานอนดึกมาก เขานอน 1:00 2:00 น. เป็นคนตื่นง่ายแล้วก็นอนหลับยาก และเขาก็จะนอนเป็นแบบ circle สั้น ๆ ซึ่งก็ไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ จนแบบตื่นอีกที ตื่นเต็มที่ก็ประมาณ 10:00 น. แต่ผมมาเป็นคนที่อยากนอนเร็ว แต่ว่าผมสามารถตื่นเช้าได้ ตื่น 5:00 น. ได้ ตื่นแบบ 6:00 น. ได้ ตื่นมาแล้วก็สามารถแบบทำกิจกรรมได้ ก็กำลังพยายามหาแบบจุดบาลานซ์กันอยู่ว่าจะไปอยู่กันตรงไหน
.jpg)
รู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปจากการที่เราหันมาดูแลตัวเองทั้งร่างกายและก็จิตใจเปลี่ยนไปยังไงบ้าง ?
เจมส์จิ : ดีขึ้นในหลายแง่ คือพอเราใส่ใจสุขภาพ รู้สึกว่า performance ในหลาย ๆ ด้านดีขึ้น ในกระบวนการความคิด อารมณ์ การควบคุมตัวเอง การที่เราสามารถแบบมีวินัยในการออกกำลังกาย รวมถึงวินัยในการใช้ชีวิตในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย แต่ว่าผมไม่แน่ใจว่าสิ่งนี้มันมาตอนที่หลังจากที่เราออกกำลังกายเป็นสม่ำเสมอมาหรือมันมากับวัย และเราก็มาออกกำลังกายควบคู่มันเลย ไปด้วยกันก็เลยไม่รู้ว่าอะไรมันก่อนหรือหลัง แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค คือดีในหลาย ๆ ด้าน หมายถึงว่าทั้งอารมณ์ความรู้สึก รูปร่าง ความภาคภูมิใจในตัวเอง การที่จะอยู่กับว่าสังคม อยู่กับคนตรงหน้า การเคารพตัวเองแต่ผมรู้สึกว่าเรื่องพวกนี้ เหมือนกับถ้าเกิดว่าเราเทียบเป็นมุมผู้ชายก็จะเหมือนแต่งรถ เวลาเราทำรถสักคันหนึ่ง มันจะไม่สามารถมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ดีที่สุดได้ สมมุติว่าเราใส่เครื่องไปเลยแรงที่สุด แต่ถ้าเกิดช่วงล่างเราเอาไม่อยู่ มันก็ขับไม่ได้อยู่ดี ผมว่ามันเป็นเรื่องแบบกระจุ๊กกระจิ๊กที่เราค่อย ๆ เติม option เติมค่อย ๆ ให้มันเต็มไปเรื่อย ๆ ในแต่ละ option ก็ค่อย ๆ เพิ่มไปแบบให้มันบาลานซ์กันไปเรื่อย ๆ ผมว่าก็เป็นคุณภาพชีวิตที่มองในภาพกว้าง ๆ ตอนนี้ก็ถือว่าเป็นวัยที่ดูลงตัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะลงตัวได้อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าเกิดว่าตอบในวัยนี้ก็ลงตัว
ในมุมมองของคุณคิดว่าสุขภาพที่ดีเริ่มจากอะไร ?
เจมส์จิ : เริ่มจากอะไรดี เริ่มจากยอมรับก่อนว่ามันไม่ได้ง่าย ผมจำไม่ได้นะว่าผมฟังเรื่องนี้มาจากพอดแคสต์หรือว่าหนังสือเล่มไหนไม่รู้ ผมชอบมากเพราะว่าเขาบอกว่าสิ่งแรกกับการที่เราจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างได้ ต้องยอมรับก่อนว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายและผมลองใช้อันนี้หลายรอบ อาทิเช่น สมมุติว่ากลับมาจากทำงานแล้วง่วงมาก และก็อย่างเมื่อคืน ล้างโคมตอน 1:00 น. ชีวิตไม่ง่ายจริง ๆ แล้ว พอเรายอมรับ มันจะดูเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ก็จะไม่แบบว่า against ตัวเอง แบบเราไม่ได้ต่อสู้กับตัวเองด้วย และพอยอมรับเสร็จปุ๊บเราก็ โอเค ฉันยอมรับแล้วว่ามันแบบมันไม่ได้ง่าย และเราก็พอเราดึงสตินี้กลับมาได้ จะค่อย ๆ ก็โอเค ก็ไม่ได้ง่าย พอทำไปเรื่อย ๆ เสร็จปุ๊บ ก็จะผสมลงกับแบบว่าชีวิตเรา จะค่อย ๆ ขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ถ้าถามว่าจะเริ่มต้นจากอะไร ก็เริ่มต้นจากนี่แหละ และก็จะหวังผลเร็ว ๆ อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากนิดหนึ่ง
เริ่มตอนเด็กก็ได้เปรียบกว่าด้วย
เจมส์จิ : ใช่ ผมว่ามันเป็นเรื่องของคุณตอนเด็ก คือถ้าเกิดว่าเราพูดติดตลกก็เป็นเรื่องของบุญกรรมที่เราสะสมกัน แต่มันคือเรื่องของการสะสมแบบทักษะและกล้ามเนื้อที่เราเคยทำมา ผมว่าแต่ละอย่างก็ต้องใช้เวลา และก็ต้องยอมรับว่ามันว่ามันก็ไม่ได้เร็ว เพราะฉะนั้นแล้วก็ไม่มีทางลัด ผมว่าส่วนหนึ่งที่เป็นคอเลสเตอรอล นอกจากกรรมพันธุ์คือผมกินฟาสต์ฟู้ดเยอะมากตอนเด็ก ผมเพิ่งนึกขึ้นได้เพราะว่าคุณแม่มีความเชื่อว่าถ้าเกิดเรากินพิซซ่า หรือว่ากินอาหารตะวันตก เราจะตัวใหญ่เหมือนเขา ซื้อให้กินเยอะมาก fast food ผมหนักมากเลย หนักแบบกินแทนข้าว
สามารถติดตาม "On the way with Chom" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น.
คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=jwcZfDvF_2o