วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 05:00 น.

การเมือง

“วราวุธ” หนุนกรมโรงงานเข้มโรงงานไทยก้าวสู่ CSV เปลี่ยน “เม็ดเงินลงทุนเอกชน” เป็นคุณภาพชีวิตชุมชน ตั้งเป้า ปี 80 ผลักดัน ให้เกิดโรงงานต้นแบบได้ ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.36 น.

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำกับดูแลการประกอบกิจการโรงงานให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม (CSR) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งใน 4 เสาหลักของนโยบาย “ONE MIND” ที่บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานในสังกัดให้เป็น “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” โดยยึดการรับฟังเสียงประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนโรงงานแห่งอนาคตบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และอุตสาหกรรมสีเขียว ยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยในปีงบประมาณ 2570 กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะเดินหน้าโครงการ “ยกระดับอุตสาหกรรมดีคู่ชุมชน สร้างสังคมสู่ความยั่งยืน” ตั้งเป้าพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSR to CSV หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างภาคธุรกิจกับสังคม (Creating Share Value) อย่างน้อย 18 แห่ง ในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ครอบคลุม 15 จังหวัด 18 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งครอบคลุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ

“การเลือกดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระยะที่ 1 ถูกกำหนดเป้าหมายให้ก้าวสู่ระดับสูงสุด หรือระดับ 5 (Happiness) ภายใต้แนวคิด ‘เมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรม’  ซึ่งหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือการดำเนินงานตามแนวทาง CSV เพื่อเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นในอนาคต”

นายวราวุธ กล่าวว่า และเมื่อได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเหมาะสม กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าหมายภายในปี 2575 จะพัฒนาโรงงานต้นแบบ CSV ให้ครอบคลุมอย่างน้อยร้อยละ 50 ของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และภายในปี 2580 จะผลักดันให้เกิดโรงงานต้นแบบ CSV ตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 โรงงาน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หนึ่งในกลไกสำคัญคือการนำระบบประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment : SROI) มาใช้วัดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนสามารถเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ทางสังคมได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการที่ดีขึ้น รายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การสร้างอาชีพ หรือการยกระดับสุขภาวะของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงงาน

ในส่วนของกระทรวงได้กำหนด 5 กลไกสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายทางสังคมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์องค์กร การวิเคราะห์และเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง การวัดผลลัพธ์ร่วมทั้งด้านธุรกิจและสังคม การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการปรับโครงสร้างองค์กรให้พร้อมรองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อให้การพัฒนาเกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้รับการรับรองมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ (CSR-DIW) แล้วจำนวน 1,422 โรงงาน และยังมีโรงงานที่ดำเนินการตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างต่อเนื่องกว่า 600 แห่ง ซึ่งถือเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดสู่แนวคิด CSV

สำหรับแนวทาง CSV แตกต่างจาก CSR ในรูปแบบเดิม เพราะไม่ได้มุ่งเพียงการบริจาคหรือช่วยเหลือชุมชนเป็นครั้งคราว แต่เป็นการนำปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนมาเชื่อมโยงกับโมเดลธุรกิจ เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย โดยธุรกิจสามารถเติบโตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ขณะที่ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ การจ้างงาน และสุขภาวะที่ดีขึ้น

“เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโรงงานที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่คือการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนให้กลายเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาสังคม สร้างรายได้ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้ประชาชนอย่างจับต้องได้ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมสีเขียวที่เติบโตไปพร้อมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายวราวุธ กล่าว
 
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง