วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563 22:55 น.

การเมือง

ปี 63 คนจนยังไม่หมด! “อนุดิษฐ์”ถาม“สมคิด”จะรับผิดชอบคำพูดอย่างไร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2563, 09.53 น.

“อนุดิษฐ์” ถาม “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” จะรับผิดชอบคำพูดตัวเองอย่างไร หลัง ปี 2563 แล้ว แต่คนจนยังไม่หมดประเทศ  ชี้รัฐบาลล้มเหลวในนโยบายแก้จน เพราะหวังแต่ผลทางการเมือง ขณะที่ “ผู้กองมาร์ค” เตือน “บิ๊กตู่" ศึกครั้งสุดท้ายของรัฐบาล เหลือแค่ 2 ทางเลือก

วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2563 น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนโยบายการจัดตั้งสำนักบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเตรียมให้คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือ “บัตรคนจน” จำนวน 14.6 ล้านคน ไปลงทะเบียนใหม่อีกครั้งของกระทรวงการคลัง  สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและย้อนแย้งเกี่ยวกับนโยบายแก้ความยากจนของรัฐบาลเอง

เพราะจากเดิมช่วงริเริ่มโครงการเมื่อปลายปี 2560 มีตัวเลขผู้ได้รับสิทธิ์บัตรคนจน 11 ล้านคน จากตัวเลขคนจนเมื่อปี 2559 ที่มีเพียงประมาณ 6 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นนี้ เกิดขึ้นทั้งจากเกณฑ์การคัดคนเข้าโครงการที่หละหลวมเกินไป  จนมีคน “จนไม่จริง” ได้รับสิทธิ์เป็นจำนวนมาก และจาก คน “จนจริง” ที่ทะยอยเพิ่มสูงขึ้นจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลว

ต่อมาปลายปี 2561  ครม.มีมติให้จัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน ก่อนที่กรมบัญชีกลางจะแจกบัตรคนจนเพิ่มอีก 3.04 ล้านใบในวันที่ 21 ธันวาคม 2561 โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2562 ทำให้ตัวเลขคนจน เพิ่มขึ้นจาก 11 ล้านคนเป็น  14.6  ล้านคนทันที 

“ตัวเลขคนจนที่เพิ่มขึ้นก่อนการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ใคร ๆ ก็มองออกว่า การแจกเงินผ่านโครงการดังกล่าวเป็นการหวังผลทางการเมือง แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านไป ตัวเลขคนจนที่มีมากถึง 14.6 ล้านคน กลับกลายเป็นหอกทิ่มแทงรัฐบาลเอง เพราะมันกลายเป็นว่า รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ความยากจนได้ แม้จะใช้งบฯจำนวนมหาศาลไปแล้วก็ตาม” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว 

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า ตอนนี้ รัฐบาลต้องลดตัวเลขคนจนลง ซึ่งอาจจะด้วยเพราะเงินไม่พอแจก หรือ ต้องการนำตัวเลขมาอ้างเป็นผลงาน แต่เป็นการลดลงด้วยวิธีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประเมินใหม่ ดังนั้นจึงไม่ใช่มาตรการแก้ไขทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง

การใช้เกณฑ์การวัดรายได้ส่วนบุคคลมาเป็นเกณฑ์การวัดรายได้ของครอบครัว กำลังจะไปพรากสิทธิ์ของคนที่เคยได้รับบัตรคนจน ให้ไม่ได้รับสิทธิอีกต่อไป จึงเป็นการลดจำนวนคนจนได้แต่เพียงตัวเลข โดยที่คนจนเหล่านี้ไม่ได้หายจนจริง ๆ  ถือว่าย้อนแย้งกับความเป็นจริง และสะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหาความยากจน 

“จึงขอถามไปยังนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ว่า จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองอย่างไร ที่เคยประกาศว่า ปี 2561 คนจนจะหมดไปจากประเทศ แต่นี่ก็ปี 2563 แล้ว คนจน ยังมีสูงถึง 14.6 ล้านคน รวมทั้งขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร ที่รัฐบาลใช้งบมหาศาล แต่ผ่านไป 6 ปี คนไทยก็ยังไม่หายจน” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

“ผู้กองมาร์ค” เตือน “บิ๊กตู่" ศึกครั้งสุดท้ายของรัฐบาล เหลือแค่ 2 ทางเลือก

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ อำนรรฆสรเดช กรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยิ่งใกล้วันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน ก็จะยิ่งเห็น พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐมนตรีอีก 4 คน ดิ้นรนหาทางรอด พร้อมกันนี้ยังมีรัฐมนตรีอีก 2 - 3 คนที่ทางพรรคเพื่อไทย รอเปิดรายชื่อเพิ่มเติมอีก เราเชื่อมั่นว่าเมื่อถึงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่ทำให้ประชาชนผิดหวังอย่างแน่นนอน เพราะ เอกสารหลักฐานทั้งหมดได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีหมัดเด็ดอีกหลายเรื่องที่จะทำให้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ไม่ได้ ซึ่งถ้าเรามองย้อนไปในการวิ่งไล่ลุง จะเห็นว่า ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดมีประชาชนจำนวนมากออกมาเพื่อร่วมกิจกรรม เป็นการสะท้อนถึงเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีความเบื่อหน่ายต่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ 

พรรคเพื่อไทย ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชน และทราบถึงปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่มานานกว่า 5 ปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม แถมยังก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นในใจของประชาชนว่ามีการกระทำที่ทุจริตของรัฐบาลหรือไม่ เพราะมีนายทุนเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นมหาศาล แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศยังลำบาก และรัฐบาลไม่มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษกิจได้เลย ซึ่งก็เป็นเพราะขาดความรู้และความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่แท้จริง จากการที่โครงการเยียวยาต่างๆ ไม่ได้ผลนั้น เพราะมีการจัดสรรงบประมาณผิดประเภท และในขณะที่สภาวะเศรษกิจกำลังทรุดตัวอย่างหนัก แต่รัฐบาลกลับเอาเงินภาษีของประชาชนจำนวนมากไปซื้ออาวุธ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน เช่น ปัญหาฝุ่นพิษที่ระบาดมาหลายปีกลับแก้ไขไม่ได้ มีแต่การแถลงแผนและโครงการ แต่กลับยังไม่เห็นถึงการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและชัดเจน จึงทำให้คนไทยเหมือนตายผ่อนส่งเพราะต้องสูดอากาศที่เป็นพิษตลอดเวลา แถมพ่วงด้วยปัญหาเรื่องการแบน 3 สารพิษ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต ซึ่งถ้าหากรัฐบาลเห็นผลประโยชน์ด้านสุขภาพของประชนเป็นหลักจริงๆ ก็ควรเร่งแบน 3 สารพิษนี้ ให้ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ไม่ทำ ทั้งๆ ที่มีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่ามีผลกระทบต่อคนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารพิษเหล่านี้ มีผลกระทบต่อระบบประสาท และมีผลทำให้คนเป็นโรคมะเร็ง และพาร์กินสัน มือเท้าสั่น อีกด้วย

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลบิ๊กตู่บริหารประเทศมากว่า 5 ปี แต่กลับทำให้เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำ แย่ลงทุกวัน ประชาชนไม่มีกินไม่มีใช้ ก่อให้เกิดปัญหาในสังคมที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาตามที่พี่น้องประชาชนต้องการได้ ดังนั้น หากรัฐบาลยังพอเหลือความจริงใจให้กับประชาชนบ้าง ก็มีทางออกเพียงแค่ 2 ทางให้เลือกเท่านั้น  ทางเลือกที่ 1 คือยุบสภาหนีการซักฟอกของฝ่ายค้าน เพราะหากขืนอยู่ต่อก็ไม่น่ารอดจากการอภิปรายอยู่ดี  และทางเลือกที่ 2 คือให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะปัญหาที่สะสมมานานแต่ไม่ได้มีการแก้ไข แถมยังมีการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ เพราะการบริหารประเทศที่ผิดพลาดมาตลอดนั้น ก็จะยิ่งทำให้ประเทศมีปัญหาเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งประชาชนก็แอบตั้งคำถามว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ ลาออกจะเป็นผลดีกับประเทศมากกว่าหรือไม่ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เองก็ขาดความเข้าใจในปัญหาและวิธีการแก้ไข 

หน้าแรก » การเมือง