วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569 02:10 น.

การเมือง

“จักรภพ” ชี้ 23 ปีไฟใต้ สูญงบ 6 แสนล้าน–เกือบ 8,000 ชีวิต ถึงเวลารื้อวิธีคิดแก้ปัญหา จี้ส่อง “ใครได้ประโยชน์” จากความขัดแย้งยืดเยื้อ

วันศุกร์ ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2569, 13.17 น.

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ในญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนวิธีคิดและแนวทางแก้ปัญหา หลังสถานการณ์ยืดเยื้อมานานเกือบ 23 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 600,000 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 8,000 คน พร้อมตั้งคำถามถึงปัจจัยและกลุ่มผลประโยชน์ที่อาจมีส่วนทำให้ปัญหายังคงดำรงอยู่

นายจักรภพ กล่าวว่า ตัวเลขทั้ง 3 ชุด คือ งบประมาณ 600,000 ล้านบาท ระยะเวลาเกือบ 23 ปี และชีวิตที่สูญเสียเกือบ 8,000 คน เป็นตัวเลขที่สังคมไทยควรจดจำ และใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการปรับทั้งความคิด จิตใจ และวิธีการแก้ปัญหาใหม่ เนื่องจากปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะเฉพาะ การให้ความสนใจน้อยเกินไปย่อมไม่ได้ แต่การให้น้ำหนักมากเกินไปก็อาจส่งผลให้ตัวแสดงบางฝ่ายได้รับการยอมรับในเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองมากขึ้น จึงต้องรักษาความพอดีในการดำเนินนโยบาย

ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรักษาปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้อยู่ในกรอบ “ปัญหาภายในประเทศไทย” โดยใช้แนวคิดการจำกัดวง หรือ Containment ไม่เปิดช่องให้ปัญหาขยายไปสู่มิติระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะโดยเปิดเผยหรือไม่ก็ตาม และควรรักษาให้เป็นประเด็นที่ประเทศไทยและประชาชนในพื้นที่สามารถร่วมกันจัดการได้

นายจักรภพ ยังเสนอให้รัฐบาลตรวจสอบผลประโยชน์อันเนื่องมาจากปัญหาอย่างจริงจัง โดยระบุว่า ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมแก้ปัญหาเดิม แล้วคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ได้ เมื่อรัฐบาลใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงจำเป็นต้องตั้งคำถามว่า มีอุปสรรคหรือปัจจัยอื่นใดที่ไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่า “ใครได้ประโยชน์จากปัญหาที่ยืดเยื้อนี้”

นายจักรภพ กล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่า “เถื่อน 5 อย่าง” ได้แก่ คนเถื่อน ของเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด และอาวุธเถื่อน พร้อมระบุว่า มีข้อสังเกตและความเชื่อในสังคมบางส่วนว่า ความรุนแรงที่ถูกอธิบายผ่านปัจจัยด้านประวัติศาสตร์และชาตินิยม อาจถูกบางกลุ่มนำมาใช้เป็นฉากอำพรางกิจกรรมผิดกฎหมายและผลประโยชน์อื่น จนทำให้การดำรงอยู่ของปัญหากลายเป็นประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม และเป็นแรงหน่วงไม่ให้สถานการณ์ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม นายจักรภพ ย้ำว่า ไม่ได้หมายความว่าปัญหาชายแดนภาคใต้เกิดจากเรื่องผลประโยชน์ทั้งหมด เพราะยังมีผู้ที่ยึดโยงกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และความเชื่ออย่างจริงจัง แต่รัฐจำเป็นต้อง “ส่องกล้อง” ให้ลึกขึ้นไปยังกลุ่มผลประโยชน์และตัวแสดงอื่นที่อาจแฝงตัวเข้ามาใช้ประโยชน์จากความขัดแย้ง รวมถึงข้อสงสัยต่อผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณของรัฐจำนวนมหาศาลด้วย

“ปัญหาใดก็ตามที่เราแก้ไม่ได้สักที ทั้งที่ใส่ทรัพยากร ใส่คนเก่ง ๆ และเครื่องมือเข้าไปมาก บางครั้งก็ต้องเริ่มตั้งสมมติฐานว่า เพราะไม่อยากแก้หรือไม่” นายจักรภพกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบทั้งอุปสรรคในการแก้ปัญหาและปัจจัยที่อาจทำหน้าที่หน่วงเหนี่ยวหรือรักษาปัญหาให้ดำรงอยู่ 

สำหรับแนวทางระยะยาว นายจักรภพ เสนอให้ใช้ระบบการศึกษา เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการตัดวงจรความขัดแย้ง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ไปจนถึงอุดมศึกษา ไม่ใช่เพียงเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ แต่ต้องช่วยเปิดโอกาสและสร้างทางเลือก เพื่อป้องกันไม่ให้คนบางส่วนเข้าสู่วงจรการกระทำผิดกฎหมายหรือการใช้ความรุนแรงท้าทายอำนาจรัฐ ขณะเดียวกันต้องเปิดพื้นที่ให้สามารถถกเถียงประวัติศาสตร์อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

พร้อมย้ำว่า สังคมไทยไม่ควรหลีกหนีข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ สิ่งใดที่เกิดขึ้นจริงต้องสามารถนำมาพูดคุยกันได้ โดยควรจัดเวทีสัมมนาและการสนทนาทางประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไม่ปล่อยให้แต่ละฝ่ายเลือกหยิบประวัติศาสตร์คนละด้านมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ

นอกจากนี้ นายจักรภพ ได้ยกบทเรียนจากสงครามเวียดนาม โดยชี้ว่า ขณะที่สหรัฐอเมริกามองการต่อสู้ผ่านกรอบ “สงครามเย็น” โฮจิมินห์กลับต่อสู้ภายใต้กรอบ “สงครามชาตินิยม” จึงเป็นการต่อสู้ที่แต่ละฝ่ายนิยามสงครามแตกต่างกัน พร้อมฝากเป็นบทเรียนสำคัญต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขอให้แน่ใจว่าเราไม่ได้ต่อสู้กันคนละสงคราม เพราะจะเป็นการติดกระดุมผิดเม็ดในขั้นรุนแรง

หน้าแรก » การเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง