การเงิน หุ้น
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.64 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย (แกว่งตัวในกรอบ 33.57-33.66 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และโอกาสที่สงครามในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ หลังพรรค Democrats สามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส ด้วยจำนวนที่นั่งในสภามากกว่าที่ตลาดคาด ซึ่งภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง ขณะเดียวกันได้หนุนการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) จนทะลุโซนแนวต้านเชิงเทคนิคัลระยะสั้น (ทำให้ราคาทองคำพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น) อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ตามอานิสงส์ของภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP เดือนตุลาคม ที่เพิ่มขึ้นราว 8.6 หมื่นราย ดีกว่าที่ตลาดมองไว้ 6.7 หมื่นราย
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง 33.40-33.65 บาท/ดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ – ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง ตอบรับผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ หลังพรรค Democrats กลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยภาพดังกล่าวทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ ซึ่งแม้จะหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม แต่กลับกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ส่วนบรรดาหุ้นกุล่ม AI/Semiconductor ต่างปรับตัวผสมผสาน จากความกังวลผลกระทบของผลการเลือกตั้งต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI โดยเฉพาะในส่วนของ Data Center ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี Dowjones พุ่งขึ้น +3.0% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.6% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite พุ่งขึ้น +1.4%
ตลาดหุ้นยุโรป – ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พุ่งขึ้น +1.8% ตอบรับความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ ทว่าประเด็นดังกล่าว ได้กดดันให้ ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรง อาทิ BP -3.0% ตามการปรับตัวลงหนักของราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาดีกว่าคาด อาทิ Novo Nordisk +5.6%
ตลาดบอนด์ – บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แต่โดยรวมเป็นการปรับตัวลง สู่โซน 4.87% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวมและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ โดยเฉพาะหลังพรรค Democrats คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง Midterms จนสามารถครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ ราคาพลังงานปรับตัวลงแรง ส่งผลให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีอยู่และเสี่ยงทวีความรุนแรงได้ ทำให้เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวผันผวนสูงในระยะสั้น โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นชัดเจน แต่เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาด ควรใช้จังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ หรือเน้นกลยุทธ์ Buy on Dip เท่านั้น
ตลาดค่าเงิน – เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ส่วนใหญ่ออกมาดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่าชัยชนะของพรรค Democrats ในการเลือกตั้ง Midterms อาจทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 101.5 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 101.1-101.6 จุด)
ทองคำ – ความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลง จากผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ธ.ค. 2026) ทยอยปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้ถูกชะลอลงบ้าง ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ทั้งนี้ ล่าสุด ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,070 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง และพลิกกลับมาอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น หากประเมินโดยกลยุทธ์ Trend-Following ใน Time Frame รายวัน
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และยอด Challenger Job Cuts ที่จะช่วยสะท้อนภาพตลาดแรงงานสหรัฐฯ ได้เพิ่มเติม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ฝั่งยุโรป ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยบรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า BOE อาจมีมติ “ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” +25bps สู่ระดับ 4.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หลังอัตราเงินเฟ้อเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นทดสอบ/ทะลุระดับ 4% และอาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ BOE ประเมินไว้ก่อนหน้า จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 3-4 ครั้ง ในปีหน้า ขณะที่เรามองว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า
ส่วนในฝั่งเอเชียแปซิฟิก บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75% ส่วนในฝั่งไทย เรามองว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม อาจเร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.31% (+0.37%m/m) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลของสภาพอากาศที่แปรปรวนต่อราคาอาหารสด รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูป
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึง รอติดตามสถานการณ์การเมืองยุโรป อย่างใกล้ชิด พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
Krungthai Global Markets มองเงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED และ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options
ในช่วงระหว่างวัน เรามองว่า เงินบาทอาจได้รับอานิสงส์บ้าง จากความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจคลี่คลายลงได้ หลังผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ อาจทำให้ประธานาธิบดี Donald Trump กลับมาพิจารณาการแผนปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านใหม่อีกครั้ง และอาจเลือกเน้นเดินหน้าเจรจากับฝั่งอิหร่านเพิ่มเติม (ขณะที่ ยังคงมีการปิดล้อมทางทะเล และตรึงกำลังในพื้นที่ตะวันออกกลางอยู่) ทำให้ เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบหรือทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ดี แม้การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดต่อผลการเลือกตั้ง Midterms สหรัฐฯ จะทำให้ ภาพการประเมินเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นของเรามีความเป็นไปได้พอควร ทว่า เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดไม่ควรประมาทและควรระวังความเสี่ยงที่เงินบาทอาจพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ “เร็ว แรง” ในระยะสั้น หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงขึ้น โดยในภาพดังกล่าว เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง และหากอ่อนค่าทะลุระดับดังกล่าวได้ อาจเห็นการอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ซึ่งเราประเมินว่า ภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้น หากอิหร่านเลือกโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วตะวันออกกลาง จนทำให้ ราคาน้ำมันดิบพุ่งกลับมาแถวโซน 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน ราคาทองคำอาจดิ่งลงหนัก (ทุกๆ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบราว +10% อาจกดดันให้ ราคาทองคำปรับตัวลงกว่า -4%)
ในระยะกลาง-ยาว เราคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยจนถึงช่วงครึ่งหลังของปี 2027 ก่อนที่จะทยอยลดดอกเบี้ยลง ทำให้ เงินบาทยังมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง เนื่องจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ยังคงมากกว่าที่เราประเมินไว้พอควร กอปรกับ เงินบาทจะเริ่มได้รับอานิสงส์จากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ และไตรมาส 1 ของปีหน้า ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าที่เราประเมินไว้ ได้เพิ่มสูงขึ้น หลังราคาพลังงานเสี่ยงที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในเชิงเทคนิคัล เงินบาทยังคงมีโซนแนวต้านแถว 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าวจะเปิดความเสี่ยงอ่อนค่าลงทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ขณะที่โซนแนวรับจะอยู่ในช่วง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยจะมีโซนแนวรับถัดไปในช่วง 33.30 บาทต่อดอลลาร์ นอกจากนี้ หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับสู่แนวโน้ม “อ่อนค่าลง” ทั้งใน Time Frame รายวัน และรายสัปดาห์ จนกว่าเงินบาทจะกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ และ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ตามลำดับ
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเงิน หุ้น
ข่าวในหมวดการเงิน หุ้น ![]()
AWC ตั้งกองรีท ‘AWR’ มูลค่า 5.1 หมื่นล้าน ขาย IPO ใหญ่ที่สุดในไทย ปักหมุดเทรด ก.พ. 70 00:17 น.- กรุงศรี และ MUFG ร่วมสนับสนุนการประชุม IIF Annual Membership Meeting ที่กรุงเทพฯ 20:27 น.
- ThaiCBN ผนึก Thailand PPWR Consortium หนุนธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน รับกฎบรรจุภัณฑ์ใหม่ของตลาดสหภาพยุโรป 19:25 น.





