วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569 13:00 น.

การเมือง

“จักรภพ” จี้รื้อการศึกษาไทย เลิกตีกรอบเด็กให้เหมือนกัน ดึงศักยภาพรายบุคคลสู้โลกยุค AI  แนะเปลี่ยนครูจาก “ผู้สั่ง” เป็น “โค้ช”

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เมื่อวันที่  10 กันยายน 2569    นายจักรภพ เพ็ญแข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเสนอปรับลดงบประมาณสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการลงร้อยละ 5 พร้อมระบุว่าเป็นการตัดสินใจที่จำใจ เนื่องจากเห็นว่าสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังไม่ประสบความสำเร็จในการบูรณาการหน่วยงานหลักด้านการศึกษาภายใต้กระทรวงให้ทำงานเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน

นายจักรภพ กล่าวว่า ภายหลังการแยกส่วนอุดมศึกษาออกไปอยู่ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงศึกษาธิการยังมีหน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และหน่วยงานด้านการศึกษาอื่นที่เกี่ยวข้อง แต่ปัญหาสำคัญคือแต่ละส่วนยังมีระบบราชการ การบริหาร และการจัดซื้อจัดจ้างของตนเอง ทั้งที่ทุกหน่วยงานกำลังทำงานเพื่อพัฒนาเยาวชนคนเดียวกัน

“เรากำลังพัฒนาเยาวชนคนเดียวกัน แต่ต้องผ่านระบบราชการ 4 ระบบ” นายจักรภพกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่าโครงสร้างดังกล่าวเหมือนเลโก้ ที่แต่ละชิ้นผลิตมาไม่สอดคล้องกัน เมื่อนำมาประกอบเป็นภาพใหญ่จึงไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างสนิท

นายจักรภพ กล่าวต่อว่า แม้ผลการศึกษาหรือผลการประเมินบางด้านของไทยจะปรับตัวดีขึ้น แต่คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงเด็กจากโรงเรียนใดหรือพื้นที่ใดเรียนเก่งกว่า หากต้องพิจารณาว่า เมื่อเด็กไทยต้องแข่งขันกับเยาวชนทั่วโลกแล้ว มีศักยภาพเพียงพอที่จะอยู่รอดและแข่งขันได้หรือไม่

ขณะเดียวกัน นโยบายการศึกษาไทยจำเป็นต้องทบทวนแนวคิดที่มุ่งหลอมรวมเด็กให้คิดหรือปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน โดยต้องสร้างสมดุลกับการส่งเสริมเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของเด็กแต่ละคน เพราะความถนัดและความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนสามารถพัฒนาไปเป็นศักยภาพของประเทศได้

นายจักรภพ ตั้งคำถามว่า หากระบบพยายามกดทับความเป็นตัวเองของเด็กภายใต้แนวคิดว่าทุกคนต้องเหมือนกันหรือทำสิ่งต่าง ๆ ในลักษณะเดียวกัน ย่อมสร้างแรงกดดัน ความเครียด และความกลัวขึ้นภายใน พร้อมยกกรณีเหตุการณ์ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี มาประกอบ โดยระบุว่า จากบันทึกของเยาวชนที่เกี่ยวข้องสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการคิดและการวางแผนที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ จึงไม่ควรมองเพียงว่าเป็นอารมณ์ชั่ววูบ แต่ควรนำมาเป็นบทเรียนเพื่อพิจารณาระบบการศึกษาและการดูแลเยาวชนอย่างจริงจัง

นายจักรภพ ย้ำว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด เพราะประเทศไทยยังมีครูที่ดี นักเรียนที่ตั้งใจ และผู้ปกครองที่พร้อมสนับสนุนบุตรหลานจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การกำหนดทิศทางของระบบว่า ประเทศไทยจะสามารถสร้างความเป็นหนึ่งเดียวควบคู่กับการส่งเสริมเอกลักษณ์และศักยภาพเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคนได้อย่างไร

นอกจากนี้ การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทำให้ระบบการศึกษาต้องเปลี่ยนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะ AI มาแล้ว ไม่ใช่กำลังจะมา และกำลังท้าทายความสามารถของมนุษย์ในหลายด้าน ดังนั้น บทบาทของครูจึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้หรือผู้กำหนดว่าเด็กต้องเรียนรู้อะไร แต่ต้องปรับบทบาทไปสู่การเป็น “ติวเตอร์ โค้ช หรือพี่เลี้ยง” ที่ช่วยให้เด็กค้นพบและพัฒนาศักยภาพของตนเอง

“ประเทศไทยมีดีมากเหลือเกิน” นายจักรภพกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า ปัญหาคือระบบพยายามนำความดีและความสามารถที่หลากหลายมารวมให้เป็นแบบเดียวกัน และใช้เวลาไปกับการลดทอนความเชื่อมั่นของเด็กแต่ละคน จนเด็กบางส่วนกลายเป็นคนซึมเซา ไม่กล้าเป็นตัวเอง ขณะที่บางคนเมื่อหลุดออกจากกรอบกลับแสดงความเป็นตัวเองมากเกินไปจนไม่สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ จึงถึงเวลาที่ระบบบริหารและการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการต้องสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของโลกและความต้องการที่แท้จริงของเด็กไทย
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง