วันอังคาร ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564 03:19 น.

การตลาด

เอ็นเอสแอลฯตั้งเป้ารายได้ 6,000 ล้าน ใน 5 ปี

วันพุธ ที่ 03 มีนาคม พ.ศ. 2564, 12.05 น.
เอ็นเอสแอลฯตั้งเป้ารายได้  6,000 ล้าน ใน 5 ปี
 
เตรียมเข้าตลาดหุ้น เดือน พฤษภาคม 64
 
 
 
‘เอ็นเอสแอลฟู้ดส์’หรือ ‘NSL’ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป (เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว) นำเข้าและจำหน่ายเนื้อสัตว์และผักแช่แข็ง กางแผนธุรกิจ 5 ปี ตั้งเป้ารายได้ต้องไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ชูกลยุทธ์ “Nutrition Sustainable for Life”มุ่งผลิตอาหารด้วยนวัตกรรม ยึดหลักความยั่งยืนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค พร้อมขยายพอร์ตธุรกิจ “ฟู้ด เซอร์วิส” นำเข้าอาหารทะเล เนื้อสัตว์พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ใหม่เจาะเชนร้านอาหาร โรงแรม ซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมบุกตลาดขนมขบเคี้ยวนวัตกรรมส่งออกยุโรปและเอเชีย เสริมทัพธุรกิจแซนวิชอบร้อน สินค้าขายดีอันดับหนึ่งที่ขายเฉพาะในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นพร้อมประกาศนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ พฤษภาคมนี้ โดยตั้งเป้ารายได้ปี’64 ไม่ต่ำกว่า3,500ล้านบาทเติบโตประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์
 
 
นายสมชาย อัศวปิยานนท์ กรรมการผู้อำนวยการบริษัท เอ็นเอสแอลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยถึงแผนธุรกิจในระยะเวลา 5 ปี (2564-2568) จะขยายพอร์ตธุรกิจใหม่ผ่านกลยุทธ์  Nutrition Sustainable for Life  ซึ่งเป็นการมุ่งการผลิตอาหารและเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรมการผลิตของบริษัทฯ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในยุคโควิด-19 ทำให้บริษัทฯ มีการศึกษาตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อวางแผนการลงทุนให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วนี้        
    
บริษัทฯ วางกลยุทธ์ร่วมกับร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่นคือการเสริมสินค้าในรูปแบบของเดลิเวอรี่และสินค้าที่ขายใน vending machineมีสินค้าอยู่ประมาณ 40 ตัว ซึ่งจะต้องมีการสลับและพัฒนาใหม่อยู่เสมอมีการเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกับเทรนด์ของตลาดได้อย่างรวดเร็ว
 
 
นอกจากนี้ยังมีการขยายธุรกิจประเภท ฟู้ดเซอร์วิส นำเข้าอาหารทะเล เนื้อสัตว์และผักแช่แข็งโดยเมื่อปี 2562 NSLได้เข้าซื้อกิจการจาก บริษัท ควอลิตี้ฟู้ดสเปเชียลตี้จำกัดเข้ามาเป็นแผนกหนึ่งของบริษัทฯส่วนทิศทางในปี 2564 จะมีการเพิ่มในส่วนของสูตรปรุงอาหารสำหรับเชนร้านอาหารในลักษณะ ready to eat หรือ ready to cook มากขึ้นและล่าสุดพัฒนาสแน็คนวัตกรรมเพื่อเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ มุ่งส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ และวางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตในไทย ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้
 
บริษัทฯ ตั้งเป้าเติบโตด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี โดยมีเป้าหมายสัดส่วนรายได้ใน 5 ปีข้างหน้า (2564-2568) ที่เกิดจากธุรกิจอื่น(non 7-Eleven) ในสัดส่วน30เปอร์เซ็นต์และอีก 70เปอร์เซ็นต์เป็นธุรกิจร่วมกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) จากปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ครองสัดส่วนรายได้อยู่ที่กว่า90 เปอร์เซ็นต์
 
“เราไม่ได้มองว่าการที่เราทำธุรกิจกับเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นความเสี่ยง แต่เป็นการพัฒนาและเติบโตไปพร้อมๆ กันอย่างมั่นคง ที่ผ่านมาเอ็นเอสแอลฟู้ดส์ได้มีการลงนามบันทึกความตกลงร่วมกันกับทางเซเว่นอีเลฟเว่น ว่าจะเป็นผู้ผลิตแซนวิชอบร้อนให้เซเว่นอีเลฟเว่นเพียงรายเดียว ในขณะเดียวกันก็ไม่ผลิตให้ร้านสะดวกซื้อรายอื่น  ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและขายดีเป็นอันดับ 1 มีกำลังการผลิตมากกว่า1,250,000ชิ้นต่อวัน 
ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังพัฒนาแบรนด์สินค้าและธุรกิจของ NSL เองให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น โดยมีการกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอาหารในรูปแบบอื่นโดยใช้ระบบ System Application and Products (SAP) เพื่อบริหารจัดการการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด  บริษัทฯวางแผนธุรกิจในระยะเวลา 5 ปี นับจากนี้ว่า จะมีสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นใหม่จากร้านค้านอกเซเว่นอีเลฟเว่นมากขึ้นด้วย ปัจจุบันได้มีการผลิตขนมปังเนื้อนุ่ม และขนมปังโฮลวีทภายใต้แบรนด์Bakery Arigato จำหน่ายผ่านท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ตและแฟมิลี่มาร์ท, Natural Bites ขนมเพื่อสุขภาพอุดมไปด้วยโปรตีนและไฟเบอร์ ได้รับรางวัล SIAL Innovation Award 2019 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ และรางวัลThaiFex Innovation Award 2020ขนมพริกกรอบแบรนด์ChiLeeที่จัดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงส่งออกต่างประเทศและยังมีพายแท่งแบรนด์ปังไทที่ได้รับความนิยมอย่างมาก” นายสมชายกล่าว
 
 
สำหรับธุรกิจฟู้ด เซอร์วิสบริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเมื่อปี 2562 เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากมูลค่าตลาดที่สูงถึง 20,000 ล้านบาท แต่ยังมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่รายเริ่มแรกจะเน้นนำเข้าสินค้าอาหารแช่แข็ง ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่แข็ง อาทิ ปลาแซลมอน ปลาหิมะ เนื้อออสเตรเลีย หอยเชลล์ส่วนในปีนี้มีการเพิ่มการลงทุนในส่วนของอาหารประเภท ready to cook และ readyto eat อาทิ การผลิตสูตรซอสอาหารสำเร็จรูปเพื่อส่งให้กับเชนร้านอาหารหรือโรงแรมต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนเนื่องจากไม่ต้องมีหัวหน้าพ่อครัว ให้บริการทุกร้านและสูตรของการให้บริการยังคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เนื่องจากบริษัทฯมีความชำนาญและรู้แหล่งวัตถุดิบที่ดี พร้อมทั้งเชี่ยวชาญการแปรรูป
 
 
พร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยบริษัทฯเตรียมแผนจะพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และอาหารสำหรับคนในแต่ละช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุและเด็กซึ่งจะเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน รวมไปถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เน้นรสชาติที่ถูกปากและความปลอดภัย จำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ และผ่านช่องทางออนไลน์  เป็นต้น  
 
“ปัจจุบันบริษัทฯได้ขยายตลาดสินค้าที่มีนวัตกรรม  โดยได้เป็นพันธมิตรกับนักธุรกิจที่ทำแป้งโปรตีนสูงจากจิ้งหรีดใน จังหวัดเชียงใหม่เพื่อมุ่งเน้นส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นสินค้าประเภทเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว   นอกจากนี้เรายังมีแผนจะเพิ่มความหลากหลายของสแน็คเพื่อจับกลุ่มคนรักสุขภาพภายใต้แบรนด์Natural Bites คาดว่าจะวางเริ่มวางจำหน่ายได้ในไตรมาส 2 ปี 2564” นายสมชายกล่าวเพิ่มเติม
 
สำหรับรายได้ในปี 2563 สิ้นสุดไตรมาส 3 เดือนกันยายน 2563 บริษัทมีรายได้รวม 2,164.9 ล้านบาทโดยกลุ่มของเบเกอรี่และอาหารรองท้องคิดเป็น 94.5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด ในส่วนของธุรกิจฟู้ด เซอร์วิสมีรายได้ 94.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้าเนื่องจากเพิ่งซื้อธุรกิจนี้เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 สะท้อนให้เห็นทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง
 
ในปี 2564 บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตมากขึ้นจากเดิมจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ และการที่ธุรกิจเดิมเริ่มกลับมาเติบโตโดยตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาทเติบโตประมาณ 16 เปอร์เซ็นต์
 
นายสมชายกล่าวปิดท้ายว่าขณะนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 2 ปี 2564 โดยมีบริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัดเป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน