วันเสาร์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564 07:04 น.

การเมือง

บริษัทบีกริมหนุนสร้างบ้านอยู่ดีมีสุข ให้อสม. ขุนพลด่านหน้าสู้ภัยโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 08.11 น.

บริษัทบีกริม จับมือ สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน หนุนสร้างบ้านอยู่ดีมีสุข ให้อสม.ขุนพลด่านหน้าสู้ภัยโควิด-19

วันที่ 14 ตุลาคม 2564  ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี กริม และ กลุ่มบริษัท บี กริม เพาเวอร์ ร่วมกับ ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน และพีรพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดทำโครงการบ้านอยู่ดีมีสุขครอบครัวอสม.โดยทำพิธียกเสาเอกบ้านหลังแรกให้กับ อสม.วิทสันติ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค ดูแลสุขภาพของประชาชน อย่างเข้มแข็ง จนได้รับการยกย่องจากนานาประเทศ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 40 ปีที่ #อสม.จำนวน 1,050,000 คนทั่วประเทศ (ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน)ต่างได้เสียสละเวลา แรงกาย แรงใจ ความอดทนทุกข์ยากต่าง ๆ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนในหมู่บ้านและแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ของประเทศชาติตลอดมา 

 ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี กริม กล่าวว่า การสร้างบ้านอยู่ดีมีสุขให้กับครอบครัว อสม. ผู้ที่มีบทบาทหลัก ในการช่วยเหลือดูแลสุขภาพ และ ควบคุมป้องกันโรคให้กับประชาชนในประเทศไทยตลอดมา ทางบีกริม ยินดีร่วมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งสอดรับกับ โครงการ “บี กริม ปันน้ำใจ สู้ภัยโควิด-19” ที่ได้สนับสนุนเงินบริจาค และปัจจัยสิ่งของจำเป็น เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์ ประกันชีวิต และถุงยังชีพ เป็นต้น โดยบริจาคทั้งทางตรง กับ สถานพยาบาลต่างๆ หรือ ประชาชนที่เดือดร้อน รวมถึงผ่านองค์กรการกุศล สำคัญต่างๆอย่างเร่งด่วนมาตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย
 
ดร.ฮาราลด์ ลิงค์  กล่าวอีกว่า บี.กริม ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานกว่า 142 ปี มีความเกี่ยวข้องผูกพันกับสังคมไทย ในหลากหลายภาคส่วนผ่านธุรกิจและบริการต่างๆ ของ บี.กริม เมื่อยามที่ประเทศไทยประสบภัย ทำให้คนไทยได้รับความทุกข์ร้อนจึงเป็นความตระหนักจากใจจริงถึงความร่วมแรงร่วมใจในการให้ความช่วยเหลือตามกำลังความสามารถของแต่ละบุคคลหรือองค์กร ซึ่งรวมถึง บี.กริม ด้วยอย่างแน่นอน

ดร.เมธี จันท์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน กล่าวว่า อสม. มีบทบาทหลักคือการช่วยดูแลสุขภาพและควบคุมป้องกันโรคให้กับประชาชนในพื้นที่ ดั่งคำขวัญที่ว่า  “แก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข”  อสม.ก็คือชาวบ้านในหมู่บ้านประกอบอาชีพเหมือนกับชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรฐานะยากจน การศึกษาไม่สูงนัก มีรายได้น้อย อยู่แบบเรียบง่ายและมีจิตอาสา แม้ว่าจะต้องประกอบอาชีพ แต่ก็ยังทำหน้าที่ของอสม.เพื่อส่วนรวมอย่างมั่นคงเสมอมา ไม่ได้มีการเรียกร้องสิ่งตอบแทนใด ๆ จะมีบ้างก็คือ ค่าป่วยการในการทำงานของอสม. เดือนละ 1,000 บาทเท่านั้น

อสม.บางคนใช้เงินในการทำงานมากกว่าเดือนละ 1,000 บาท  สวัสดิการการเจ็บป่วย การเสียชีวิต การประกอบอาชีพ อสม.ต้องทำด้วยตนเองแทบทั้งสิ้น ยังไม่มีองค์กรใด ๆ มาให้ความช่วยเหลืออย่างจริงจัง ความเป็นอยู่ของอสม.กว่า 40 ปี จะยังคงทุกข์ยากอยู่ในลักษณะเช่นนี้อีกต่อไป ดังนั้นสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ซึ่งดำเนินงานร่วมกับอสม.มาโดยตลอดและเข้าใจสภาพปัญหาของอสม.มาเป็นอย่างดี จึงได้หารือกับภาคธุรกิจเอกชนอย่าง บริษัท บีกริม ที่มีแนวความคิดในการสนับสนุนภาคประชาชนให้มาสนับสนุนการดำรงชีวิตของอสม.ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่พักอาศัยให้มีสภาพที่ดี มั่นคง สวยงาม ภายใต้โครงการบ้านอยู่ดีมีสุขครอบครัวอสม. รวมทั้งการสนับสนุนการสร้างอาชีพ ปลูกไผ่ สมุนไพร ให้เกิดรายได้กับอสม.ผู้เข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ นายพีรพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา กล่าวว่าโครงการบ้านอยู่ดีมีสุขนี้ จะเป็นความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ บริษัทบีกริม สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านแห่งประเทศไทย มูลนิธินายแพทย์ปรีชาดีสวัสดิ์เพื่อการสาธารณสุขไทย มูลนิธิพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน ชมรมอสม.ระดับจังหวัด และบริษัทเวลโกรโซลูชั่น จำกัด เป็นต้น ทางอสม.และครอบครัวสามารถที่จะมีบ้านอยู่ดีมีสุขได้เมื่อเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เบื้องต้น คือเป็นอสม.มาไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความเข้มแข็งในการทำงาน มีรายได้เพียงพอในการที่จะผ่อนบ้านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด การพิจารณาคัดเลือกจะพิจารณาจากคณะกรรมการของอสม.ระดับจังหวัดและผู้ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใสและเป็นประโยชน์ต่อ อสม.โดยตรง

ด้านนางเอื้อ ทองมั่น อายุ 34 ปีบอกว่าตนเป็น อสม.มา 3 ปีบ้านถูกน้ำท่วมและมีสภาพที่ทรุดโทรม ยังหาเงินมาซ้อมแซมบ้านไม่ได้เพราะต้องใช้เงินจำนวนมากทางด้านประธาน อสม.เห็นความลำบากจึงได้ให้เข้าร่วมกับโครงการและดีใจมากที่ได้เข้าร่วมโครงการเพราะตนก็อยากมีบ้านที่มั่นคง ราคาในการผ่อนก็ถือว่าไม่แพงเพราะมีการส่งเสริมรายได้บวกกับเงินเดือนของ อสม.สาทารถที่จะผ่อนชำระให้ได้เพียง 2,500 บาทเท่านั้นดีกว่าไปกู้เงินจำนวนมากมาสร้างบ้าน

กล่าวคือ สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ได้จัดทำโครงการสร้างบ้านอสม. 1,000,000 หลังทั่วประเทศ มูลค่าก่อสร้างหลังละ 500,000 บาท ใช้แรงงานในท้องถิ่นระดับหมู่บ้าน เป็นผู้ก่อสร้างตามแบบบ้าน 5 แบบ โดยให้อสม.ผ่อน ชาระเพียงเดือนละ 2,500 บาท เป็นเวลา 20 ปี ภายใต้ชื่อโครงการ “บ้านอยู่ดีมีสขุ ”ครอบครัวอสม.

โครงการนี้ จะเป็นการ“สร้างชีวิตอสม.ใหม่” ด้วยการใช้พื้นที่ทางการเกษตร เพียง 1 ไร่ ปลูกไผ่ หรือปลูกฟ้า ทะลายโจร หรือปลูกพืชสมุนไพร หรือปลูกพืชผสมผสานกันจะสร้างมูลค่าในการผ่อนชำระค่าก่อสร้างบ้านขนาด 2 ห้องนอน 1 ห้อง 1 ห้องครัว 1 ห้องเอนกประสงค์ พื้นที่ใช้งานรวม 46 ตารางเมตร ในที่ดินของตนเองได้บ้าน 1 หลัง

“บ้านอยู่ดีมีสุข”ครอบครัว อสม.ถูกออกแบบเพื่อให้เป็นอยู่สบายมีการจัดระเบียบรูปทรงให้เกิดดุลยภาพ โดยจะเน้นการประหยัดพลังงาน การระบายอากาศ เพื่อให้เกิดการเวียนของลมธรรมชาติ อากาศถ่ายเทสะดวก ให้ แสงจากภายนอกเข้าถึงภายในได้มากที่สุด บรรยากาศภายในดูโปร่งสบายผ่อนคลายไม่อึดอัด

โครงการ “บ้านอยู่ดีสุข ” ครอบครัวอสม.มีพิธียกเสาเอกบ้านหลังแรกของโครงการ วันท่ี 14 ตุลาคม 2564 เวลา10:00น–11:00น. ซึ่งบ้านหลังแรกเป็นของนายวิทสนัติ หอมงาม เลขที่ตั้ง 101หมู่12ต.หนองไมแ้ก่นอ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทราโดยมีดร.ฮาราลด์ ลิงก์ ประธานบริษัท บี กริม เพาเวอร์ จำกัด(มหาชน)เป็นประธานในพิธี

อนึ่งโครงการ “บ้านอยู่ดีมีสุข”ครอบครัวอสม. ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท บี กริมเพาเวอร์ จำกัด(มหาชน) บริษัท ดับเบิลไนท์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด สถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา  สถาบันการเงินภาครัฐและเอกชน ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)จ.ฉะเชิงเทรา

หน้าแรก » การเมือง