วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569 14:11 น.

การเมือง

‘ชูศักดิ์–ชลน่าน’ ชี้สูตร ‘20 หยิบ 1’ ตัดสิทธิประชาชนร่วมร่าง รธน. เสนอใช้ระบบ ‘สสร.’ เลือกโดยประชาชนก่อนหนึ่งชั้น

วันอังคาร ที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.27 น.

‘ชูศักดิ์–ชลน่าน’ ชี้สูตร ‘20 หยิบ 1’ ตัดสิทธิประชาชนร่วมร่าง รธน. เสนอใช้ระบบ ‘สสร.’ เลือกโดยประชาชนก่อนหนึ่งชั้น ป้องกันเสียงข้างมากในรัฐสภาครอบงำร่างรัฐธรรมนูญ 

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568   ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ในชั้นกรรมาธิการ ขณะนี้ได้ข้อสรุปในประเด็นสาระสำคัญ ซึ่งเกิดจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก ว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเกิดขึ้นจากกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นฯ จำนวน 35 คน

โดยวิธีการได้มาซึ่งคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ จะใช้สูตรที่เราเรียกกัน 20 หยิบ 1 หมายความว่า หากสมาชิกรัฐสภา รวมตัวกันได้ 20 คนก็จะสามารถเลือกกรรมธิการได้ 1 คน หากพรรคการเมืองใดมีสมาชิก 120 คน ก็สามารถเลือกกรรมาธิการได้ 6 คน เป็นต้น

“การใช้สูตรเช่นนี้ถือว่าเป็นการตัดการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนออก เดิมร่างหลักซึ่งเป็นของพรรคประชาชน ได้กำหนดให้ประชาชนเลือกกันมา 70 คนก่อน แล้วให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 35 คน แต่มีการตัดการเลือกของประชาชนออกเพราะคิดว่าหากให้ประชาชนเลือกแล้ว อาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”

“สูตรเช่นนี้(20 หยิบ 1) เรามีข้อวิพากษ์วิจารณ์กันในชั้นกรรมาธิการว่า อาจจะทำให้เสียงข้างมากของรัฐสภานั้นสามารถเลือก กรรมาธิการที่จะเข้าไปยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นอาจเป็นไปตามความต้องการของรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ได้ ใครคุมรัฐสภาเสียงส่วนใหญ่ได้ก็จะสามารถชี้นำรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้“

ชูศักดิ์ ระบุว่า ในนามคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยของพรรคเพื่อไทย จึงได้มีการขอสงวน และขอแปรญัตติในประเด็นสำคัญ 2 ประการคือ 

1.ควรให้มีการใช้ระบบ สสร. เพราะจะทำให้เกิดสภาเฉพาะขึ้นมาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ และสามารถกลั่นกรองร่างรัฐธรรมนูญก่อนนำเสนอสู่รัฐสภาได้ 

“จึงนำเสนอ แนวทาง สสร. ตามฉบับที่พรรคเพื่อไทยเคยคิดไว้ในวาระที่หนึ่ง โดยให้มีการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั้งหมด 300 คน ก่อนจะส่งมาให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน ประกอบกับการแต่งตั้งจากกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ อีก 51 คน รวมเป็น สสร. 151 คน 

ประเด็นสำคัญเราเชื่อว่าการใช้วิธีการนี้ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ หมายความว่า ให้ประชาชนเลือกมาชั้นหนึ่ง และยังไม่ได้ถือว่าเป็นการเลือกผู้ร่างโดยตรง ซึ่งรัฐสภาจะมากลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง”

ส่วนประเด็นที่ 2 ชูศักดิ์ ระบุว่า การได้มาซึ่งคณะกรรมาธิการสองคณะตามที่ได้เรียนไว้แล้วข้างต้น ซึ่งเป็นการใช้สูตร 20 หยิบ 1 นั้น อาจจะนำไปสู่การได้มาซึ่งกรรมาธิการที่เลือกข้าง พรรคเพื่อไทยจึงสงวนคำแปรญัตติว่า ให้สองกรรมาธิการนี้ มีจำนวน 35 คนเท่าเดิม แต่ในจำนวนนี้ให้มี 10 คนที่มาจากการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และอีก 25 คนที่เหลือมาจากการใช้สูตรคำนวณแบบ 28 หยิบ 1 แทน เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการทำหน้าที่ของกรรมาธิการ และจะทำให้กรรมาธิการทั้งสองชุดนี้มีความหลากหลายมากขึ้น 

ชูศักดิ์ย้ำว่า ในวาระการพิจารณาวาระที่ 2 สมาชิกรัฐสภาจะต้องเลือก จะใช้สูตรการได้มาซึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญแบบใด ในการมาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เลือกสูตร 20 หยิบ 1 แต่พรรคเพื่อไทยเสนอแปรญัตติ ให้มีการตั้ง สสร. และเปลี่ยนแปลงวิธีการได้มาซึ่งกรรมาธิการสองคณะ

ด้านนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส. จังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย ในนามกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ระบุว่า ข้อความกังวลของพรรคเพื่อไทยที่มีต่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในมาตรา 256 นี้ มีอยู่ด้วยกันสองเรื่องใหญ่

โดยเรื่องที่หนึ่งคือ เรื่องที่มาของกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน และเรื่องที่สองคือ กระบวนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกรรมาธิการในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ได้สงวนและขอแปรญัตติในสองเรื่องนี้ไว้  เพื่อป้องกันการจัดตั้ง หรือการฮั้ว เนื่องจากหากใครสามารถที่จะคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา ซึ่งรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (สว). ไว้ด้วย ก็จะสามารถควบคุมทิศทางการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 ท่าน จะทำหน้าที่ทั้งการยกร่างรัฐธรรมนูญ และการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญไปพร้อมกัน ก่อนที่จะส่งร่างให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ

นพ.ชลน่าน ระบุด้วยว่า หากในการพิจารณาวาระที่สองที่กำลังจะถึงนี้ สมาชิกรัฐสภาตัดสินใจเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับที่พรรคเพื่อไทยได้ขอสงวน และขอแปรญัตติไว้ ก็จะสามารถลดการครอบงำจากสีใดสีหนึ่งได้ 

ส่วนวิธีการพิจารณา พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่า หากมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. ก็จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับประชาชน และชอบธรรมมากยิ่งขึ้น โดยตามกระบวนการกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 35 คน จะเป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ และส่งร่างมาให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดต่อไป ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้จะทำให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน 

“แต่ประเด็นนี้จะได้รับการเห็นชอบในรัฐสภาหรือไม่ก็ต้องรอ การพิจารณาในรายมาตราที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยืนยัน ว่าจะลงมติให้ความเห็นตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยของพรรคเพื่อไทยที่ขอสงวน และขอแปรญัตติไว้”

นอกจากนี้ ชูศักดิ์ ย้ำด้วยว่า หากการพิจารณาในวาระที่สองเสร็จสิ้นแล้ว จะมีการพิจารณาในวาระที่สามในอีก 15 วันถัดไป โดยในวาระที่สามนั้นจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และในจำนวนนี้จะต้องได้เสียงเห็นชอบจากส.ว. ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามด้วย ซึ่งในเวลานี้ยังไม่เป็นที่แน่ใจว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านในวาระที่สามหรือไม่ ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องไปยังคณะรัฐมนตรี ให้มีการพิจารณาคำถามประชามติคำถามที่หนึ่ง ถามประชาชนว่าต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เพื่อส่งไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งก่อน โดยให้ทำไว้เป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าผลการลงมติในอนาคตจะเป็นอย่างไร สมาชิกรัฐสภาชุดใหม่ จะต้องเดินตามมติของประชาชน หากประชาชนประสงค์ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น

ทั้งนี้จุลพันธ์  ย้ำด้วยว่า การตั้งคำถามประชามติ ครั้งที่หนึ่งก่อน ไม่ได้ขัดหรือแย้ง กับกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่กำลังเดินอยู่ และหากกระบวนการนี้เสร็จ คณะรัฐมนตรีก็สามารถส่งคำถามประชามติคำถามที่สองให้กับ กกต. ต่อได้ 

“แต่ที่เราเรียกร้องให้มีการตั้งคำถามประชามติคำถามที่หนึ่งก่อน ก็เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ว่าหลังจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยกระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเดินหน้า” จุลพันธ์ กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีสัญญาณกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยังอยู่บนความไม่แน่นอน เรื่องนี้ส่งผลต่อการพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลด้วยหรือไม่ 

จุลพันธ์ ระบุว่า ในเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ต้องยอมรับว่าปัจจัยทางการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ได้ถูกบรรจุเข้าไปในประเด็นการอภิปรายไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยแล้ว รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งในชายแดนไทยกัมพูชาด้วย ส่วนที่ถามว่าประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีส่วนต่อการตัดสินใจกับการยื่นอภิปรายด้วยหรือไม่ เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัจจัยร่วม แต่เวลานี้ยังไม่มีข้อสรุปสุดท้าย

ด้านนพ.ชนน่าน กล่าวเสริมว่า ประเด็นเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญมาก ซึ่งในอีกสองวันจะได้ทราบว่าทิศทางในการได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร เป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยได้สงวนความเห็นไว้หรือไม่ หรือเป็นไปตามเสียงของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเรื่องนี้จะเป็นตัวบอกว่าเราจะ เป็นปัจจัยประกอบการพิจารณา เรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 

“หากร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามมติของกรรมาธิการเสียงข้างมาก เรามองไปในอนาคตได้เลยว่า รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นใหม่ มันจะเป็นรัฐธรรมนูญที่โน้มเอียง ไปสู่การเป็นรัฐธรรมนูญของสิ่งใดสีหนึ่งเป็นการเฉพาะตามเสียงข้างมากในรัฐสภา”
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง