วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564 05:38 น.

การเมือง

"ณพลเดช"แนะแนวทาง พุทธศาสนาเชื่อมโยง 3 สถาบัน 3 เสาหลักชาติ

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 21.47 น.

วันพูธที่ 13 ตุลาคม 2564 ที่วัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เขตสัมพันธวงศ์ ดร.ณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาด้านพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ สภาผู้แทนราษฎร และว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตสัมพันธวงศ์ พรรคเพื่อไทย(พท.) เข้ากราบพระพรหมเสนาบดี (พิมพ์ ญาณวีโร) กรรมการมาหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร และเจ้าคณะภาค 7 พร้อมได้ร่วมกิจกรรมทำบุญ น้อมอุทิศเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า การจัดกิจกรรมน้อมอุทิศเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในหลวงรัชกาลที่ 9 จากกิจกรรมวันนี้ได้เห็นถึงความสัมพันธ์ของเสาหลักของประเทศชาติที่ยากจะแยกจากกันได้ ต่างฝ่ายต่างหนุนซึ่งกันและกัน เราเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่าง “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เพราะทุกฝ่ายทุกขั้วทุกพรรคการเมืองต่างมีใจเป็นหนึ่งที่จะมารวมตัวกันที่วัดเพื่อทำกิจกรรม ยากที่จะมีวาระที่ประชาชนคนในชาติจะมีวาระที่จะรวมใจเป็นหนึ่งนอกจากการเข้าวัดทำบุญ หากพิจารณาจากประวัติชาติไทยเราเสียเมืองกันหลายครั้งหลายครา แต่สุดท้ายก็จะมีผู้กล้าที่เป็นชนชั้นผู้นำ ต้องถือดาบออกรบเพื่อรักษาอธิปไตยให้กับผืนแผ่นดิน ทำให้ชาวไทยชาวสยามอยู่รวมกันอย่างผาสุก การออกไปสู้รบของผู้นำต้องแลกกับเลือดและชีวิต 

การกระทำต้องเสี่ยงแต่กระนั้นพระสงฆ์ในสมัยนั้นถือเป็นกำลังหลักที่จะเป็นผู้ปลุกใจ สร้างขวัญ ให้กำลังใจกับเหล่าทหารหาญ ที่จะไปออกรบไม่ว่าจะเป็นการปลุกเสกน้ำมนต์ ผ้ายันต์ พระเครื่องต่างๆ ที่จะเป็นสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับทหารไทย ภาพที่เห็นได้ชัดที่สุดเห็นจะเป็นในยุคพระนเรศวรมหาราช แต่กลับกันถ้าลองคิดใหม่ว่า พระนเรศวรท่านก็คงอยู่พม่าเหมือนเดิม ไม่คิดที่จะสู้ปล่อยให้เป็นเชลยพม่าไปจนวันสิ้นพระชนม์ ป่านนี้คงไม่เห็นไทยเป็นไทยดังเช่นทุกวันนี้ และที่ใกล้ๆ นี้ในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ที่ต้องขนเงินถุงแดงกว่า 3 ล้านฟรังก์ไปหยุดฝรั่งเศสที่มีเป้าประสงค์จะยึดอำนาจเหนือแผ่นดินสยาม การในอดีตหากชนชั้นผู้นำไม่เข้ามาปกป้องประวัติศาสตร์ของเราอาจจะเปลี่ยนไปเราจะเป็นชาติเมืองขึ้นของอาณาจักรใหญ่กว่า ซึ่งแน่นอนว่าชาติเราในปัจจุบันอาจจะเป็นชนชาติพม่า หรือชนชาติขอม หรือชาติอื่นๆ ที่เราอาจไม่มีความภูมิใจในความเป็นไทยอีกต่อไป ทรัพย์สมบัติและโบราณสถานอาจจะไม่มีทิ้งไว้ให้เห็นดังในปัจจุบัน
          
สำหรับประเทศไทยกับสถาบันพุทธศาสนา เป็นการยึดโยงกันอย่างแยบคายและแยกกันไม่ได้ ต่างชาติที่เขามุ่งมาดูเมืองไทยส่วนใหญ่เขาอยากมาดูวัดของไทย มาดูเอกลักษณ์ศิลปวัฒนธรรม เป็นลีลาลวดลายที่ยึดโยงกับพุทธศาสนาทั้งสิ้น ลองคิดเอาใหม่ถ้าเมืองไทยไม่เป็นเมืองพุทธ แต่เรามีสถาปัตยกรรมเป็นแบบอื่น จากหลังคาวัดและเจดีย์เราสร้างเป็นรูปทรงกลมทรงสี่เหลี่ยมแทน คิดว่าเอกลักษณ์ของไทยเราจะอยู่ตรงไหน นักท่องเที่ยวเขาจะอยากมาหรือไม่ เมื่อที่ประเทศอื่นแบบนี้เขาก็มีและดีกว่า ทำให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวประเทศไทยติดยอดสูงอันดับท็อป 3 ของ GDP และจากปี 2019 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด 3 ล้านล้านบาท เทียบได้กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีของทั้งประเทศเลยทีเดียว 

การศาสนาพุทธของไทยมีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะยุโรปและอเมริกา ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่เริ่มหันหน้าเข้าสู่การปฏิบัติธรรมในรูปแบบการนั่งสมาธิ (Meditation) ซึ่งมีผลวิจัยที่ภายหลังต่างชาติได้ยอมรับในทางการแพทย์ว่าช่วยบรรเทาโรคหรือภาวะทางร่างกายบางชนิดได้ โดยเฉพาะโรคที่ทรุดลงด้วยความเครียด เช่น โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไมเกรน โรคนอนไม่หลับ ฯลฯ และที่สำคัญสมาธิมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับศีล จึงส่งผลให้จิตใจของผู้ฝึกสมาธิมีศีลดีขึ้น ลดปัญหาทางด้านคดีอาญาต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก
          
ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยตรัสว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…” ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์ที่เน้นหนักว่าบ้านเมืองต้องสร้างคนดีปกครองคนไม่ดี หรือสร้างคนดีให้มากแต่คนดีอยู่ที่ไหน การเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช. ได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองได้เห็นวงการราชการที่มีทรัพย์สิน หลักร้อยล้าน พันล้าน แต่กลับกันประชาชนรากหญ้าไม่มีจะกิน มีปัญหายาเสพติด มีบุตรก่อนวัยอันควร ปัญหาการพนัน ปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวและส่งผลให้เป็นเหตุแห่งอาชญากรรมและทำผิดอาญา ส่งผลให้คนล้นคุก ดังที่เห็นแล้วเราจะแก้ไขอย่างไร โจทย์มีเพียงว่าทำให้มีคนดีมากกว่าคนไม่ดีการสร้างคนดีง่ายนิดเดียวคือ ทำให้คนเหล่านั้นอยู่ใน “กรอบของความดี” สำหรับโบราณกรอบของความดีมีการกำหนดกฎมณเฑียรบาล ที่มีโทษสำหรับผู้กระทำผิดมีโทษถึงประหารชีวิต และไม่มีการละเว้นสำหรับผู้กระทำผิด รวมถึงการสร้างคนดีจาก “ศีลธรรม” ซึ่งมีการวางรากฐานตั้งแต่เล็กแต่น้อย หากเป็นชายก็ส่งกุลบุตรออกบวช กุลสตรีก็พาเข้าวัด มีการอบรมบ่มศีลธรรมกันตั้งแต่เด็ก แม้ผนังวัดก็ยังต้องสร้างภาพวาดจิตรกรรมเพื่อเป็นบทสอนให้เด็กได้รู้ถึง “ผิด ชอบ ชั่ว ดี”

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า ในยุคที่ผ่านมา ได้เห็น “เด็กวัด” เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ได้เห็นอดีต “พระมหาเปรียญ” เป็นนักการเมือง เป็นรัฐมนตรี เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นภาพที่ไม่ค่อยปรากฏว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง หรือร่ำรวยอย่างผิดปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปภาพปัจจุบันที่เราได้เห็น เราได้เห็นความอดทนในการทำงานของนิสิตนักศึกษาหลังจากที่จบการศึกษามาน้อยลง งานที่หนักก็จะเลือกที่จะไม่ทำ ยิ่งผนวกกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่และยากที่จะหางานด้วยแล้ว การแก้ปัญหาก็เลือกที่จะเรียนต่อไปเรื่อยๆ จบปริญญาโท ปริญญาเอก บางคนไปเรียนต่อเมืองนอกเมืองนากลับมาเมืองไทยก็ตกงานเหมือนเดิม แต่กลับกันคนกลุ่มใหม่ที่เป็นลูกของชาวต่างด้าวที่เข้ามาเติบโตในเมืองไทย กลับกลายเป็นกลุ่มแรงงานกลุ่มที่ทำงานอะไรก็ได้ แม้แม่บ้านในปัจจุบันราคาจ้างแรงงานต่างชาติขยับไปถึง 1.5-2 หมื่นบาทต่อเดือน แต่คนไทยตัดสินใจที่จะไม่ทำเพราะเป็นงานที่ต่ำต้อย อายเพื่อนอายสังคม แล้วก็ผันตัวเองไปขายสินค้าออนไลน์ ตลาดมีแต่จะแก่งแย่งกัน

ภาพในอดีตที่สำเร็จมาแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 ได้ร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านใช้วัดที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยและใช้ความรู้ที่มีอยู่ตีพิมพ์ที่โรงพิมพ์หน้าวัดบวรนิเวศฯ แล้วส่งไปยังวัดต่างๆ ทำให้เกิดเป็น “โรงเรียนวัด” ดังที่ยังเห็นมากในปัจจุบัน หลักการง่ายๆ คือ “ทำให้คน เป็นผู้เป็นคน” ทำให้คน “รู้จัก ผิดชอบชั่วดี” และแทรกวิชาความรู้ในด้านวิชาการเข้าไปเพื่อเป็นทักษะในการแข่งขันที่สูงขึ้น ผลที่ได้คือ “ลดงบประมาณประเทศไปเป็นจำนวนมาก” ปัจจุบันงบประมาณกระทรวงศึกษาฯ เราใช้งบประมาณถึง 1 ใน 6 ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศ หรือ 5 แสนล้านล้านบาท แต่กลับกันสมัยรัชกาลที่ 5 งบการศึกษาแทบจะไม่ใช้เลย เราเพียงแต่ตีพิมพ์หนังสือ และอบรมพระให้เป็นอาจารย์ที่จะมาสอน เรียกได้ว่า “ยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว” สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร ประการที่หนึ่งคืองบลดลงเห็นได้ชัด ประการที่สอง นี้เป็นสิ่งที่สำคัญเพราะเป็นการสร้าง “คนดี” หรือว่าพระที่อยู่วัดว่างเปล่าไม่มีอะไรทำ แต่ต้องผันตัวเองมาฝึกตัวทั้ง”ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ เทศนา หรืออบรมสั่งสอน” พระในอดีตเราได้เห็นพระนักปฏิบัติ เป็นพระที่เป็นครูชั้นเลิศ เป็นพระนักพัฒนา นี่เพราะเพียงหลักการคิดที่วางให้ “พุทธศาสนา” กับ “ชาติ” เดินไปคู่กันเมื่อนักเรียนได้เรียนจบไปแล้วแน่นอน เขาได้แม่พิมพ์ที่อยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง เขาก็จะมีพื้นฐานแห่งความเป็น “คนดี” ติดตัวแม้เวลาล่วงเลยไปนานเขาเหล่านั้นก็มักจะกลับไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์ที่เป็นพระสงฆ์ ก็ได้เติมศีลธรรม มีความฉุกคิดที่จะเว้นต่อการกระทำให้ที่จะกลายเป็น “คนไม่ดี” ได้หรือภาษาพระเรียกว่า “หิริ โอตตัปปะ” ความละอายบาปและความเกรงกลัวบาป จนหลายคนก็กลายเป็นแม่พิมพ์ชุดต่อๆ มา สิ่งนี้จึงเป็นภาพสะท้อนในอดีตและภาพในปัจจุบัน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับวิถี “ชาติ” ที่ทำให้คนในชาติมุ่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเขา ปัจจุบันเราได้เห็นภาพ “เงิน” สำคัญกว่า “คุณธรรม” หรือไม่ สิ่งที่เรียกว่า “โลภ โกรธ หลง” มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่องกับคนในชาติเราหรือไม่ แล้วเราจะแก้อย่างไร ถ้าไม่ใช้หลักเสาค้ำสามเสา