วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 01:32 น.

การเมือง

“เท้ง” เมินขอโทษ “สว.” ประเด็น “ระบอบสีน้ำเงิน” อ้างพูดตามความจริงไม่สนถูกดำเนินคดี เผย ปชน. ยื่น 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ

วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569   เวลา 13.20 น.   ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และสส.พรรคภูมิใจไทย โต้กลับเรื่องระบอบสีน้ำเงินว่าเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม และเป็นการสร้างความแตกแยก ว่า ตนมองว่าโจทย์สำคัญ ของประเทศขณะนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบการถ่วงดุลที่ดี เรื่องการทุจริตของประเทศก็มีความยึดโยงกับคนมีอำนาจรัฐ ชนชั้นนำ และคนส่วนน้อยของสังคม ซึ่งเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร โดยรัฐธรรมนูญปี 60 ก็มีช่องโหว่ และช่องว่าง เช่น กระบวนการเลือกได้มาซึ่งสว. ที่สังคมตั้งคำถามและมีหลักฐานแน่นหนา แต่เรายังต้องมานั่งกังวล ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป่าคดีนี้หรือไม่  โดยตนพยายามจะสื่อสารเรื่องระบอบสีน้ำเงิน เพื่อต้องการทำให้สังคมเห็นว่า ระบอบการปกครองในบ้านเราทุกวันนี้อาจจะไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างที่เราพูดกัน เป็นระบอบที่สีน้ำเงินหรือกลุ่มก้อนการเมืองประเทศหนึ่งกำลังกินรวบประเทศ ทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่าสุดท้ายแล้วในเรื่องการทำรัฐธรรมนูญ ก็ต้องผ่านการทำประชามติของประชาชนอยู่ดี จึงอยากให้ประชาชนเห็นว่าสุดท้ายแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีที่มาที่ไปขององค์กรอิสระ และสว. รวมถึงระบบตรวจสอบสมดุลเป็นอย่างไร หากขัดหรือแย้งกับระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง พวกตนก็พร้อมที่จะรณรงค์ให้ประชาชนไม่ผ่านประชามติ แต่หากกลับกันขั้นตอนในรัฐสภา ทุกภาคส่วนสามารถผลักดันการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ออกมาดีมีความยึดโยงประชาชน ไม่ผูกขาด ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด หากเป็นจริงพวกเราก็พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนผ่านประชามติ
                              
เมื่อถูกถามว่า ยืนยันหรือไม่ว่าไม่ใช่เป็นการสร้างวาทกรรม แต่ระบอบสีน้ำเงินคือสิ่งที่สังคมประจักษ์เห็นได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนแต่ละคน จะใช้ความรู้สึกของตนเองในขณะนี้ ว่าสิ่งที่ตนสื่อสารออกไปสอดคล้องกับสิ่งที่ตัวเองประสบอยู่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ประกาศในหลายเวทีว่าพร้อมจะจัดการเด็ดขาดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริตคอรัปชัน แต่สิ่งที่เราเห็นคือภาคธุรกิจเอกชนกลับต้องจ่ายส่วนให้กับภาครัฐที่สูงขึ้น ดัชนีคอรัปชันสูงขึ้นทุกปี ต้องให้ประชาชนทุกคนช่วยกันตัดสินว่าสิ่งที่ตนสื่อสารไปสอดคล้องกับบริบทและข้อเท็จจริงกับประเทศเราหรือไม่   

เมื่อถามถึงกรณีที่นายภราดร ระบุว่าสำนึกบุญคุณพรรคส้ม ที่ทำให้พรรคน้ำเงินสามารถเติบโตได้ขนาดนี้ได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เราพิจารณาได้ว่าเป็นคำพูดที่ตอบโต้กันทางการเมือง เป็นคำพูดที่ใช้ทิ่มแทงกัน ตนก็ไม่อยากตอบโต้ด้วยคำพูดที่ไปทิ่มแทงกัน แต่อยากชวนทุกคนคิดว่าหากเห็นตรงกันว่าระบอบบ้านเราทุกวันนี้อยู่ภายใต้กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน ทางออกของประเทศที่แท้จริง ลำพังการเลือกตั้งอย่างเดียวคงไม่จบ ทางออกของประเทศที่แท้จริงคือต้องมีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง หนึ่งในนั้นคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยตาม MOA สิ่งสำคัญคือเราเอาประโยชน์ของประเทศเป็นตัวตั้งมากกว่าประโยชน์ของพรรค ถึงมีการทำข้อตกลง MOA เพราะต้องการเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ "ขณะนั้นก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าผลการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 จะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเช่นนี้เราก็ต้องยอมรับเสียงของประชาชนและเดินหน้าต่อ”
                      
เมื่อถามว่า สว. ได้มีการแถลงให้ขอโทษ และอาจจะมีการปรึกษาฝ่ายกฎหมายเพื่อดำเนินคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าต้องขอโทษอะไร เพราะสิ่งทีพูดไปทั้งหมด ก็เป็นข้อเท็จจริง และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากมีผลกระทบทางด้านคดีที่จะเกิดขึ้นกับตน ก็ไม่มีข้อกังวลใด เพราพร้อมที่จะถูกฟ้องและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม พร้อมชี้แจงทุกอย่างถึงคำพูดที่พูดออกไป 
                               
เมื่อถามว่า จะเป็นการเปิดศึกระหว่าง สส. กับ สว. หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องของสถาบันทางการเมืองในกติกาประเทศที่ยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแบบเด็ดขาด ตนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 

ปชน. ยื่น 2 ร่างแก้รัฐธรรมนูญ ย้ำรธน.ฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง 

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และ สส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนและเพื่อนสมาชิกได้ลงนามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 เรื่องกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเราเตรียมเสนอร่างจำนวน 2 ฉบับเพื่อพิจารณาเข้าสู่รัฐสภา โดยสอดคล้องกับหลักการ 3 ข้อคือ 1.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 2.รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไม่ผูกขาดกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่ง และ 3.ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษแก่ สว.  ส่วนสาเหตุที่ต้องเสนอ 2 ร่างคือ ต้องยอมรับขีดจํากัดทางการเมืองที่เราอยู่ภายใต้คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างได้โดยตรง หนึ่งในร่างนั้นจะมีเนื้อหากระบวนการที่ได้มาซึ่งผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญที่สอดคล้องกับร่างที่เราเคยเสนอมาในปีที่แล้ว และมีวุฒิสภาบางส่วน ได้ลงมติเห็นชอบกับร่างพรรคประชาชนก่อนจะการยุบสภา  ดังนั้น การเสนอ 2 ร่างเพื่อยืนยันว่า อย่างน้อย ถ้าสมาชิกรัฐสภาทุกคนโดยเฉพาะวุฒิสภาใช้หลักการในการพิจารณาเหมือนเดิม ยืนยันว่า อย่างน้อยควรมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สามารถผ่านวาระหนึ่งได้แน่นอน ยืนยันว่า 2 ร่างที่เสนอมาสอดคล้องกับคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน
                           
ทางด้านนายพริษฐ์ กล่าวว่า ร่าง 2 ฉบับมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด แต่ต่างกันแค่อันเดียว คือกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้ง 2 ร่าง ปลายทางจะมี ส.ส.ร.ทั้งหมด 150 คน แต่กระบวนการเลือกตั้งแตกต่างกัน   โดยร่างที่หนึ่ง ให้ประชาชนเข้าหูหาเลือกตั้งจนได้แคนดิเดต ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 150 คนโดยแบ่งเป็น 100 คน มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เพื่อให้เป็นตัวแทนเชิงพื้นที่ อีก 50 คน จะมีจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เพื่อเป็นตัวแทนในเชิงประเด็น หรือกลุ่มอาชีพต่างๆ  จากนั้นนำรายชื่อ 150 คนนั้นส่งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยการรับรอง ต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ 150 คน ไม่สามารถพิจารณาแยกรายบุคคลได้ ซึ่งหากรับรองแล้ว รายชื่อทั้งหมดนั้นจะกลายมาเป็น ส.ส.ร. แต่ถ้าไม่มีการรับรอง จะต้องเลือกตั้งใหม่ทั้ง 150 คน
                        
ส่วนร่างที่สอง เราให้ประชาชนเลือกตั้งแคนดิเดต ส.ส.ร. 2 เท่าของจํานวน ส.ส.ร. ที่มี หรือคือ 300 คน โดยแบ่งเป็น 200 คนจากการเลือกตั้งแบ่งเขต ซึ่งใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง และอีก 100 คน เป็นแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เมื่อได้รายชื่อทั้งหมด 300 คนแล้วจะส่งให้รัฐสภาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 150 คนสำหรับหลักเกณฑ์คัดเลือกยึด 2 หลักการ เพื่อให้เกณฑ์การลงคะแนนป้องกันการผูกขาด หรือเสียงสภาล่างของรัฐสภาผูกขาด โดยมีการกําหนดเทคนิคการลงมติแบบลับ เพื่อทําให้ผู้ที่ถูกคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่า ได้รับเลือกจากสมาชิกรัฐสภาจากพรรคไหน หรือคนใด เพื่อคงความเป็นอิสระของ ส.ส.ร.

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า เราแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 2 สาย โดยสายแรก รัฐสภาคัดจากตัวแทนแบบแบ่งเขต 200 คน เหลือ 100 คน และสายที่สอง ให้รัฐสภาคัดเลือกตัวแทนแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน เหลือ 50 คนโดยให้สมาชิกรัฐสภา 700 คน ลงมติเลือกได้ 1 คนเป็นการลับจากจํานวน 200 คน โดยจะใช้การคํานวณคะแนนพึงมีเช่นเดียวกันทั้ง 2 สาย ที่จะทําให้ 1 คนได้รับเลือกเป็น ส.ส.ร. ในรอบแรกแคนดิเดต ส.ส.ร. คนไหนที่ได้ 7 คะแนนขึ้นไป จะถือว่าได้รับการคัดเลือกเป็น ส.ส.ร. ทันที ซึ่งถ้าในรอบแรกมี 100 คนได้คะแนนเท่านี้พอดีจะถือว่าสมบูรณ์  แต่หากยังไม่ถึงจํานวนดังกล่าว จะให้สมาชิกรัฐสภาเลือกอีกครั้งจนกว่าจะครบจํานวน 100 คน โดยใช้คะแนนของ 20 อันดับแรกที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ คัดเลือกเข้ามาเติมให้เต็มจำนวน แต่ถ้ายังไม่ครบอีก ก็จะมีการเลือกรอบสาม และรอบสี่ต่อไปจนครบ  สิ่งที่เหมือนกัน 5 ประเด็น กําหนดให้ ส.ส.ร.ต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาจํานวนไม่เกิน 45 คน ซึ่งกึ่งหนึ่งต้องเป็น ส.ส.ร.เอง และสามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นๆ โดยเปิดช่องให้ ส.ส.ร. ตัดสินใจกันเองว่า จะมีการตั้งขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร และคนที่จะเข้าไปนั่งในกรรมาธิการดังกล่าว จะเป็น ส.ส.ร. เองหรือคนนอกก็ได้

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ ส.ส.ร. มีอํานาจในการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ มีกรอบเนื้อหา 10 ข้อกว้างๆ โดย 2 ใน 10 ข้อนั้น ระบุชัดว่า ต้องไม่นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐหรือระบอบการปกครอง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรอบเวลาจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เสร็จใน 360 วัน และสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้โดยไม่สะดุด แม้จะมีการยุบสภาหรืออายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลงเมื่อ ส.ส.ร. จัดทําเสร็จแล้ว ร่างจะถูกส่งกลับมาให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนประชามติ และกําหนดเกณฑ์ว่าใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ไม่มีการเพิ่มอํานาจ หรือเงื่อนไขพิเศษให้กับ สว.หรือ สส.กลุ่มใด
                       
เมื่อถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย มีข้อขัดแย้งกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนหรือไม่ และพร้อมที่จะลงชื่อสนับสนุนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราได้หารือกับพรรคเพื่อไทยมาเป็นระยะล่าสุด ได้พูดคุยกันเมื่อเช้านี้ เข้าใจว่า สาระของร่างเป็นไปตามที่พรรคเพื่อไทยแถลง และหากเป็นเช่นนั้นเราเห็นว่าสอดคล้องกับ 3 หลักการที่พรรคประชาชนยึดถือ และพร้อมลงชื่อสนับสนุนร่างดังกล่าว เพื่อให้มีเสียงเพียงพอในการเสนอเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องรอรายละเอียดของร่างทั้งหมดเพื่อพิจารณาขั้นตอนสุดท้ายอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งให้ได้ในเร็วๆ นี้
                    
เมื่อถามว่ายืนยันหรือไม่ว่าจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1 และหมวด 2 นายพริษฐ์ กล่าวว่า เนื้อหาร่างที่เราเสนอเหมือนกับที่เราเสนอเข้าสู่วาระที่ 1 ครั้งที่แล้วคือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือรูปแบบของรัฐและสอดคล้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

ต่อข้อถามถึงการขอเสียงสนับสนุน 1 ใน 3 จาก สว. อีกครั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตามหลักการเราพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่ายอยู่แล้วเพื่อที่จะทําความเข้าใจเนื้อหาสาระของร่าง จึงหวังว่าในเมื่อร่างของเรามีหลักการในภาพใหญ่ และ 3 หลักการนั้นยังคงเป็นหลักการเดิมกับร่างที่เราเคยเสนอเข้าสู่วาระ 1 ในครั้งที่แล้ว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมถึงมีเสียงเพียงพอจาก สว. ด้วยหากสมาชิกรัฐสภาท่านใดมีความประสงค์ลงมติแตกต่างจากครั้งก่อน ตนก็อยากทราบหลักคิดและเกณฑ์การตัดสินใจเช่นกัน
                        
เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะนำทั้ง 3 หลักการเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการด้วยหรือไม่ และจุดที่จะยอมหรือยอมไม่ได้ อยู่ตรงไหน นายพริษฐ์กล่าวว่า 3 หลักการนี้คือสิ่งที่เราให้ความสำคัญและจะพยายามทำเต็มที่เพื่อให้ผ่านวาระ 1 เข้าไปหารือในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าเมื่อกระบวนการเดินหน้าไปหากประชาชนแสดงความเห็นด้วยมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นพลังให้เราขับเคลื่อนในกรรมาธิการมากขึ้น รวมถึงจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นและ สว.ด้วยว่า เป็นอย่างไร เช่นร่างของพรรคเพื่อไทยที่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม และไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. เมื่อถามว่าการยื่น 2 ร่างโดยมีข้อแตกต่างเพียงประการเดียวนั้น มีเหตุผลอะไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุผลหลักที่เราเผชิญกับอุปสรรคคือคำวินิจฉัยที่ 18/2568 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องย้ำว่าเป็นคำวินิจฉัยที่เราไม่เห็นด้วย และเห็นว่าตรงกับหลักการประชาธิปไตยและคำวินิจฉัยเมื่อปี 2564   แต่เมื่อมีการระบุว่ารัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรงได้ เราก็มั่นใจว่าทั้ง 2 ร่างไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยของศาล แต่ก็ต้องรอดูว่าประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยออกมาอย่างไร “เราจึงมองว่าการยื่นไป 2 ร่างเพื่อให้มั่นใจได้ว่าอย่างน้อยจะมี 1 ร่างของพรรคประชาชนที่สอดคล้องกับหลักการ และถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา หวังว่าหากประธานรัฐสภาได้พิจารณารายละเอียดของทั้งร่างจะวินิจฉัยแล้วบรรจุทั้ง 2 ฉบับ” 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง