วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569 02:16 น.

การเมือง

ชำแหละนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2569 ด้วยกรอบงานวิจัย ชี้ประชานิยมบดบังหลักฐาน 

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.42 น.

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้เป็นเพียงศึกชิงอำนาจทางการเมือง แต่กำลังถูกจับตามองในฐานะ “บททดสอบคุณภาพนโยบายสาธารณะ” ท่ามกลางความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งชายแดน และบทบาทองค์กรอิสระที่ส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล

ล่าสุดมีการเผยแพร่บทวิเคราะห์เชิงวิชาการที่ประเมินนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองหลัก ผ่านกรอบ “ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์” สะท้อนภาพชัดว่า การเมืองไทยยังเผชิญปัญหานโยบายที่ขาดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ

รายงานดังกล่าวมองว่า การนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองควรถูกเปรียบเทียบกับ “ข้อเสนอโครงการวิจัย” ที่ต้องระบุปัญหาอย่างแม่นยำ มีหลักฐานรองรับ ตั้งสมมติฐานที่สมเหตุสมผล และออกแบบวิธีดำเนินการที่สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายจำนวนมากกลับถูกขับเคลื่อนด้วยวาทกรรมการตลาดทางการเมืองและประชานิยม มากกว่าหลัก Evidence-Based Policy Making (EBPM)

เพื่อไทย: สมมติฐานเศรษฐกิจที่สั่นคลอน

การวิเคราะห์กรณีพรรคเพื่อไทยชี้ว่า นโยบายเรือธงอย่างดิจิทัลวอลเล็ตสะท้อนปัญหาเชิงระเบียบวิธีอย่างชัดเจน โดยสมมติฐานเรื่อง “พายุหมุนทางเศรษฐกิจ” ถูกตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผล เนื่องจากขัดแย้งกับงานวิจัยของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒน์ที่ประเมินตัวทวีคูณทางการคลังของการแจกเงินต่ำกว่า 1

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายและรูปแบบโครงการหลายครั้ง ถูกมองว่าเป็นการขาดความเที่ยงตรงของสมมติฐาน ขณะที่นโยบายซอฟต์พาวเวอร์และสลากรายวันก็ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการถ่ายโอนโมเดลจากต่างประเทศโดยไม่คำนึงถึงบริบทไทย และขาดการประเมินผลกระทบทางสังคมอย่างรอบด้าน

พรรคประชาชน: ทฤษฎีแข็งแรง แต่ติดด่านการเมืองจริง

ในมุมของพรรคประชาชน รายงานระบุว่ามีน้ำหนักทางวิชาการสูงกว่าพรรคอื่น โดยเฉพาะนโยบายกระจายอำนาจและสุราก้าวหน้า ที่อ้างอิงกรณีศึกษาจากต่างประเทศและทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การแข่งขันอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนสำคัญคือ “ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ” เนื่องจากต้องเผชิญแรงต้านจากระบบราชการ โครงสร้างอำนาจเดิม และกลไกองค์กรอิสระ ซึ่งอาจทำให้นโยบายที่ถูกต้องทางทฤษฎีล้มเหลวในทางปฏิบัติ

ภูมิใจไทย: บทเรียนกัญชาเสรีกับการทดลองที่หลุดการควบคุม

กรณีพรรคภูมิใจไทยถูกยกเป็นตัวอย่างของความเสี่ยงจากการทดลองนโยบายโดยขาดการควบคุมตัวแปร นโยบายกัญชาเสรีซึ่งตั้งต้นจากสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและการแพทย์ กลับก่อให้เกิดผลกระทบด้านสาธารณสุขและตลาดล้นเกินตามข้อมูลเชิงประจักษ์ในช่วงปี 2566–2568 แม้พรรคจะพยายามปรับจุดยืนเป็น “กัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้น” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่รายงานมองว่าเป็นการจำกัดขอบเขตหลังความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว

ตัวแปรแทรกซ้อน: เศรษฐกิจโลก–ชายแดน–ศาล

รายงานยังชี้ว่า การประเมินนโยบายหาเสียงปี 2569 ต้องคำนึงถึงตัวแปรนอกเหนือการควบคุม ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา สงครามการค้าและกำแพงภาษีสหรัฐฯ รวมถึงบทบาทศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย” ที่สามารถหยุดนโยบายได้ทันที ส่งผลให้ความเป็นไปได้ของนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้าง มีความไม่แน่นอนสูง

ข้อเสนอ: แข่งกันด้วย “ระเบียบวิธี” ไม่ใช่วาทกรรม

บทสรุปของการวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตทางปัญญาในการกำหนดนโยบาย” โดยเสนอให้พรรคการเมืองยกระดับคุณภาพนโยบายผ่านการทำโครงการนำร่อง (Sandbox/Pilot Study) ก่อนขยายผลระดับชาติ การจัดตั้งหน่วยงานประเมินงบประมาณอิสระ และการบังคับใช้การประเมินผลกระทบทางสังคมในนโยบายอ่อนไหว

ท้ายที่สุด รายงานชี้ว่า การเลือกตั้งปี 2569 ควรเป็นการแข่งขันกันด้วยความสมเหตุสมผลทางวิทยาศาสตร์และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ มากกว่าการช่วงชิงพื้นที่สื่อด้วยคำสัญญาที่ยังพิสูจน์ไม่ได้.
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง