การเมือง
ครม. เคาะ “สูตร CARE” ปฏิรูปบำนาญชราภาพ ยึดฐานรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้ความเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณเงินบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ “สูตร CARE” (Career Average Revalued Earnings) เพื่อสร้างระบบบำนาญที่สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง เป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำ โดยหัวใจสำคัญของสูตร CARE คือการเปลี่ยนฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ ซึ่งจะนำค่าจ้างในอดีตมาปรับมูลค่าให้เป็นเงินปัจจุบันก่อนนำมาคำนวณ เพื่อให้สะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงานและลดความเหลื่อมล้ำจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
โดยการปรับปรุงในครั้งนี้ยังครอบคลุมสิทธิประโยชน์สำคัญอีกหลายด้าน โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มผู้ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน ที่เดิมจะได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน เปลี่ยนเป็นจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจากทั้งส่วนของผู้ประกันตน นายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป ขณะเดียวกันสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน จากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือนโดยปัดเศษเดือนทิ้ง จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ไม่มีการตัดเศษเดือนและได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาที่ส่งเงินจริงมากที่สุด
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้กำหนดมาตรการเยียวยารองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะรับบำนาญแล้วได้เงินตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจากร้อยละ 100 ในปีแรก และลดลงปีละร้อยละ 20 จนครบ 5 ปี และสำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากคำนวณด้วยสูตรใหม่แล้วได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไปทันที แต่หากคำนวณแล้วพบว่าได้สิทธิประโยชน์ลดลง ทางประกันสังคมจะยังคงจ่ายเงินบำนาญตามอัตราเดิมไปตลอดชีพเพื่อไม่ให้ผู้ประกันตนเสียประโยชน์
นายจุลพันธ์ ระบุด้วยว่า ขั้นตอนต่อไป จะเป็นการส่งร่างกฎกระทรวงเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับเมื่อพ้นระยะเวลา 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยกระทรวงแรงงานคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณที่มั่นคง เป็นธรรม และยั่งยืนให้กับพี่น้องแรงงานและผู้ประกันตนทุกคน
ด้าน นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญ เริ่มจากการปรับวิธีคำนวณเงินบำเหน็จชราภาพสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบต่ำกว่า 12 เดือน จากเดิมที่ได้รับคืนเฉพาะเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตน ให้ได้รับเงินบำเหน็จจากทั้งส่วนของผู้ประกันตนและนายจ้าง รวมถึงผลประโยชน์ตอบแทน ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกับผู้ที่ส่งเงินสมทบตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
นอกจากนี้ ยังมีการปรับวิธีคำนวณอัตราบำนาญสำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบเกิน 180 เดือน โดยจากเดิมที่คิดอัตราเพิ่มร้อยละ 1.5 ต่อการส่งเงินสมทบครบทุก 12 เดือน และไม่นำเศษเดือนมาคำนวณ จะเปลี่ยนเป็นการคิดเพิ่มตามจำนวนเดือนที่ส่งเงินจริงในอัตราร้อยละ 0.125 ต่อเดือน ทำให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งเงินสมทบมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งสาระสำคัญ คือการปรับฐานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินบำนาญ จากเดิมที่ใช้ค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ มาเป็นการใช้ค่าจ้างเฉลี่ยตลอดระยะเวลาที่ส่งเงินสมทบ โดยนำค่าจ้างในอดีตมาปรับเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันก่อนคำนวณตามหลักการ CARE เพื่อสะท้อนรายได้ตลอดชีวิตการทำงาน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบจากการเปลี่ยนแปลงรายได้ในช่วงท้ายของการทำงาน
ขณะเดียวกัน ได้กำหนดมาตรการรองรับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 5 ปี สำหรับผู้ที่กำลังจะเริ่มรับบำนาญและได้รับเงินบำนาญตามสูตรใหม่ต่ำกว่าสูตรเดิม โดยจะได้รับเงินชดเชยในอัตราลดหลั่นกัน เริ่มจาก 100% ในปีแรก 80% ในปีที่สอง 60% ในปีที่สาม 40% ในปีที่สี่ และ 20% ในปีที่ห้า หลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้
สำหรับผู้ที่รับบำนาญอยู่แล้ว หากเมื่อนำสูตรใหม่มาคำนวณแล้วพบว่าได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น สำนักงานประกันสังคมจะปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ในงวดถัดไป แต่จะไม่มีการจ่ายย้อนหลังสำหรับงวดที่ผ่านมา
นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเสนอเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ก่อนส่งร่างกฎกระทรวงให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และดำเนินการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป
ทั้งนี้ การปรับปรุงสูตรบำนาญชราภาพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบประกันสังคมไทยให้มีความเป็นธรรม ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมสร้างหลักประกันด้านรายได้หลังเกษียณให้แก่ผู้ประกันตนอย่างยั่งยืนในอนาคต
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หน้าแรก » การเมือง
Top 5 ข่าวการเมือง ![]()
- รู้ลึกทุกเรื่องเลือกตั้ง! กกต. เปิดวาร์ปช่องทางโซเชียลครบวงจร เกาะติดข่าวสารง่ายแค่ปลายนิ้ว โหลด ‘Smart Vote’ ไขข้อข้องใจสายด่วน 1444 18 ก.ย. 2569
- กมธ.ศาสนาฯ กราบรับโอวาท “สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี” เตือนอย่านำความผิดของพระบางรูปเหมารวมพระพุทธศาสนา ย้ำผู้แทนประชาชนต้องใช้โอกาสและอำนาจสร้างประโยชน์แก่บ้านเมือง 18 ก.ย. 2569
- “ณพลเดช” ชวนไทยถอดบทเรียนสิงคโปร์ ปรับ “จ่ายเงินให้คนอ่านหนังสือ” สู่ “แต้มความดี” เสนอ 100 ล้านนำร่องผ่านวัดทั่วประเทศ 18 ก.ย. 2569
- "อนุทิน" ไฟเขียวไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 ยันกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ใช่นโยบายประชานิยม รอ "เอกนิติ" แถลง 18 ก.ย. 2569
- "ดร.สืบสกุล" จี้รัฐ! เร่งแก้ผลกระทบเกษตรกร 9 อำเภอเชียงราย หวั่นโลหะหนักปนเปื้อนผลผลิต–กระทบตลาด 18 ก.ย. 2569
ข่าวในหมวดการเมือง ![]()
"อนุทิน" ยิ้มร่ารับวันเกิด โชว์ห้อยพระกริ่งเมืองสุรินทร์ เผยวันเกิด 60 ปีนี้ทำบุญที่บ้านอยู่กับครอบครัวไม่มีฉลอง ขอพร “ให้ประเทศ-ประชาชนมีความสุข” 19:52 น.- 'อนุทิน' เผยเตรียมขยาย 'ไทยช่วยไทย' ต่ออีก 19:35 น.
- “นักเรียนตาดีกา” จ.ปัตตานี ขอบคุณ “มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า-ยูนัยดี วาบา”ส่งต่อความช่วยเหลือ ใส่ใจความเป็นอยู่และโอกาสเยาวชนพื้นที่ชายแดนใต้ 19:33 น.
- “ฐิติภัสร์”ฟาดกลับ ปชป.อย่าเอาน้ำมันรั่วมาเล่นการเมือง ! ยัน จนท.ลุย 24 ชม. ตากแดด ตากฝน ขุดทุกจุดหาต้นตอ ลั่น ถ้ามีข้อมูลมาช่วยก็พร้อมฟัง 17:49 น.
- “โสภณ” ส่งมอบบ้านผู้พิการ–ผู้ยากไร้ 3 อำเภอบุรีรัมย์ เปลี่ยนความห่วงใยให้เป็นหลังคาที่อยู่ได้จริง ถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 17:45 น.



