วันเสาร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2569 01:07 น.

การเมือง

กมธ.ศาสนาฯ กราบรับโอวาท “สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี” เตือนอย่านำความผิดของพระบางรูปเหมารวมพระพุทธศาสนา ย้ำผู้แทนประชาชนต้องใช้โอกาสและอำนาจสร้างประโยชน์แก่บ้านเมือง

วันศุกร์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.44 น.

เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายปะดิธ สังขจาย และ นายชานนท์ ไทยเศรษฐ์ รองประธานคณะกรรมาธิการ พร้อมคณะที่ปรึกษาและข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เดินทางไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

คณะได้เข้ากราบถวายสักการะ เจ้าประคุณสมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี (เชิด จิตฺตคุตฺโต ป.ธ.9) กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ณ ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) พร้อมรับโอวาทเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ กล่าวถึงกระแสข่าวพระภิกษุประพฤติตนไม่เหมาะสม ซึ่งกำลังสั่นคลอนความศรัทธาและภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาว่า ชาวพุทธต้องมีสติและวิจารณญาณในการรับข้อมูล รู้จักแยกแยะข้อเท็จจริง และพิจารณาปัญหาเป็นรายกรณี เพราะทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและผู้ประพฤติไม่เหมาะสม

เมื่อเกิดปัญหา ต้องค้นหาสาเหตุและแก้ไขให้ถูกจุด ไม่ควรนำพฤติกรรมของบุคคลเพียงบางรายไปเหมารวมว่าพระพุทธศาสนาทั้งหมดเสื่อมเสียตามไปด้วย

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังให้โอวาทแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อบ้านเมืองว่า การได้เกิดเป็นมนุษย์และมีโอกาสทำงานเพื่อประชาชนถือเป็นโอกาสอันมีค่า โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนประชาชน ต้องตระหนักถึงโอกาสที่ได้รับ ใช้เวลาและอำนาจหน้าที่อย่างสุจริต เพื่อสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ปล่อยให้ชีวิตผ่านไปโดยไร้คุณค่า

ขณะเดียวกัน ต้องหมั่นดูแลและตรวจสอบจิตใจ ไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง หรืออารมณ์ฝ่ายอกุศลเข้าครอบงำ เพราะความคิด คำพูด และการกระทำทุกอย่างล้วนส่งผลตามเหตุและปัจจัย การคิดดี พูดดี และทำดี จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตและการทำหน้าที่เพื่อสังคม

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังอธิบายหลัก “ปฏิจจสมุปบาท” ว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นจากเหตุและปัจจัย เมื่อเหตุเกิด ผลย่อมเกิด และเมื่อเหตุดับ ผลที่อาศัยเหตุนั้นย่อมดับตาม ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอย่างลอย ๆ หรือปราศจากที่มา

หลักธรรมดังกล่าวอธิบายวงจรของทุกข์ ตั้งแต่อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ไปจนถึงชรามรณะ โดยเฉพาะ “ตัณหา” หรือความอยาก และ “อุปาทาน” หรือความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นแรงผลักให้ชีวิตวนเวียนอยู่ในความทุกข์และสังสารวัฏ

หนทางลดทุกข์จึงต้องเริ่มจากการรู้เท่าทันความอยากและความยึดติด ไม่ปล่อยให้ความโกรธ โลภ และหลงบงการจิตใจ พร้อมย้ำเรื่องผลแห่งกรรมว่า ทุกการกระทำย่อมมีผลตามมา มนุษย์จึงควรสั่งสมความดี พิจารณาอยู่เสมอว่าสิ่งใดเป็นคุณหรือเป็นโทษ และดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

สาระสำคัญของโอวาทครั้งนี้ คือ ชีวิตมีคุณค่าแต่มีเวลาจำกัด ทุกคนจึงต้องใช้เวลาที่มีอยู่ทำความดี รักษาจิตใจให้สงบ ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด และสร้างประโยชน์แก่ประชาชน สังคม พระพุทธศาสนา และประเทศชาติ

จากนั้น คณะกรรมาธิการได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์และเผยแพร่พระประวัติ พระจริยวัตร และมรดกทางพระพุทธศาสนาของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (แพ ติสฺสเทวมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ตำหนักแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ประทับจนสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2487 ก่อนมีการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 11 ปี และเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2567 โดยมีการสำรวจและขึ้นทะเบียนโบราณวัตถุ รวมถึงสิ่งของทรงคุณค่ากว่า 20,000 รายการ

ภายในแบ่งพื้นที่จัดแสดงสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ โถงตำหนักประทับ หอพระกรรมฐาน หอไตร กุฏิเรือนแถวตะวันออก และกุฏิเรือนแถวตะวันตก รวบรวมพระรูป เครื่องอัฐบริขาร เครื่องใช้ส่วนพระองค์ พระพุทธรูป ปูชนียวัตถุ ตาลปัตร พัดยศ เอกสารโบราณ คัมภีร์ใบลาน สมุดไทย เครื่องถ้วย เครื่องกระเบื้องลายคราม และงานศิลปกรรมล้ำค่า

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงไม่เพียงเก็บรักษามรดกสำคัญของวัดสุทัศนเทพวราราม แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา ศิลปกรรม และวิถีชีวิตของพระสงฆ์ไทย ให้ประชาชนและเยาวชนได้ศึกษาจากหลักฐานจริงอย่างเป็นระบบต่อไป.
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง