วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569 02:24 น.

การเมือง

“อภิสิทธิ์”   อภิปรายงบ 70  ชี้ งบ “กระทรวงดีอี” วิ่งตามกระแสคลาวด์-AI แต่ไร้ยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าให้ประเทศ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.02 น.

“อภิสิทธิ์”   อภิปรายงบ 70 “มองไม่เห็นอนาคต”  ไม่กล้าเผชิญความจริง เป็นได้แค่ “งบหาเช้ากินค่ำ” ประคอบประคองรอวันติดหล่ม ชี้ งบ “กระทรวงดีอี” วิ่งตามกระแสคลาวด์-AI แต่ไร้ยุทธศาสตร์สร้างมูลค่าให้ประเทศ 

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569  ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่าประชาธิปัตย์ได้มีการศึกษาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และก็จะได้นำเสนอต่อสภาฯว่า พรรคมองว่ากฎหมายงบประมาณฉบับนี้ “มองไม่เห็นอนาคต”  เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหาที่สะสมมาเป็นเวลานาน เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก ด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่า จะสะสางปัญหาที่หมักหมมมาอย่างไร ให้สามารถมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการเดินไปข้างหน้า

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า ขอชี้ให้เห็นว่าที่เรามองไม่เห็นอนาคตนั้น มันเกิดจากอะไรบ้าง เริ่มต้นจากตัวโครงสร้างงบประมาณ เพราะว่าวันนี้ถ้าไปดูโครงสร้างงบประมาณ จะพบว่าประเทศของเราได้เดินมาถึงจุดที่การจัดเก็บรายได้ทั้งหมด มีเพียงพอสำหรับงบประจำกับการใช้หนี้เท่านั้นโครงสร้างงบประมาณปีนี้ เกือบทุกบาทที่เป็นงบลงทุน ต้องมาจากกการขาดดุลหรือการกู้ แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้ ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีอากร และการหารายได้นั้นสามารถทำได้แค่เพียงประคับประคองสิ่งที่มีอยู่ แล้วก็ชดเชยหนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต

 เมื่อไปดูการจัดเก็บภาษีอากรโดยเฉพาะ ก็จะเห็นว่าสัดส่วนของภาษีอากรเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 14.6 ซึ่งก็คือต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ สิ่งนี้ยังดำรงอยู่ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่า ความต้องการของประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคาดหวังในเรื่องของระบบสวัสดิการ นับวันมีแต่สูงขึ้น

"ผมเสียดายครับว่า ท่านนายกฯ ก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ดี ไม่ได้มาฟังสภาแห่งนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งวันอภิปราย ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีกการปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถที่จะดูแลความต้องการของคนของเราได้ อย่างที่เราต้องการ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นวันนี้จึงไม่แปลกใจ ยังไม่ต้องไปพูดถึงเป้าหมายที่เขาตั้งกันไว้ตั้งนานแล้วว่า ผู้สูงอายุเราควรจะได้เบี้ยยังชีพ 3,000 บาท ปีนี้ในงบนี้ ยังไม่สามารถเพิ่มได้ไปถึง 1,000 บาท ไม่มีการเพิ่มให้กับคนพิการ ไม่มีการทำให้เงินอุดหนุนสำหรับเด็กแรกเกิดเป็นแบบถ้วนหน้าได้อย่างแท้จริงตามเป้าหมายซึ่งกำหนดกันมาช้านานแล้ว และจะไม่ใช่เฉพาะปีนี้ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย จนกว่าเรามีกการปฏิรูประบบภาษีกันครั้งใหญ่
.
"ผมก็อยากได้ยินจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาลว่า ท่านมีแนวคิดเรื่องนี้อย่างไร และผมหวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่กับเพียงเรื่องของการที่พยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งควรจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่มาพูดถึงปัญหาของการจัดเก็บภาษีและรายได้ว่าจะต้องทำอย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า แต่เมื่อเก็บภาษีได้เท่านี้ จะเห็นทันทีว่า งบประมาณที่มีการจัดสรรในปีนี้นั้น กลายเป็นว่าจะมีเพียงงบบุคลากรที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 งบเงินอุดหนุนที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6  แต่งบที่จำเป็นจะต้องลดลงอย่างค่อนข้างเฉียบพลันก็คืองบลงทุน ซึ่งคือลบ 13.1 เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อเท็จจริงว่า ขนาดทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนต้องไปกู้มาแล้ว เรายังมีพื้นที่ในการที่จะกู้นั้นลดลงไปด้วย การลงทุนจึงแทบไม่มีโครงการอะไรใหม่ 

“เราจะเห็นว่าบางเรื่อง ผมยกตัวอย่างเช่นความคาดหวังของพี่น้องที่หาดใหญ่ว่าจะต้องมีการลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งก็เป็นเรื่องเร่งด่วน ก็ไม่ปรากฏอยู่ที่จะสร้างความอุ่นใจให้กับพี่น้องที่นั่นได้ ยังไม่ต้องพูดถึงการลงทุนเพื่อวางรากฐานในระยะยาว"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าจะบอกว่าการลงทุนคงไม่ได้พึ่งในส่วนของงบประมาณเพียงอย่างเดียว ตนก็คิดถึงว่ารัฐบาลไปกู้เงินเพิ่มมาอีก 4 แสนล้าน ที่จะเป็นเรื่องของการลงทุนที่ไม่ใช่มาแจกจ่ายใน 2 แสนล้านแรกก็เป็น 2 แสนล้านหลัง ก็กลับกลายเป็นเพียงแค่การไปส่งเสริมให้มีการนำเข้าโซลาร์เซลล์กับยานยนต์ไฟฟ้า ก็ไม่ใช่การลงทุนอีก ที่คิดเรื่องการร่วมทุนกับเอกชนหรือ PPP เราก็ไม่เห็นโครงการอะไรที่จะมีความคืบหน้าเลย นอกจากการพยายามผลักดันโครงการที่ไม่คุ้มค่าก็คือแลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้านบาท

"นี่คือความจริงว่า ประเทศของเราและงบประมาณของเราติดหล่มอยู่อย่างนี้ และจะติดหล่มอย่างนี้ต่อไปถ้าเราไม่สะสางปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มาก นั่นก็คือมีงบประมาณที่บานปลายอยู่ตลอดเวลา หรือเพิ่มอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และยังรอการสะสางอย่างจริงจัง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า  ความจริงรายการใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร เราก็ยังไม่ยอมเผชิญความจริง ตัวอย่างเช่น ยอดเงินเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญซึ่งตั้งไว้ 389,090 ล้านบาท น่าจะไม่พอ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาก็จ่ายเกิน 3.9 แสนล้านไปแล้ว ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระบบของภาครัฐที่ตั้งไว้เท่าเดิม  94,200 ล้านบาท แต่ปีที่ผ่านมา ยอดที่ใช้จริงก็ทะลุแสนล้านไปแล้ว และแน่นอนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปีนี้ก็ต้องเพิ่มไปเป็น 214,000 กว่าล้านบาท ซึ่งตนก็ยืนยันได้เช่นเดียวกันว่าไม่เพียงพอ

"ถามว่า ปัญหานี้จะแก้ไขอย่างไร ผมอยากฟังจากรัฐบาลครับว่า ตกลงทิศทางในเรื่องของบุคลากรภาครัฐของท่านคืออะไร ตกลงเราจะให้คนเกษียณอายุ อายุมากขึ้น หรือเรากำลังพยายามจะทำโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือเรามีนโยบายอย่างไรในเมื่อเทคโนโลยีเข้ามาแล้วว่าจะสะสางเรื่องของการรับคนใหม่เข้าทำงาน และก็ที่สำคัญก็คือสิทธิประโยชน์ที่เห็นได้ชัดว่าถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนอย่างน้อยที่สุดสำหรับคนที่เข้ามาใหม่ ถ้าเราไม่อยากจะไปแตะต้องสิทธิของคนที่เข้าใจว่าจะได้ตามนี้ อย่างน้อยควรจะเริ่มต้นได้แล้วว่าคนใหม่ที่เข้ามา ระบบบำเหน็จบำนาญ ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลจะเป็นอย่างไรที่ไม่ให้เงินทั้งหมดนี้มาจบลงอยู่แค่เพียงตรงนี้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่าเพราะถึงที่สุด จากประเด็นรายจ่ายตรงนี้ที่แทบไม่มีช่องว่างให้มีการลงทุนอะไรใหม่แล้ว จากการจัดเก็บรายได้ซึ่งยังต่ำขนาดนี้ วันนี้หนี้สาธารณะของเราอาจจะบอกว่ายังไม่ชนเพดาน ในเอกสารอยู่ที่ร้อยละ 66.4 แต่ถ้าศาลอนุญาตให้กู้ 4 แสนล้านเต็มจำนวน ก็จะไปถึงประมาณร้อยละ 69 ถ้าเอาภาระซึ่งความจริงขณะนี้รัฐบาลติดหนี้สถาบันการเงินของรัฐ คือรายการตามมาตรา 28 ของกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือไปใช้ ธ.ก.ส. ไปใช้หน่วยงานต่าง ๆ ออกเงินไปก่อนแล้วต้องใช้หนี้คืน ซึ่งขณะนี้มีหนี้ค้างประมาณ 1 ล้านล้านบาท ถ้ารวมตัวนี้ วันนี้ทะลุร้อยละ 70 แล้ว

และถ้ามองไปอีก 3-4 ปีข้างหน้า โอกาสที่จะไม่ให้ทะลุ 70 แม้ตามนิยามที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ต้องสามารถทำให้รายได้เพิ่มเกินปีละร้อยละ 4 ซึ่งเราไม่ได้เห็นมาเป็นระยะเวลานานแล้ว หมายความว่าในที่สุดหนี้สาธารณะไม่ใช่แค่ทะลุเพดานร้อยละ 70   แต่มีโอกาสวิ่งเข้าไปถึงร้อยละ 80 ร้อยละ 90 ภายใน 5 ปี ภายใน 10 ปีข้างหน้า 

“ตรงนี้ไงครับที่พวกผมถึงได้บอกว่าเรามองไม่เห็นอนาคต ถ้ารัฐบาลไม่มีความกล้าหาญเพียงพอที่จะผ่าตัดยอดเงินเหล่านี้ที่จะทำให้งบประมาณนั้นกลับมามีพื้นที่สำหรับการสร้างอนาคตให้กับประเทศได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ถ้าไปดูการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งมีผู้อภิปรายแล้วว่า ที่กระทรวงทบวงกรมส่วนใหญ่ต้องรับเงินลดลง  ถามว่ามีการลงทุนอะไรที่เพิ่มขึ้นที่ชัดเจน ความจริงถ้าก่อนหน้านี้ ลองไปให้ประชาชนทาย ว่าปีนี้กระทรวงไหนจะได้งบเพิ่มมากที่สุด  ตนเห็นว่าใครที่เป็นคนติดตามการเมืองไทยทายถูกหมด นั้นคือ กระทรวงดีอี (DE) ที่โด่งดังอยู่ในปัจจุบัน และยอดเงินที่เพิ่มขึ้นน่าจะชี้แจงว่าเป็นการลงทุนในระบบคลาวด์ (Cloud) ตนไม่เถียงเรื่องความจำเป็นของระบบคลาวด์ แต่อยากจะบอกว่า งบของกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้นมาขณะนี้ก็ยังไม่สามารถทำให้เรามองเห็นถึงวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของการที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ได้อย่างแท้จริงอย่างไร เป็นงบเช่นเดียวกับอีกหลายกระทรวงที่ใส่ชื่อปัญญาประดิษฐ์เข้าไป  วิ่งตามกระแส และเป็นกการใช้เทคโนโลยีโดยปราศจากความชัดเจนว่าจะลงทุนให้ประเทศไทยนั้นสามารถได้ประโยชน์หรือสร้างมูลค่าให้กับตัวเองจากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างไร

“ในคำแถลงวันนี้ ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปก็ดี ก็ดูเหมือนรัฐบาลรู้หลักการว่าจำเป็นจะต้องทำต้องใช้ รองนายกฯ (เอกนิติ) วันนี้ก็มาพูดถึง 5T อีกครั้งหนึ่ง  ในเอกสารงบประมาณโดยสังเขปท่านเขียนถึงการทำงบประมาณแบบแม่นยำตรงเป้าหมายตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ เอาเข้าจริง ๆ  พอไปดูเนื้อในของงบประมาณฉบับนี้ ผมไม่ได้เห็นทั้ง 5T ผมไม่ได้เห็นทั้งการตั้งงบประมาณแบบมุ่งเป้า ผมไม่ได้เห็นงบประมาณที่เป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริงเลย ผมถึงบอกว่าในส่วนประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิกจากฟากรัฐบาลที่อภิปรายเมื่อสักครู่ครับ เป็นอีกคำหนึ่งที่ทำให้เห็นความชัดเจนของงบประมาณฉบับนี้ ก็คือเป็นงบหาเช้ากินค่ำ ขอบพระคุณครับ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง