วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 04:02 น.

การเมือง

ดีเอสไอถกอัยการคดี “ฮั้ว สว.” สั่งสอบเพิ่มครบ 7 กลุ่ม เร่งรวบรวมพยานการเงิน–คำไต่สวน กกต.

วันพุธ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

เมื่อวันที่  25 กุมภาพันธ์  2569  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีการประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ครั้งที่ 2/2569 (ครั้งที่ 6) เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกกล่าวหาเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (1) หรือที่เรียกกันว่า “คดีฮั้ว สว.”

ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ส่งให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม อัยการได้มีหนังสือส่งสำนวนกลับ โดยเห็นว่าการสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 และกำหนดประเด็นให้สอบสวนเพิ่มเติม

อัยการชี้เป็นคดีขบวนการใหญ่ เชื่อมโยงกว่า 1,200 คน

อัยการให้เหตุผลว่า คดีนี้มีลักษณะเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ แบ่งเป็น 7 กลุ่ม มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน และมีเงินหมุนเวียนกว่า 300 ล้านบาท ผู้ต้องหา 8 รายที่ถูกส่งฟ้องจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงข่าย ไม่อาจแยกดำเนินคดีเฉพาะบางบุคคลได้ จำเป็นต้องสอบสวนให้ครอบคลุมทั้งระบบ

ประเด็นที่อัยการสั่งให้ดำเนินการเพิ่มเติม ได้แก่

จัดทำสำนวนใหม่รวมผู้ต้องหา 8 ราย เข้ากับผู้ร่วมขบวนการทั้ง 7 กลุ่ม

นำพยานหลักฐานจากสำนวนไต่สวนของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในความผิดตามมาตรา 77 (1) มาประกอบ

รวบรวมเอกสารการเปิดบัญชีและความเคลื่อนไหวทางการเงินของเครือข่ายทั้งหมด

สอบสวนเพิ่มเติมตามคำร้องขอความเป็นธรรมของกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาสำรอง

หลายฝ่ายร้องขอความเป็นธรรม-เร่งรัดคดี

ที่ประชุมยังรับทราบหนังสือร้องเรียนจากหลายฝ่าย โดยคณะตัวแทนสมาชิกวุฒิสภาสำรองระบุว่ามีพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงผู้บริหารพรรคการเมืองและผู้เกี่ยวข้องรวม 91 ราย รวมถึงสมาชิกวุฒิสภาอีก 138 ราย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการแจ้งข้อกล่าวหาเพียง 8 รายอาจไม่ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงขอให้สอบสวนพยานทุกปาก และนำหลักฐานจาก กกต. รวมถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาประกอบอย่างครบถ้วน

ขณะเดียวกัน มีหนังสือจากอีกฝ่ายเรียกร้องให้ดีเอสไอเร่งรัดดำเนินคดีในความผิดฐานอั้งยี่และฟอกเงิน โดยเห็นว่าคดีอาจมีความล่าช้า และควรดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง

ด้าน ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม โดยเห็นว่าความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งเป็นอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กกต. และขอให้ดีเอสไอชะลอการส่งสำนวนจนกว่า กกต. จะมีคำวินิจฉัยสิ้นสุด เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหา

ดีเอสไอเลือกแนวทางสอบเพิ่มครบ 7 กลุ่ม

ในวาระการพิจารณา ที่ประชุมเห็นว่ามี 2 แนวทาง คือ ทำหนังสือยืนยันว่าพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว หรือดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามที่อัยการสั่ง โดยที่ประชุมมีมติเห็นพ้องให้สอบสวนเพิ่มเติมให้ครบทั้ง 7 กลุ่ม ตามแนวทางของอัยการ

ความคืบหน้าล่าสุด ดีเอสไอได้ทำหนังสือถึง กกต. เพื่อขอข้อมูลสำนวนไต่สวน แต่ กกต. แจ้งว่ายังไม่สามารถเปิดเผยสำนวนได้ เนื่องจากการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ และเป็นคดีสำคัญที่ประชาชนให้ความสนใจ อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ ดีเอสไอยังมีหนังสือถึง ปปง. เพื่อขอข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบกลับ รวมถึงได้ขอข้อมูลรายชื่อผู้ช่วย สว. จากรัฐสภา แต่ถูกปฏิเสธการให้ข้อมูลในชั้นนี้

นัดผู้ร้องแจงประเด็น–จัดทำบัญชีพยานสำคัญ

ที่ประชุมจึงมีมติให้ฝ่ายเลขานุการจัดทำบัญชีรายชื่อพยานสำคัญทั้ง 7 กลุ่ม พร้อมร่างหนังสือติดตามการขอพยานหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนัดหมายผู้ร้องเรียนแต่ละฝ่ายมาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อระบุประเด็นและบุคคลที่ต้องการให้สอบสวนอย่างชัดเจน

อัยการร่วมสอบสวนยังให้ข้อสังเกตว่า แม้คดีจะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง แต่ลักษณะคดีพิเศษไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามแนวทางคดีเลือกตั้งโดยตรง เพียงแต่ควรนำคำไต่สวนของ กกต. และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบเป็นพยานหลักฐานในสำนวน

โดยสรุป คดี “ฮั้ว สว.” ยังอยู่ระหว่างการขยายผลสอบสวนในระดับเครือข่ายขนาดใหญ่ ดีเอสไอจะต้องเร่งรวบรวมพยานบุคคลและพยานเอกสารด้านการเงิน ประสานข้อมูลกับ กกต. และ ปปง. ให้ครบถ้วน ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการอีกครั้ง ท่ามกลางแรงกดดันทั้งจากฝ่ายที่เรียกร้องให้เร่งรัดคดี และฝ่ายที่ขอให้ชะลอเพื่อรอคำวินิจฉัยจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญต่อไป
 

หน้าแรก » การเมือง