วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564 06:43 น.

การเมือง

"บิ๊กตู่"แถลงมติ ศบค.เอง เตรียมการเปิดประเทศ ไฟเขียว "ลดเคอร์ฟิว" 5 ทุ่มถึงตี 3

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 12.51 น.

"บิ๊กตู่"แถลงมติ ศบค.เอง เตรียมการเปิดประเทศ ไฟเขียว "ลดเคอร์ฟิว" 5ทุ่มถึงตี 3 พร้อมคลายล็อกกิจกรรมเพิ่มเติม ขณะที่ รมว.กต.ชง ศบค.ชุดใหญ่เปิดรับประเทศเสี่ยงต่ำเข้าไทยมากกว่า 10 ปท. เผย สหรัฐฯจัดส่งวัคซีน 1 ล้านโดสให้ภายไทยในเดือน ต.ค.นี้ 

วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564 เวลา 12.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.ชุดใหญ่ ได้มีการพิจารณาเตรียมความพร้อมแนวทางการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2564 ตามนโยบายรัฐบาล โดยจะค่อย ๆ ผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศได้ภายใต้มาตรฐานตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้
          
นายกรัฐมนตรี ระบุว่าการเตรียมมาตรการต่างๆ ในระหว่างนี้เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามา โดยจะเป็นการพิจารณามาตรการทั้ง 2 ส่วน คือ การเปิดประเทศ และการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลประกาศยืนยันความพร้อมพลิกฟื้นท่องเที่ยวตามศักยภาพประเทศ ด้วยความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน
          
"ในระหว่างนี้ก็จะต้องใช้เวลาในช่วงเดือนต.ค. และพ.ย. เพื่อพิจารณาใน 2 มาตรการ ทั้งเรื่องการเปิดประเทศ และการผ่อนคลายมาตรการ อาศัยตามกรอบที่สาธารณสุขกำหนด และพิจารณาร่วมกัน ซึ่งต้องเตรียมให้พร้อม...การเดินทางของประเทศต่างๆ ที่จะเข้ามานั้น ขอพิจารณาให้รอบคอบในการปรับระดับประเทศต่างๆ เพราะได้ตั้งเกณฑ์ไว้นานแล้ว ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมาก" นายกรัฐมนตรีกล่าว    ส่วนการเตรียมพร้อมรับคนไทยที่จะเดินทางมาจากต่างประเทศก็จะใช้มาตรฐานเดียวกับชาวต่างชาติ

ไฟเขียว "ลดเคอร์ฟิว" 5ทุ่มถึงตี 3 พร้อมคลายล็อกกิจกรรมเพิ่มเติม

ทั้งนี้ผลการประชุมศบค. มีมติปรับลดเวลาการห้ามประชาชนออกนอกเคหะสถานในช่วงเวลากลางคืน หรือเคอร์ฟิว จากเดิม 22.00 น. ถึง 04.00 น. มาเป็น 23.00 น. ถึง 03.00 น. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยได้พิจารณาให้ขยับเวลาจากเดิม 22.00-04.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เป็น 23.00-03.00 น. ของวันรุ่งขึ้น ต่อไปอีก 14 วัน ตั้งแต่วันที่ 16-31 ต.ค.2564 ส่วนกิจการกิจกรรมในพื้นที่สีแดงเข้ม จะเสนอให้ผ่อนคลาย และปรับมาตรการ คือ ให้

สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 50 คน พื้นที่ควบคุมสูงสุด ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 100 คน พื้นที่ควบคุม ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 200 คน พื้นที่เฝ้าระวังระวังสูง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 300 คน พื้นที่เฝ้าระวัง ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 500 คน รวมถึงให้เปิดสถานดูแลผู้สูงอายุ แบบไป-กลับได้ แต่ต้องได้รับการพิจารณาอนุญาต จากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ซึ่งกิจการกิจกรรมที่จะปรับมาตรการในครั้งนี้ ให้เปิดดำเนินการได้ไม่เกินเวลา 22.00 น.

นอกจากนี้ จะมีการเสนอให้ที่ประชุม พิจารณามาตรการแนวทางการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อรองรับการ "เปิดประเทศ" ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในวันที่ 1 พ.ย. รวมถึงความพร้อมด้านต่าง ๆ ก่อนที่จะอนุญาตเปิดสถานบันเทิงให้นั่งดื่มได้วันที่ 1 ธ.ค.2564

รมว.กต.ชง ศบค.ชุดใหญ่เปิดรับประเทศเสี่ยงต่ำเข้าไทยมากกว่า 10 ปท.

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวก่อนเข้าร่วมการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ชุดใหญ่ ว่า กระทรวงการต่างประเทศเตรียมเสนอให้ที่ประชุมปรับระบบต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์โควิด-19 ก่อนที่จะเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ รวมถึงการเพิ่มเติมจำนวนประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะอนุญาตให้เดินทางเข้าไทย ซึ่งอาจมีการเสนอมากกว่า 10 ประเทศ แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขอให้มีความชัดเจนจากที่ประชุม ศบค.ก่อน

เผย สหรัฐฯจัดส่งวัคซีน 1ล้านโดสให้ภายไทยในเดือนต.ค.นี้ 

นายดอน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะบริจาควัคซีนป้องกันโควิด19 ให้ไทยอีก 1 ล้านโดส ว่า การดำเนินการเรื่องนี้ฝ่ายสหรัฐฯมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน คือ กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ และผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวัคซีน แต่ทั้ง3ฝ่ายของเขายังไม่ได้ประชุมร่วมกันเพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในส่วนของโคแวกซ์ (COVAX) ดังนั้นเรื่องเอกสารที่มีบางคนเข้าใจว่าฝ่ายไทยยังไม่ได้เริ่ม ถือเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว เพราะกรณีวัคซีน 1 ล้านโดสนี้ไม่มีเรื่องเอกสาร แต่ผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายสหรัฐฯยังไม่เคยมานั่งพูดคุยร่วมกันเลย
          
ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐฯได้มาหารือกับคณะทำงานฝ่ายไทยไปแล้วเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ตนได้ไปหารือกับบุคคลที่เกี่ยวข้องของสหรัฐฯ ทั้งนี้จากการพูดคุยของคณะทำงานไทยและสหรัฐฯ เบื้องต้นพบว่าอาจจะเป็นวัคซีนชนิดอื่นที่ไม่ใช่ของบริษัทไฟเซอร์ ทั้งนี้ฝ่ายไทยและสหรัฐฯมีการพูดคุยกัน 3 ครั้ง ซึ่งระหว่างนั้นผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายไทยเองก็ได้มีการประชุมเตรียมการเช่นกัน อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยและสหรัฐฯยังคงมีการประสานงานกันต่อไป
          
เมื่อถามว่า แสดงว่ากรณีที่ นางแทมมี ดักเวิร์ธ สมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐฯ เคยระบุว่าฝ่ายไทยยังไม่ส่งเอกสารในเรื่องของวัคซีนดังกล่าวถือว่าเขาเข้าใจผิดใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า เราไม่อยากพูดอย่างนั้น แต่เรื่องเอกสารมันเป็นเรื่องเก่า เนื่องจากเป็นกรณีของวัคซีน 1.5 ล้านโดส ที่สหรัฐฯได้บริจาคให้กับไทยไปก่อนหน้านี้ แต่กรณีวัคซีน 1 ล้านโดส ไม่มีเรื่องเอกสาร แต่เป็นเพราะฝ่ายสหรัฐฯเขายังไม่ได้คุยกันเองเลย ทั้งนี้ฝ่ายสหรัฐฯตั้งใจไว้ว่าจะดำเนินการเรื่องของวัคซีน 1 ล้านโดส ให้เสร็จภายในเดือนต.ค.นี้ ซึ่งตอนนี้เราต้องรอให้ฝ่ายเขาได้ข้อยุติเสียก่อน ตนไม่อยากไปพูดอะไรมาก แต่ทราบว่าเขากำลังดำเนินการอยู่
          
เมื่อถามว่า มองอย่างไรต่อการที่ฝ่ายการเมืองของไทยไปพูดคุยกับฝ่ายสหรัฐฯเรื่องนี้ ถือเป็นการชิงตัดหน้าใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ตนไม่มองตรงนี้ เพราะตนมองไปข้างหน้า เพราะเรื่องกำลังเดินหน้าและจากการที่ตนได้ไปพูดคุย กับกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯและสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ จึงทำให้รู้ว่าไม่มีเรื่องเอกสารอะไร
          
เมื่อถามย้ำว่า วัคซีน 1 ล้านโดสนี้คาดว่าจะมาถึงประเทศไทยภายในเดือนต.ค.นี้ใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ฝ่ายสหรัฐฯพยายามให้เป็นแบบนั้น แต่อยู่ที่ว่าจำเป็นต้องมีการประชุมรอบที่ 4

หน้าแรก » การเมือง