วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569 15:56 น.

การเมือง

“อรรถวิชช์” ชี้ช่องโหว่ พ.ร.บ.ลดโลกร้อน-บริหารซับซ้อนไร้อำนาจเบ็ดเสร็จ แนะสภาฯ ทบทวนตั้ง กมธ.วิสามัญ หวั่นไทยเสียเปรียบการค้าโลก

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.27 น.

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569  ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวอภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 7 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยตั้งข้อสังเกตต่อ “ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ....” ว่ามีความซับซ้อน และยังมีช่องว่างที่อาจกระทบศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
.
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่าเนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีความซับซ้อนเกินไป อีกทั้งยังไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ โดยได้ยกตัวอย่างมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของสหภาพยุโรป ที่จัดเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า โดยชี้ว่าผลิตภัณฑ์เดียวกัน เช่น กระป๋องอลูมิเนียม หากผลิตในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาดจะเสียภาษีน้อยกว่าประเทศที่ใช้พลังงานผสมอย่างไทย ส่งผลให้สินค้าไทยมีต้นทุนสูงขึ้นในตลาดโลก
 
นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวถึงความซับซ้อนเชิงโครงสร้างของกฎหมาย โดยเฉพาะการจัดการ “ภาษีคาร์บอน” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ขณะที่หน่วยงานใหม่อย่าง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อาจไม่มีอำนาจหรือศักยภาพเพียงพอในการบูรณาการข้ามกระทรวง
 
ขณะที่การซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตแบบ Over-the-counter ดร.อรรถวิชช์ กล่าวว่าต้องใช้ RECs (Renewable Energy Certificates) หรือใบรับรองการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป ขณะที่ไทยยังขาดความเข้าใจในโครงสร้างตลาด RECs ที่เป็นมาตรฐานสากล 
 
ดร.อรรถวิชช์ ยังกล่าวอีกว่าในองค์กรใหญ่ๆ เช่น บริษัทมหาชนจะใช้ตัวชี้วัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเกณฑ์สำคัญ โดยแบ่งเป็น 3 Scope รวมกันเป็นคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่น โรงแรมขนาดใหญ่ในไทย หากไม่ได้การรับรองเป็น “Green Hotel” อาจสูญเสียลูกค้าต่างชาติ เนื่องจากกระทบต่อคะแนนของบริษัทคู่ค้าในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ทั้งวิปฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวงและมีความซับซ้อนสูง หากไม่ดำเนินการอย่างรอบคอบ อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการแข่งขันระหว่างประเทศ พร้อมเสนอว่า หากไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ควรให้คณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระหลัก เพื่อป้องกันการสูญเสียศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในเวทีโลก
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง