วันเสาร์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2569 02:14 น.

การเมือง

นโยบายด้านสาธารณสุขในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 พรรคการเมืองไหน ดี เด่น ดัง

วันศุกร์ ที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

นโยบายสาธารณสุข ของพรรคการเมืองไทยสำหรับการเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับมือกับ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด และวิกฤตงบประมาณในระบบโรงพยาบาลรัฐ แต่ละพรรคการเมืองได้นำเสนอวิสัยทัศน์ที่แตกต่างกัน เช่น พรรคเพื่อไทย เน้นการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการแพทย์ระดับโลก 

ขณะที่ พรรคประชาชน มุ่งปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรวมกองทุนสุขภาพให้มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ส่วนพรรคอื่นๆ ให้ความสำคัญกับ เศรษฐกิจการดูแลผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพปฐมภูมิ และการนำนวัตกรรมหุ่นยนต์มาใช้ลดภาระบุคลากร ภาพรวมของเนื้อหาชี้ให้เห็นว่านโยบายสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการให้สวัสดิการพื้นฐานเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึง ความยั่งยืนทางการคลัง และการบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างครบวงจร 

บทสรุปของแหล่งข้อมูลจึงเน้นย้ำว่าความสำเร็จของพรรคการเมืองจะขึ้นอยู่กับการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่สามารถปฏิบัติได้จริงท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัด

วิเคราะห์นโยบายด้านสาธารณสุขในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ของพรรคการเมืองไทย: จากการสงเคราะห์สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เทคโนโลยี และเศรษฐกิจสุขภาพ

พลวัตและวิวัฒนาการของระบบสาธารณสุขไทยในฐานะตัวกำหนดทิศทางการเมือง

ระบบสาธารณสุขไทยกำลังก้าวเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญที่สุดในรอบกว่าสองทศวรรษ เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2569 ถูกกำหนดให้เป็นสมรภูมิทางนโยบายที่ไม่ได้มีเพียงแค่การนำเสนอสวัสดิการพื้นฐาน แต่เป็นการประชันวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการวิกฤตเชิงซ้อนที่รุมเร้าประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระทางการคลังและขีดความสามารถในการให้บริการของสถานพยาบาลรัฐ 1 ในอดีต นโยบายสาธารณสุขมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างคะแนนนิยมผ่านการลดค่าใช้จ่ายและการเข้าถึงบริการ เช่นเดียวกับความสำเร็จของนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในยุคปี 2544 แต่ปัจจุบัน บริบทได้เปลี่ยนไปสู่ความต้องการความยั่งยืน ความเท่าเทียมระหว่างกองทุน และการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อลดช่องว่างของระบบ 2

ความสำคัญของนโยบายสาธารณสุขในการเลือกตั้งปี 2569 ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเป็น "นโยบายสวัสดิการ" แต่ได้กลายเป็น "โจทย์เชิงโครงสร้าง" ที่สะท้อนวิธีคิดของพรรคการเมืองในการออกแบบรัฐสวัสดิการและการบริหารงบประมาณในระยะยาว 2 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ครัวเรือนไทยต้องแบกรับภาระด้านสุขภาพมากขึ้น โดยเป้าหมายระดับชาติระบุว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครัวเรือนต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพทั้งหมดไม่ควรเกินร้อยละ 12 เพื่อป้องกันภาวะล้มละลายจากการเจ็บป่วย 1 การวิเคราะห์นโยบายของพรรคการเมืองจึงต้องมองให้ลึกถึงความยั่งยืนทางการเงิน (Fiscal Sustainability) และความเป็นไปได้ในการปฏิบัติจริง มากกว่าเพียงการนำเสนอนโยบายที่ดูเหมือน "ขายฝัน" เพื่อคะแนนเสียงชั่วคราว 2

สถานะทางการเงินของระบบสาธารณสุขไทยในปี 2568-2569 ตกอยู่ในภาวะตึงตัวอย่างยิ่ง ข้อมูลระบุว่าโรงพยาบาลชุมชนกว่า 780 แห่งทั่วประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาขาดทุน และเงินบำรุงโรงพยาบาลในระบบภาพรวมเหลืออยู่เพียงประมาณ 46,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงในอนาคต 7 งบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุขได้รับจัดสรรในปี 2568 มีมูลค่ากว่า 1.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.1 ของงบประมาณรายจ่ายของประเทศ แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำและค่าตอบแทนบุคลากร 8 ดังนั้น พรรคการเมืองที่ต้องการนำเสนอนโยบายใหม่ๆ จึงต้องตอบคำถามสำคัญให้ได้ว่าจะนำงบประมาณมาจากแหล่งใด และจะปฏิรูประบบงบประมาณที่ "ซ้ำซ้อน" ระหว่างกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการอย่างไร 4

ภาระค่าใช้จ่ายและวิกฤตทางสุขภาพของครัวเรือนไทยในสังคมสูงวัย

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญที่สุดต่อระบบสาธารณสุข ข้อมูลจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติชี้ให้เห็นว่า ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลตั้งเป้าให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เข้าถึงบริการดูแลระยะยาว (Long-term Care) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 1 อย่างไรก็ตาม ภาระนี้ไม่ได้ตกอยู่กับรัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของครัวเรือนไทยที่ต้องจัดหาผู้ดูแลหรือเสียโอกาสในการทำงานเพื่อมาดูแลสมาชิกในครอบครัว 1 สภาวะดังกล่าวส่งผลให้นโยบายด้านสาธารณสุขถูกคาดหวังให้เป็นนโยบายที่ "ช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงิน" และ "สร้างความมั่นคงในชีวิต" ไปพร้อมกัน 5

ตัวชี้วัดและสถานการณ์สาธารณสุขไทยปี 2568-2569 ข้อมูลและสถิติที่สำคัญ
งบประมาณรวมกระทรวงสาธารณสุข (2568)

171,965,693,900.00 บาท 8

งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

168,296,886,700.00 บาท 8

สัดส่วนงบสาธารณสุขต่องบประมาณรายจ่ายประเทศ

ร้อยละ 9.1 8

จำนวนโรงพยาบาลชุมชนที่เผชิญภาวะขาดทุน

780 แห่ง 7

เป้าหมายสัดส่วนค่าใช้จ่ายสุขภาพครัวเรือน

ไม่เกินร้อยละ 12 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1

เป้าหมายการเข้าถึงบริการดูแลระยะยาวของผู้สูงอายุ

ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 1

นอกจากปัจจัยด้านอายุแล้ว โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตและค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่สูงลิ่ว 1 นโยบายของพรรคการเมืองไทยในปี 2569 จึงเริ่มขยับจากการเน้น "การรักษา" (Curative Care) ไปสู่ "การป้องกันและการส่งเสริมสุขภาพ" (Health Promotion and Prevention) และการใช้เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายแฝงของประชาชน 1 การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณสุขในยุคนี้จึงเป็นการเดิมพันด้วยความสามารถในการบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด 3

พรรคเพื่อไทย: การยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์และยุทธศาสตร์ Medical Hub

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลปัจจุบัน ได้นำเสนอนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคในอดีต โดยมุ่งเน้นการทำลายข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลา 1 หัวใจสำคัญของนโยบายนี้คือการใช้ "บัตรประชาชนใบเดียว" เพื่อเข้าถึงการรักษาในสถานพยาบาลทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิก หรือร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการ 13 สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวก แต่เป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้บริการจากการกระจุกตัวในโรงพยาบาลใหญ่ไปสู่หน่วยบริการระดับปฐมภูมิใกล้บ้าน ซึ่งจะช่วยลดความแออัดและเพิ่มคุณภาพการรักษา 13

การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพ

พรรคเพื่อไทยนำเสนอแนวคิด "ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI" ผ่านเวที Moonshot Forum โดยเน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง (Data Infrastructure) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของประชาชนทั้งระบบ 3 ปัญญาประดิษฐ์จะถูกนำมาใช้ในหลายมิติ:

  1. AI Prediction Budgeting: การใช้ AI คาดการณ์งบประมาณล่วงหน้า 24 เดือน เพื่อให้สำนักงบประมาณและ สปสช. เห็นภาพรวมของค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและสามารถวางแผนเชิงรุกได้ แทนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเงินไม่พอ.3

  2. Value-Based Health Care (VBHC): การเปลี่ยนจากการจ่ายงบประมาณตามปริมาณบริการ (Fee-for-service) มาเป็นการจ่ายตาม "คุณค่า" หรือผลลัพธ์สุขภาพที่ดีที่สุดของผู้ป่วย โดย AI จะช่วยตรวจสอบและประเมินผลลัพธ์ของการรักษาอย่างแม่นยำ.3

  3. Super App หมอพร้อม+: การพัฒนาแอปพลิเคชันให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพที่ประชาชนสามารถตรวจสอบประวัติการรักษา นัดคิวออนไลน์ และรับคำปรึกษาผ่าน Telemedicine ได้ทุกที่ทุกเวลา.14

ความท้าทายหลักที่พรรคเพื่อไทยระบุคือ "วิกฤตความไว้วางใจ" และช่องว่างทางกฎหมาย ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว การจะเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในลักษณะเดียวกับระบบ X-Road ของเอสโตเนีย จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจนและระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เชื่อถือได้ 3

ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางสุขภาพโลก (Medical Hub) และเศรษฐกิจสุขภาพ

พรรคเพื่อไทยมองว่าสาธารณสุขไทยคือ "สินทรัพย์" ที่สามารถสร้างรายได้เข้าประเทศได้มหาศาล ยุทธศาสตร์ Medical Hub ถูกวางไว้เพื่อดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยการต่อยอดธุรกิจการแพทย์แผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร 1 เป้าหมายคือการทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติที่โดดเด่นทั้งในด้านการรักษาโรคเฉพาะทางและบริการดูแลสุขภาพมูลค่าสูง 1 การใช้ศักยภาพด้านการบริการของไทย (Spirit of Service) จะถูกนำมาใช้เหนี่ยวนำการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์และนวัตกรรมกัญชาเพื่อการแพทย์ 1

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางส่วนกังวลว่าการส่งเสริม Medical Hub อย่างเต็มสูบอาจส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพที่ให้บริการคนไทย เนื่องจากบุคลากรทางการแพทย์อาจหลั่งไหลเข้าสู่ภาคเอกชนที่ให้บริการชาวต่างชาติมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในภาครัฐ 17 พรรคเพื่อไทยจึงต้องออกแบบนโยบายที่รักษาสมดุลระหว่างการสร้างรายได้และการรักษาคุณภาพการบริการสำหรับประชาชนในประเทศ 17

ยุทธศาสตร์สุขภาพพรรคเพื่อไทย (Moonshot Goals) ผลกระทบและกลไกการดำเนินการ
30 บาทรักษาทุกที่

ลดระยะเวลารอคอย ลดค่าใช้จ่ายแฝง (ค่าเดินทาง) ผ่านการใช้บัตรประชาชนใบเดียว 13

การดูแลผู้ป่วยระยะท้าย (Palliative Care)

จัดตั้งสถานชีวาภิบาลทุกเขต (ในกทม. ครบ 50 เขต) เพื่อให้ผู้ป่วย "ตายดี" อย่างมีศักดิ์ศรี 3

สุขภาพจิต (Mental Health)

เพิ่มช่องทางปรึกษาจิตแพทย์ผ่าน Telemedicine และโรงพยาบาลประจำเขต 14

เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy)

ใช้ Medical Hub ดึงเม็ดเงินต่างชาติมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย 1

พรรคประชาชน: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อความเท่าเทียมและระบบ Single Payer

พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่มุ่งเน้นความยุติธรรม (Fairness) และประสิทธิภาพ (Efficiency) โดยมองว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของสาธารณสุขไทยคือ "ความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุน" (บัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ) 2 ข้อมูลระบุว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของสิทธิข้าราชการสูงกว่าสิทธิบัตรทองและประกันสังคมหลายเท่าตัว (ส่วนต่างสูงถึง 249.2%) ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน 4 พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการรวมการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพพื้นฐานเข้าเป็นระบบเดียว (Single Payer) เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับมาตรฐานการรักษาที่เท่าเทียมกัน 4

โมเดลขนมชั้นและการบูรณาการกองทุนสุขภาพ

การรวมกองทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีแรงต้านสูง พรรคประชาชนจึงนำเสนอแนวทาง "โมเดลขนมชั้น" เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทีละขั้น โดยมีเป้าหมายให้กองทุนทั้ง 3 ตกลงมาตรฐานสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำที่เท่ากันก่อน แล้วจึงค่อยๆ ขยายสิทธิประโยชน์ที่หลากหลายขึ้นตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม เช่น บริการ "รับยาใกล้บ้าน" หรือ "รักษาที่ไหนก็ได้" ซึ่งสิทธิบัตรทองเริ่มนำร่องไปแล้ว 9 นอกจากนี้ ยังเสนอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทำหน้าที่เป็น "ผู้ซื้อบริการ" (Purchaser) หลักเพียงแห่งเดียวสำหรับบริการสุขภาพ ขณะที่กองทุนประกันสังคมควรปรับบทบาทไปมุ่งเน้นเรื่องสวัสดิการอื่นๆ เช่น บำนาญ และการว่างงาน 4

กลไกการจัดการงบประมาณแบบใหม่ที่พรรคประชาชนเสนอคือการปรับเปลี่ยนบทบาทของหน่วยบริการคู่สัญญาหลัก (Contracting Unit for Primary Care: CUP) ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลแม่ข่ายมักเป็น "คนถือกระเป๋าเงิน" และจัดสรรเงินให้สถานีอนามัยหรือ รพ.สต. อย่างไม่เป็นธรรม 19 พรรคประชาชนเสนอให้มีการกำหนดสัดส่วนงบประมาณขั้นต่ำที่ต้องส่งตรงถึงหน่วยปฐมภูมิ และใช้ข้อมูลภาระงานจริงในการแบ่งเงิน เพื่อให้หน่วยบริการด่านหน้ามีศักยภาพเพียงพอในการดูแลประชาชน 19

การยกระดับบุคลากรสาธารณสุขและเงื่อนไขการทำงาน

พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับ "วิกฤตบุคลากรลาออก" โดยมองว่าสาเหตุไม่ได้มาจากเพียงเรื่องค่าตอบแทน แต่มาจากโครงสร้างการทำงานที่ขาดความยืดหยุ่น 2 นโยบายที่แหลมคมคือ:

  • การจำกัดชั่วโมงทำงานของแพทย์: ไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพื่อความปลอดภัยของทั้งแพทย์และคนไข้.2

  • การยกระดับ อสม.: สู่การเป็น "แนวหน้าสุขภาพ" ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (เช่น ดูแลผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุ) พร้อมค่าตอบแทนตามภาระงานจริงในอัตรา 2,000 บาทต่อเดือน.2

  • การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น: การถ่ายโอน รพ.สต. ไปยัง อบจ. อย่างเป็นระบบ โดยมีกระทรวงสาธารณสุขทำหน้าที่เป็น "พี่เลี้ยง" และกำหนด KPI ที่เน้นผลลัพธ์สุขภาพของคนในพื้นที่ (Outcome-Based).19

นโยบายของพรรคประชาชนจึงเป็นการ "รื้อใหญ่" ระบบราชการสาธารณสุขเพื่อให้เกิดความคล่องตัว โปร่งใส และลดภาระของบุคลากรทางการแพทย์อย่างแท้จริง 2

พรรคภูมิใจไทย: สวัสดิการ "สูงวัยพลัส" และเศรษฐกิจการดูแลเชิงรุกใกล้บ้าน

พรรคภูมิใจไทยนำเสนอนโยบายที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุซึ่งเป็นฐานเสียงขนาดใหญ่และเป็นกลุ่มที่มีความต้องการด้านสาธารณสุขสูงสุด ภายใต้นโยบาย "สูงวัยพลัส" 10 พรรคเน้นการสร้างรายได้และสวัสดิการควบคู่ไปกับการจัดบริการสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่ายในระดับหมู่บ้าน โดยเชื่อว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ 11

นโยบายด้านรายได้และภาษีเพื่อผู้สูงอายุ

พรรคภูมิใจไทยเสนอมาตรการจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย:

  1. การจ้างงานผู้สูงอายุ: สนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างงานผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยบริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า (สูงสุด 30,000 บาท).10

  2. การลดภาษีบุคคลธรรมดา: สำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุดร้อยละ 50 เพื่อเพิ่มเงินออมในครัวเรือน.10

  3. กองทุนประกันชีวิตผู้สูงอายุ: จัดตั้งกองทุนเพื่อให้กรมธรรม์ฟรีแก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจทั้งในช่วงที่มีชีวิตอยู่และหลังเสียชีวิต.2

นโยบาย 1 พยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน และศูนย์ดูแลครบวงจร

ในมิติด้านการบริการ พรรคภูมิใจไทยเสนอแนวคิด "พยาบาลอาสา" เพื่อดูแลสุขภาพชุมชนเชิงรุก:

  • จ้างงานพยาบาลอาสา: 1 คนต่อ 1 หมู่บ้านทั่วประเทศ (รวมกว่า 7.5 หมื่นคน) โดยมีอัตราค่าจ้างตั้งแต่ 15,000 บาท ไปจนถึง 100,000 บาท ตามภาระงานและประสบการณ์ โดยมีสัญญาจ้างขั้นต่ำ 4 ปี.10

  • การทำงานเชิงรุก: เน้นการ "เคาะประตูบ้าน" ดูแลผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยติดบ้าน และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อลดภาระการเดินทางไปโรงพยาบาล.10

  • ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ (Elderly Care Centers): พรรคเสนอให้นำที่ดินของรัฐทุกประเภทมาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมลงทุนสร้างระบบนิเวศการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร (PPP Model) เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ.10

นโยบายของพรรคภูมิใจไทยสะท้อนถึงการนำแนวคิด "Care Economy" มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม โดยการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างสวัสดิการไปพร้อมๆ กัน ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยลดความกดดันต่อสถานพยาบาลของรัฐได้อย่างมหาศาล 10

พรรคประชาธิปัตย์: รากฐานปฐมภูมิ การกระจายอำนาจ และสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ

พรรคประชาธิปัตย์ยึดมั่นในแนวทาง "คิดใหญ่ ทำใหม่ สร้างความไว้วางใจ" โดยเน้นความยั่งยืนของชุมชนและการแก้ปัญหาจากฐานราก 2 นโยบายของพรรคให้ความสำคัญกับการสาธารณสุขปฐมภูมิ (Primary Care) และการเชื่อมโยงมิติสุขภาพเข้ากับปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างรุนแรงในปัจจุบัน 2

การยกระดับ อสม. และระบบปฐมภูมิสู่อนาคต

พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้มีการพัฒนาอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้เป็นมากกว่าผู้ช่วยเดินตามแพทย์ แต่เป็น "ผู้เชี่ยวชาญการดูแลผู้สูงอายุ" และผู้ช่วยสาธารณสุขที่มีความรู้เฉพาะด้าน 12 นโยบายหลักประกอบด้วย:

  • ร่าง พ.ร.บ. อสม.: เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพ ประกันค่าป่วยการ และจัดสวัสดิการที่ยั่งยืนผ่านกองทุนสวัสดิการ อสม. โดยมีเป้าหมายยกระดับ อสม. ให้ได้ 10,000 รายแรกสู่ระดับผู้เชี่ยวชาญภายในปี 2569.12

  • การบริหารด้วย AI: นำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการบริหารจัดการ คน-งาน-เงิน และข้อมูลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ เพื่อให้การตัดสินใจด้านนโยบายสอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่.12

  • 30 บาทรักษาทุกที่ และฟอกไตฟรี: พรรคยังคงสานต่อนโยบายการรักษาฟรีด้วยบัตรประชาชนใบเดียว และขยายบริการ "ฟอกไตฟรี" ให้ครอบคลุมทุกแห่งเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง.12

นโยบายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเชิงบูรณาการ

ความโดดเด่นของพรรคประชาธิปัตย์คือการมองว่า "สุขภาพดีเริ่มที่สิ่งแวดล้อม" พรรคจึงเสนอมาตรการที่เชื่อมโยงกับวิกฤตอากาศสะอาดและมลพิษ:

  • การจัดการสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ: เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน การลดการปล่อยคาร์บอนในหน่วยบริการสุขภาพ และการพัฒนาโรงพยาบาลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Hospitals).12

  • แรงจูงใจด้านภาษี: เสนอให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับบุคคลที่มีพฤติกรรมสุขภาพดี หรือองค์กรที่ส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเป็นการป้องกันโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เชิงรุก.12

  • สุขภาวะเด็กปฐมวัย: ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเด็กตั้งแต่ในครรภ์มารดา การส่งเสริมธาตุเหล็กและไอโอดีนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ และการสร้างสถานที่เล่นที่ปลอดภัยเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บของเด็ก.26

นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จึงมีลักษณะเป็น "ยุทธศาสตร์เชิงรับมือและป้องกัน" ที่มองไกลถึงคุณภาพชีวิตของคนรุ่นถัดไปผ่านการรักษาสมดุลระหว่างสุขภาพและสิ่งแวดล้อม 12

พรรคโอกาสใหม่: การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านสุขภาพประชากร

พรรคโอกาสใหม่นำเสนอมุมมองใหม่ที่เชื่อมโยงสาธารณสุขเข้ากับ "ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ" โดยมองว่าประชาชนที่แข็งแรงคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 27 พรรคนี้ชูนโยบาย "รีเซ็ตประเทศไทย" และเน้นการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการของกลุ่มคนที่ถูกละเลยในระบบเดิม เช่น แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ และแรงงานแพลตฟอร์ม (Gig Workers) 27

สุขภาพเพื่อการแข่งขันและแรงงานนอกระบบ

พรรคโอกาสใหม่เชื่อว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเริ่มจากทำให้ประชาชน "แข็งแรงพอที่จะทำงานได้" นโยบายจึงมุ่งเน้น:

  1. การคุ้มครองสุขภาพแรงงานแพลตฟอร์ม: จัดหาประกันสุขภาพและสวัสดิการที่สอดคล้องกับอาชีพที่ไม่มีนายจ้างแน่นอน เพื่อให้คนกลุ่มนี้มีความมั่นคงในชีวิต.27

  2. การยกระดับระบบราชการสาธารณสุข: ให้มีความโปร่งใส ปราศจากการทุจริต และใช้ระบบดิจิทัลมาลดขั้นตอนการบริการ เพื่อให้ประชาชนใช้เวลาในการรอคอยน้อยที่สุดและกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น.27

  3. นวัตกรรมหุ่นยนต์ทางการแพทย์: ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา (R&D) หุ่นยนต์สัญชาติไทยเพื่อช่วยในการบริการทางการแพทย์ เช่น หุ่นยนต์ส่งยาในโรงพยาบาลที่ทำงานได้ 24 ชั่วโมง และหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์.29

พรรคโอกาสใหม่นำเสนอภาพลักษณ์ของการเป็น "ทางเลือกใหม่" ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีและหลักธรรมาภิบาลมาแก้ปัญหารากลึกของระบบสาธารณสุข โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป็นเข็มทิศในการดำเนินนโยบาย 29

การวิเคราะห์เปรียบเทียบ: นโยบายไหนคือ "ความจริง" นโยบายไหนคือ "ขายฝัน"

จากการสำรวจนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ พบว่ามีการนำเสนอที่แตกต่างกันตามฐานเสียงและอุดมการณ์ของพรรค อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ทางการคลังคือตัวตัดสินสำคัญว่านโยบายเหล่านี้จะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ 2

พรรคการเมือง จุดเด่นเชิงนโยบาย ความเป็นไปได้ทางการคลังและข้อสังเกต
พรรคเพื่อไทย

ยกระดับ 30 บาทด้วย AI และ Medical Hub 3

เป็นไปได้สูงเพราะต่อยอดจากฐานเดิม แต่ต้องระวังปัญหาความเหลื่อมล้ำหากเน้นต่างชาติมากเกินไป 17

พรรคประชาชน

รวม 3 กองทุนสุขภาพและปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณ 2

มีความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว แต่มีแรงต้านทางการเมืองสูงมากจากการรวมสิทธิประโยชน์ 4

พรรคภูมิใจไทย

พยาบาลอาสา 1 หมู่บ้าน และสวัสดิการผู้สูงอายุถ้วนหน้า 10

ใช้งบประมาณสูงมาก (โดยเฉพาะค่าจ้างพยาบาล) จำเป็นต้องมีแหล่งรายได้ใหม่ที่ชัดเจน 10

พรรคประชาธิปัตย์

สิ่งแวดล้อมสุขภาพและระบบปฐมภูมิยั่งยืน 2

เน้นความยั่งยืนและใช้งบประมาณไม่สูงมาก แต่ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลลัพธ์สุขภาพที่ชัดเจน 12

พรรคโอกาสใหม่

สวัสดิการแรงงานนอกระบบและเทคโนโลยีหุ่นยนต์ 27

เป็นมิติใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการงบประมาณที่โปร่งใส 28

ประเด็นที่อาจถูกมองว่า "ขายฝัน" มากที่สุดคือการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรและสวัสดิการแบบถ้วนหน้าโดยไม่มีการระบุที่มาของเงินทุนอย่างชัดเจน ท่ามกลางวิกฤตงบประมาณที่โรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ขาดทุนอยู่แล้ว 7 หากพรรคการเมืองไม่สามารถ "รื้อระบบงบประมาณ" หรือสร้าง "รายได้ใหม่" เข้ามาหมุนเวียนได้จริง นโยบายเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระทางการคลังที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว 4

สรุปและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: สู่ระบบสาธารณสุขที่ยั่งยืนในปี 2569

การเลือกตั้งในปี 2569 จะเป็นบททดสอบสำคัญของพรรคการเมืองไทยในการตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในสังคมสูงวัย นโยบายสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพไม่ควรเน้นเพียงการ "ให้" สวัสดิการที่มากขึ้น แต่ต้องเน้นการ "ปรับ" โครงสร้างระบบให้ทันสมัยและยั่งยืน 2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่รวบรวมได้จากมุมมองของนักวิชาการและข้อมูลสถานการณ์จริงมีดังนี้:

  1. การบูรณาการข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ (Digital Health Transformation): ทุกพรรคควรให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงฐานข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและ Telemedicine จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มการเข้าถึงบริการในพื้นที่ห่างไกล.3

  2. ความเท่าเทียมและยั่งยืนระหว่างกองทุน: การมีอยู่ของ 3 กองทุนที่มีความแตกต่างกันมากเกินไปคืออุปสรรคต่อความเท่าเทียม พรรคการเมืองต้องมีความกล้าหาญในการปฏิรูปเพื่อให้เกิดมาตรฐานการรักษาขั้นต่ำที่เป็นหนึ่งเดียว (Single Standard of Care) โดยอาจใช้ "โมเดลขนมชั้น" เพื่อลดผลกระทบในระยะเปลี่ยนผ่าน.4

  3. การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกและปัจจัยกำหนดสุขภาพ: ปัญหาสุขภาพไม่ได้จบที่โรงพยาบาล นโยบายที่มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม อากาศสะอาด และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพผ่านแรงจูงใจทางภาษี จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้จริงมากกว่าการเพิ่มจำนวนเตียงโรงพยาบาล.2

  4. ความยั่งยืนทางการคลังและการร่วมจ่าย (Sustainable Financing): พรรคการเมืองต้องสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับภาระงบประมาณ การจัดหาแหล่งรายได้ใหม่จากภาษีสุขภาพ หรือการพัฒนาระบบร่วมจ่ายสำหรับกลุ่มผู้มีกำลังจ่าย เพื่อรักษาเสถียรภาพของกองทุนบัตรทองให้สามารถดูแลกลุ่มเปราะบางได้อย่างยั่งยืน.4

บทความวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า นโยบายสาธารณสุขในปี 2569 ก้าวพ้นจากเรื่องของ "บัตรทอง" ไปสู่เรื่องของ "ระบบนิเวศสุขภาพ" ที่รวมเอาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน พรรคการเมืองที่สามารถนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมและมีที่มาของงบประมาณที่น่าเชื่อถือ จะเป็นพรรคที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในการนำพาประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสง่างามและมีความมั่นคง 2

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง