วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569 19:43 น.

การเมือง

เปิดภูมิทัศน์เลือกตั้ง 2569  ศึกสามขั้ว ชนกันบนสมรภูมิ AI–นิติสงคราม–พลังเงียบ

วันพฤหัสบดี ที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.36 น.

วิเคราะห์ยุทธศาสตร์สื่อสารการเมือง พรรคการเมือง เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้ลงคะแนนเสียง ก่อนวันชี้ชะตา 8 กุมภาพันธ์ 

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ถูกจับตาในฐานะ “หมุดหมายทางประวัติศาสตร์” ของการเมืองไทย หลังประเทศเผชิญความผันผวนต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลถึง 3 คนภายในเวลาเพียง 2 ปี ท่ามกลางวิกฤตซ้อนวิกฤตด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง

การเลือกตั้งครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกหลังสิ้นสุดบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เปิดทางให้วุฒิสภามีบทบาทเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ในทางทฤษฎี “เจตจำนงของประชาชน” ควรถูกสะท้อนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับต้องเผชิญกับบริบทการเมืองที่ซับซ้อน ทั้งนิติสงคราม การใช้อำนาจรัฐ และบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนโฉมการหาเสียงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

การเมืองไทยจากสองขั้ว สู่โครงสร้าง “สามก๊ก”

นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 ได้ทำลายกรอบคิดการเมืองแบบสองขั้วอย่างสิ้นเชิง และก่อรูปโครงสร้างอำนาจแบบ “สามขั้ว” อย่างชัดเจน ได้แก่

ขั้วก้าวหน้าเชิงโครงสร้าง นำโดยพรรคประชาชน ที่ยึดแนวทางปฏิรูปเชิงระบบและรัฐสวัสดิการ

ขั้วอนุรักษนิยมใหม่สายปฏิบัติ นำโดยพรรคภูมิใจไทย ซึ่งผงาดขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล พร้อมวาทกรรมความมั่นคงและชาตินิยม

ขั้วจารีตประชานิยม พรรคเพื่อไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตอัตลักษณ์และเร่งรีแบรนด์ตัวเองเพื่อรักษาฐานเสียงเดิม

การยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกมองว่าเป็นหมากเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อชิงความได้เปรียบก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และอาศัยกระแสชาตินิยมจากกรณีพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา เป็นแรงส่งเข้าสู่สนามเลือกตั้ง

ประชามติแก้รัฐธรรมนูญ: เกมซ้อนเกม

ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการจัดให้มีการลงประชามติเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควบคู่กัน ซึ่งแต่ละพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์แตกต่างกัน พรรคประชาชนมองเป็นโอกาสระดมพลังคนรุ่นใหม่ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมถูกมองว่ายังควบคุมกรอบกระบวนการไว้เพื่อจำกัดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

ยุทธศาสตร์รายพรรค: จากชาตินิยมถึง AI Economy

พรรคภูมิใจไทยวางตำแหน่งจาก “ผู้คุมเกม” สู่ “ผู้นำชาติ” ด้วยการผสมผสานชาตินิยม ความมั่นคง และประชานิยมที่จับต้องได้ เช่น การรื้อฟื้นโครงการคนละครึ่ง การลดค่าครองชีพ และการใช้เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างเข้มข้น

ด้านพรรคเพื่อไทย พยายามกอบกู้ความเชื่อมั่นผ่านนโยบาย “Medical Economy” และการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสายเทคโนแครต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ท่ามกลางความท้าทายจากข้อครหาเดิมและการแข่งขันในพื้นที่อีสาน–เหนือ

ขณะที่พรรคประชาชนยังยึดแนวทางอุดมการณ์ เน้นเศรษฐกิจแห่งอนาคต การยกระดับแรงงานด้วย AI การทลายทุนผูกขาด และรัฐสวัสดิการ พร้อมรับมือกับสงครามข้อมูลข่าวสารและข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็น “เพดานทางการเมือง” สำคัญ

เลือกตั้งยุค AI : สมรภูมิข้อมูลและข่าวลวง

การเลือกตั้ง 2569 ถูกขนานนามว่าอาจเป็น “การเลือกตั้งยุค AI อย่างแท้จริง” ของไทย ภูมิทัศน์สื่อแตกตัวเป็นกลุ่มย่อยตามความสนใจ พรรคการเมืองต้องใช้ Big Data และ Micro-targeting เพื่อสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญภัยคุกคามจาก Deepfake และปฏิบัติการ IO ที่อาจบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน

หน่วยงานรัฐอย่าง กกต. และ DSI เริ่มนำ AI มาใช้ทั้งในการกำกับดูแลสื่อหาเสียงและตรวจสอบการทุจริต ซึ่งถูกมองว่าเป็นพัฒนาการด้านความโปร่งใส แม้ยังตามไม่ทันความเร็วของการแพร่กระจายข้อมูลเท็จ

ปริศนา “พลังเงียบ” ตัวแปรชี้ขาด

ผลสำรวจหลายสำนักสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนสูงกว่า 40% นับเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของการเลือกตั้งครั้งนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ปัจจัยปากท้องและเศรษฐกิจยังคงเป็นแรงจูงใจหลัก เหนือกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง

ฉากทัศน์หลังเลือกตั้ง

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า ผลการเลือกตั้งอาจนำไปสู่ 3 ฉากทัศน์หลัก ได้แก่ รัฐบาลผสมขั้วอนุรักษนิยมใหม่ การทะลุเพดานของขั้วก้าวหน้า หรือภาวะชะงักงันทางการเมือง หากผลเลือกตั้งสูสีและเกิดข้อพิพาทด้านความชอบธรรม

ดังนั้น การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ใช่เพียงการเลือกผู้แทน แต่คือสนามประลองของเทคโนโลยี อำนาจเก่า และพลังใหม่ ซึ่งจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยในทศวรรษต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง