วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 22:34 น.

การเมือง

ผ่าทางตันกฎหมายไทย  "อภิสิทธิ์" ชู "นวัตกรรมกฎหมาย" ปลดล็อกประเทศ เสนอตั้ง กมธ. วิสามัญ ทลายกำแพงระเบียบที่ล้าสมัย 

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569  ที่รัฐสภา   นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายและสรุปญัตติ เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการปฏิรูปกฎหมาย ปรับปรุงยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยและระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้ทันสู่ยุคสมัยปัจจุบัน 

ว่า เรื่องการปฏิรูปกฎหมาย การปรับปรุงยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยนั้น ได้กลายเป็นประเด็นที่เราถกเถียงกันมาในสังคม ประมาณ 10 ปีแล้ว ตนเฝ้าตามเรื่องนี้ในช่วงที่ไม่ได้มีโอกาสมาทำงานในสภาแห่งนี้ แต่ทราบดีว่านับวันมันกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคม ดังที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมาเป็นระยะเวลาประมาณวันครึ่ง เริ่มตั้งแต่การเป็นภาระสำหรับประชาชน สำหรับธุรกิจ ผู้ประกอบการ ที่กลายเป็นต้นทุน เป็นอุปสรรคต่อการสร้างธุรกิจใหม่ หาทำมาหาเลี้ยงให้กับชีวิตของตนเอง

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า เมื่อสิ่งเหล่านี้สะสม กลายเป็นปัญหาของประเทศด้วย ถ้าคุยกับบรรดานักลงทุน ทั้งคนไทย ทั้งต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แล้วถามว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเกือบทุกด้าน อะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจไม่มาลงทุนในไทย  จะพบว่าคำตอบที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือกฎหมายที่ล้าสมัย กฎหมายที่เป็นภาระเกินเหตุ กฎหมายที่ไม่มีความโปร่งใส ไม่บังคับใช้อย่างที่เขาสามารถที่จะมีความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจได้ และแน่นอน ตรงนี้ก็กลายเป็นเงื่อนไขของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการแสวงหาผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยิ่งไปกว่านั้นจะเห็นว่าต้นทุนหรือปัญหาที่สร้างขึ้น  สำหรับผู้ด้อยโอกาส คนยากคนจน และหลายกลุ่มที่มีความเสียเปรียบในสังคม ก็ทำให้เกิดการตอกย้ำสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย  ฉะนั้นวันนี้ ตนไม่พูดเพิ่มเติม ในเรื่องของความสำคัญของปัญหานี้ หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจากปัญหานี้ และทำไมการแก้ปัญหานี้ จึงเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศไทย

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่ประเด็นที่เราต้องถกกันให้มาก และก็เสียดายว่า เรายังไม่มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันเรื่องนี้มากเท่าที่ควรก็คือ ทำไมทั้ง ๆ ที่ปัญหานี้เป็นที่รับรู้ เป็นที่สนใจ ถึงขนาดรัฐบาลไทยไปจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศเพื่อมาศึกษา ให้ข้อมูลอะไรทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวงที่เราอ้างอิงกันถึงทุกวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ความคืบหน้ามีน้อยมาก  เช่น ปัญหาที่ว่าหลายครั้งการทำงานที่เรายังใช้ระบบที่ให้หน่วยงานเจ้าของเรื่อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้เสนอการเปลี่ยนแปลงนั้น เป็นวิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าเดินไม่ได้ เช่น เราออกกฎหมายอำนวยความสะดวกมาครั้งแรก เราต้องการให้หน่วยงานต่าง ๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการในการบริการประชาชน ในการให้ใบอนุญาต การอนุมัติ การบริการประชาชนทั่วไป แต่พอกฎหมายออกมา รัฐบาลก็ให้แต่ละหน่วยงานไปเขียนประกาศออกข้อบังคับตามกฎหมายใหม่ ซึ่งในที่สุดหลายหน่วยงานก็เพียงไปเขียนให้สอดรับกับสิ่งที่ทำอยู่เดิม  แต่ให้ถูกต้องตามกฎหมายใหม่ ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“หรือบางเรื่องที่เพื่อนสมาชิกพูด เช่น เราอุตส่าห์มีกฎหมายหลายฉบับมาแล้ว ที่รับรองพฤติกรรมหรือการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในชีวิตจริงพวกเราทุกคนก็ยังต้องทำสำเนาบัตรประชาชน เซ็นรับรอง หรือหลายเรื่อง แม้กระทั่ง  การมาเป็น ส.ส. ตั้งแต่สมัครรับเลือกตั้ง จนยื่นบัญชีทรัพย์สิน ก็ต้องอยู่บนกองกระดาษเหมือนเดิม” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เราอาจจะพูดถึงการขาดเจตจำนง หรือเจตนารมณ์ทางการเมือง หรือเราอาจจะพูดถึงว่า หน่วยงานบางหน่วย เราคิดว่าเขาหวงอำนาจหรือไม่ แต่ในที่สุดเราต้องคิดค้นที่จะทะลุทะลวงปัญหาเหล่านี้ไปได้ ซึ่งต้องอาศัยเรื่องของนวัตกรรมทางกฎหมาย

“พรุ่งนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าสภาแห่งนี้กับวุฒิสภา จะยืนยันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวก ซึ่งเป็นอีกความพยายามหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ โดยการใช้แนวคิดที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Super License คือต่อจากนี้ไป บางกิจการ รัฐบาลสามารถไปตราพระราชกฤษฎีกากำหนดได้ว่า ให้ขอใบอนุญาตหลักเพียงใบเดียว แล้วถือว่าได้ใบอนุญาตรองด้วยความคิดดี แต่ถ้าถามผมว่า ผมมั่นใจไหมว่านี่จะเป็นวิธีการที่สามารถแก้ปัญหาได้ในที่สุด ต้องกราบเรียนว่ายังไม่มั่นใจ เพราะเชื่อเลยว่าปัญหาแรกที่จะเกิดขึ้นก็คือ เมื่อจะมีความพยายามในการกำหนดใบอนุญาตหลักให้กับบางกิจการเนี่ย สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือหน่วยงานทั้งหลายก็จะเถียงกันครับว่า ใครจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตหลัก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า และสิ่งที่ตามมาคือ คนที่ออกใบอนุญาตรอง หรือใบอนุญาตเดิม ปัจจุบันกลายเป็นใบอนุญาตรอง ก็จะถามว่าใครจะไปพิจารณา และสุดท้ายเมื่อเขาไม่ได้มีส่วนในการอนุญาต เกิดปัญหาขึ้นจากการอนุญาตนั้น ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ 

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเน้นย้ำว่า  คำว่า “นวัตกรรมทางกฎหมาย” ต้องไปที่รากของปัญหา ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่ 2 ประเด็น ที่อยู่ในระบบ  ประเด็นแรก คือ เรามักจะพูดถึงรัฐบาล เปรียบเสมือนเป็นหน่วยงาน หน่วยงานเดียว แต่ระบบกฎหมายของเราเนี่ย คนที่เป็นนิติบุคคล คือ กรม กฎหมายก็จะอิงอยู่กับความเป็นนิติบุคคลของกรม  “ดังนั้นการที่บางครั้งเราไปต่อว่าว่าหน่วยงานราชการเขาหวงอำนาจหรืออะไร เขาเพียงแค่ทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะเขาคือผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย เขาไม่มีทางเลือกอื่น ตราบเท่าที่เรายังยึดโครงสร้างแบบนี้” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

 หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือกฎหมายที่เราสะสมกันมานั้น ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ กฎหมายหลังประมาณปี 2540 เป็นต้นมา เขียนทุกอย่างไว้ละเอียดในพระราชบัญญัติ กลายเป็นกฎหมายที่ล้าสมัยจริง ๆ สมัยก่อนเขาจะเขียนหลักการอำนาจการอนุญาตไว้เพียงมาตราเดียว แล้วสุดท้ายไปให้ออกกฎหมายลำดับรอง ซึ่งแก้ง่าย คล่องตัว แต่นับตั้งแต่ประมาณปี 40 เป็นต้นมากระบวนการรายละเอียดเกี่ยวกับการอนุญาตทั้งหมด ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติ และผูกมัดหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินั้น “นี่คือปัญหาข้อที่ 1 ที่เราต้องทะลุทะลวงว่า จะทำอย่างไรกับสภาพการแยกส่วนของรัฐ ตามการเป็นนิติบุคคลแบบนี้"

 ประการที่สอง คือ ปัญหาอยู่ที่กระบวนการของสภา วันนี้สมาชิกสภาฯก็มักจะใช้ตัวเลขกลมๆ ว่าเราอยากจะแก้กฎหมายสักหนึ่งฉบับ เราใช้เวลา 2 ปี   เอาเฉพาะประเด็นที่สมาชิกฯหยิบกฎหมายเรื่องนั้นเรื่องนี้มา จะเป็นรถตู้ จะเป็นกฎหมายการพนัน จะเป็นกฎหมายป่าไม้ ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องการอนุมัติอนุญาต  ต่อให้เรามีร่างที่จะแก้ไขสำเร็จรูปอยู่ในมือ ในทุกปัญหาที่สมาชิกฯพูดมา  คิดไหมว่าสภาชุดนี้ จะสามารถผ่านให้ได้หมดในอายุของสภา   

“ สิ่งที่ผมคาดหวังจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ ซึ่งผมขออาสาตัวเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย คือเราต้องคิดนวัตกรรมในเชิงของการออกกฎหมาย ที่พวกเราในฐานะผู้แทนของประชาชน ต้องยอมสละอำนาจบางอย่าง เพื่อมอบให้ฝ่ายบริหารสามารถดำเนินการได้แบบคล่องตัว” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะต้องมีกฎหมายที่เพียงบอกว่า ต่อไปนี้เราจะอนุญาตให้ฝ่ายบริหาร ไปเปลี่ยนการอนุญาตเป็นเพียงแค่การขอจดแจ้ง แปลว่ากฎหมายฉบับใดเขียน “อนุญาต” เรามอบอำนาจฝ่ายบริหารว่าเปลี่ยนเป็น “จดแจ้ง”ได้ ถ้าเข้าเงื่อนไขบางประการที่เราระบุในกฎหมาย  “อย่างนี้เราก็ไม่ต้องไล่แก้กฎหมายทีละฉบับ เปลี่ยนคำว่าอนุญาตเป็นจดแจ้ง”นายอภิสิทธิ์ กล่าวและว่าแต่แน่นอน ปัญหาก็จะเกิดการถกเถียงว่าทำเช่นนี้ เส้นแบ่งอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติถูกละเมิดหรือไม่ ในแง่ของหลักการของประชาธิปไตย 
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กฎหมายที่จะเข้าสภาในวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค. 2569 ) จะมีมาตรา 21 เป็นต้นไป  ที่จะทดลอง เขาบอกว่ากรณีที่จะมีการไปออกใบอนุญาตหลัก ใบอนุญาตรอง และการกำหนดเงื่อนไข หรือการยืดอายุการอนุญาตบางอย่าง ให้รัฐบาลคือฝ่ายบริหารไปออกพระราชกฤษฎีกาได้ แต่พระราชกฤษฎีกานั้นก่อนที่จะถือว่าได้รับการอนุมัติ ต้องส่งมาที่สภา ให้เวลาสภา 60 วัน ถ้าไม่ท้วงติงจึงจะดำเนินการได้
 
“ผมยังไม่ทราบว่าในทางปฏิบัติ เราจะมีข้อบังคับของสภารองรับหรือไม่ แต่นี่คือลักษณะของกฎหมายที่เราต้องการ ถึงจะแก้ปัญหาทะลุทะลวงสิ่งที่เราพูดมาในช่วง 2 วันของการประชุมในเรื่องนี้ เพราะไม่มีทางเลยที่เราจะใช้กระบวนการแบบเดิม และสามารถแก้ปัญหานี้ได้ทัน ยังไม่นับว่าทุกวันที่ผ่านไป ทุกเดือนที่ผ่านไป ทุกปีที่ผ่านไป ก็จะมีลักษณะของความไม่สอดคล้องกับยุคสมัยของกฎหมายเพิ่มเติมเข้ามาอีก มากกว่าประเด็นที่พวกเราพูดกันในวันนี้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวสรุปว่า จึงอยากให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไม่ใช่ไปศึกษาข้อมูลถึงสภาพปัญหาความจำเป็นอะไรอีกต่อไปแล้ว แต่เน้นไปที่วิธีการที่จะแตกต่างจากเดิม ที่เราจะทะลุทะลวงปัญหานี้ และใช้กรรมาธิการแห่งนี้เป็นกลไกในการแสดงเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติร่วมกัน ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน “ซึ่งผมอยู่ฝ่ายค้านนะครับ ในการที่บอกว่าถึงเวลาหรือยังที่ในบางเรื่อง เราต้องยอมแล้วให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจมากขึ้น ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติต่อไป กราบขอบพระคุณครับ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง