วันพุธ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2564 03:45 น.

การเมือง

"ดร.มหานิยม"ยันกมธ.ศาสนาฯถกปมมส.ปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด ยังไม่ยุติแถมขอไม่ให้มีการให้ข่าว

วันศุกร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.41 น.

"ดร.มหานิยม" ตอกกลับ"ไพบูลย์" กมธ.ศาสนาฯถกปมมส.ปลด 3 เจ้าคณะจังหวัด ยังไม่ยุติแถมขอไม่ให้มีการให้ข่าว

วันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564  ดร. นิยม เวชกามา ส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ รองประธานคณะกรรมาธิการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรออกมาให้ข่าวหลังประชุมกรรมาธิการศาสนาฯระบุ กมธ.ศาสนาฯ ไม่มีอำนาจในการสอบเรื่องการปลดเจ้าคณะจังหวัดจึงยุติเรื่องนั้น ว่า “เรื่องยังไม่ได้ยุติ ยังมีการดำเนินการสอบต่อ ตนขอชี้แจงว่า เมื่อมีการร้องเรียน กมธ ก็มีอำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง แต่ไม่มีอำนาจชี้ถูกผิดหรือลงโทษ เมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วก็เสนอประธานสภาเพื่อแจ้งให้นายกฯไปดำเนินการแก้ไขต่อไป การที่นายไพบูลย์ ออกมาให้ข่าวว่า กมธ. ศาสนายุติเรื่องแล้ว จึงไม่ตรงกับที่หารือในการประชุมกรรมาธิศาสนาฯ ที่ประชุมเสนอเพียงว่า เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงขอไม่ให้มีการให้ข่าว จนกว่าจะเขียนสรุปรายงานผลการศึกษาออกมาเป็นเอกสารก่อน มิเช่นนั้นจะกระทบกับหลายฝ่าย 

"ขณะนี้เพิ่งเรียกสำนักพุทธมาให้ข้อมูลฝ่ายเดียวเท่านั้น และสำนักพุทธก็ให้ข้อมูลว่า เจ้าคณะใหญ่เป็นผู้เสนอขึ้นมา ทางสำนักพุทธไม่ทราบเหตุผล คาดว่า อาจจะมีผู้ร้องเรียน เจ้าคณะหนจึงเสนอปลด เมื่อสำนักพุทธให้ข้อมูลว่า เจ้าคณะหนเป็นผู้เสนอปลด ไม่ใช่สำนักพุทธ แต่มันก็ขัดแย้งกันกับที่สมเด็จหลายรูปให้ข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่า ไม่ทราบเรื่องการปลดมาก่อน" ดร. นิยมกล่าวและว่า 

ตามขั้นตอนของ กมธ. ศาสนาก็ต้องมีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงไปยังเจ้าคณะหนใหญ่ หรือเจ้าคณะภาคว่า ตามที่สำนักพุทธให้ข้อมูลว่าเจ้าคณะหนเป็นผู้เสนอปลดนั้น ทางเจ้าคณะหนใหญ่มีขั้นตอนการปลดอย่างไร มีการตั้งคณะกรรมการสอบก่อนหรือไม่ หรือว่าเป็นดุลยพินิจของเจ้าคณะหนใหญ่เอง แล้วมีอะไรเป็นหลักในการใช้ดุลยพินิจ จากนั้น ก็จะเรียกฝ่ายที่ร้องเรียนเข้ามาให้ข้อมูล จึงจะสรุปข้อเท็จจริงได้ ดังนั้น กมธ.ศาสนา ยังไม่ได้สรุปอะไร อยู่ในขั้นตอนการเรียกสำนักพุทธฯมาให้ข้อมูลวฝ่ายเดียว ยังไม่ได้เรียกคนอื่นมา การที่คุณไพบูลย์ออกมาให้ข่าวว่า ยุติเรื่องแล้ว จึงเป็นความเห็นส่วนตัวของคุณไพบูลย์คนเดียวเท่านั้น ยังไม่ใช่ข้อสรุปของ กมธ.ศาสนาแต่อย่างใด

ดร. นิยมกล่าวต่ออีกว่า นายไพบูลย์ยังอ้างอีกว่า เจ้าคณะจังหวัดถูกปลดจากตำแหน่งทางการปกครองไม่ใช่เรื่องอธิกรณ์ เพราะไม่ได้ถูกร้องเรียนอาบัติปาราชิก ถึงไม่มีการสอบก็สามารถปลดได้ เป็นการแสดงความคิดเห็นที่เป็นอันตรายต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ตนเห็นว่าหากไม่มีความรู้ทางคณะสงฆ์ อย่าพูดเสียยังจะดีกว่า ตนขอทำความเข้าใจเรื่องนี้ หากเห็นว่าพระสังฆาธิการถูกร้องเรียนความผิดต่อตำแหน่งทางการปกครอง ก็ตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ ส่วนถ้าถูกร้องเรียนอาบัติก็สอบอธิกรณ์ว่าผิดอาบัติหรือไม่ 

"กรณีนี้เป็นเรื่องการปลดจากตำแหน่งทางการปกครองในระดับเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเจ้าคณะหนใหญ่และเจ้าคณะภาคต้องตั้งกรรมการสอบจริยาพระสังฆาธิการ กฎมหาเถรสมาคมกำหนดเอาไว้ชัดเจน เป็นขั้นเป็นตอน หากไม่ตั้งกรรมการสอบ เจ้าคณะหนและเจ้าคณะภาค ก็ผิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตนเห็นว่า ไม่ใช่ว่า จริยาพระสังฆาธิการจะเอาไว้ใช้กับเจ้าอาวาส เจ้าคณะตำบล หรือเจ้าคณะอำเภอตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น ต้องใช้กับเจ้าคณะภาค เจ้าคณะหนใหญ่ หรือแม้แต่ มส. ก็ต้องใช้ด้วยเช่นกัน เหมือนการสอบความผิดวินัยร้ายแรงของข้าราชการ ไม่ใช่จะเอาไว้ใช้แต่กับข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยเท่านั้น แต่ใช้กับทุกระดับจนถึงอธิบดี" ดร. นิยมกล่าวและว่า 

ตนขออธิบายเพิ่มเติม กรณีจังหวัดปทุมธานีอยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 1 มีพระธรรมวชิรเมธี หรือเจ้าคุณมีชัย วัดหงส์รัตนาราม เป็นเจ้าคณะภาค ในการแสวงหาข้อเท็จจริง กมธ. การศาสนาฯ จะต้องเรียกเอกสารที่เจ้าคณะภาค 1 ตั้งคณะกรรมการสอบหาความผิด จนถึงมีมติปลดจากตำแหน่งมาดูว่าได้ดำเนินการหรือไม่ เช่น เอกสารการถูกร้องเรียน เอกสารการตั้งคณะกรรมการสอบ เอกสารการโต้แย้งของผู้ถูกกล่าวหา ผลการสอบของคณะกรรมการ และผลสอบที่พระธรรมวชิรเมธี เจ้าคณะภาค 1 รายงานต่อสมพระเด็จมหารัชมงคลมุนีหรือสมเด็จธงชัย เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรฯ เพราะเจ้าคณะภาค 1 เป็นเจ้าคณะผู้ปกครองใกล้ชิดกับเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี ซึ่งจะต้องเป็นต้นเรื่องของการเสนอปลด จากนั้น ก็เรียกหนังสือเจ้าคณะใหญ่หนกลางว่า มีการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่อย่างไร ก่อนที่จะแจ้งมายังสำนักพุทธซึ่งเป็นเลขาธิการมหาเถรสมาคม และเป็นผู้จัดทำวาระการประชุมเสนอต่อมหาเถรสมาคม

กรณีจังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ภาค 12 มีพระราชเวที วัดโพธิ์ เป็นเจ้าคณะภาค ก็ต้องเสนอปลดตามขั้นตอนเดียวกันมายัง สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดไตรมิตร และเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออกส่งมายังสำนักพุทธ เพื่อทำวาระการประชุมแจ้งต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคม และกรณีจังหวัดกาฬสินธุ์ ฝ่ายธรรมยุติ ก็ต้องส่งเรื่องการปลดมายังเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุติ เช่นเดียวกัน

"เมื่อมีการสอบ ขึ้นมาตามลำดับการปกครองสงฆ์เช่นนี้ จึงเป็นการปฏิบัติตามกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2541) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2563) ข้อ 5/1 (2) ” ดร. นิยมกล่าว