วันอาทิตย์ ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2569 02:01 น.

การเมือง

"มณีรัฐ" สว.เชียงรายจี้รัฐบาลใช้งบปี 70 แก้พิษข้ามแดนที่ต้นเหตุ ชี้รัฐทุ่มพันล้านย้ายแหล่งน้ำ แต่สารพิษยังอยู่ในแม่น้ำกก

วันเสาร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.27 น.

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ในการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดเชียงราย อภิปรายถึงการจัดสรรงบประมาณด้านภัยพิบัติ ทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหามลพิษข้ามพรมแดน โดยเฉพาะสถานการณ์ในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

นางสาวมณีรัฐกล่าวว่า เมื่อพูดถึงภัยพิบัติ ประชาชนมักนึกถึงพายุ น้ำท่วม ไฟป่า หรือแผ่นดินไหว แต่ปัจจุบันภัยพิบัติที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะ มลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งแม้ต้นเหตุจะเกิดขึ้นนอกประเทศไทย แต่ผลกระทบสามารถไหลเข้าสู่ประเทศและสร้างความเสียหายต่อประชาชนได้โดยตรง

“ปัญหานี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะมีการเปิดเผยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ว่าพบสารหนูและตะกั่วเกินค่ามาตรฐาน แต่จนถึงวันนี้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงจำเป็นต้องนำกลับมาพูดในเวทีพิจารณางบประมาณอีกครั้ง” นางสาวมณีรัฐกล่าว

จับตางบตรวจวัดน้ำ 7 สถานี เชื่อม AI Dashboard

นางสาวมณีรัฐยกตัวอย่างโครงการในงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาแม่น้ำกก โดยระบุว่า กรมควบคุมมลพิษมีโครงการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำและเซ็นเซอร์ตรวจวัดมลพิษจำนวน 7 สถานี เพื่อพัฒนาการตรวจวัดโลหะหนัก เชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ AI Dashboard และฐานข้อมูลกลาง ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และแจ้งเตือนเมื่อพบค่ามลพิษเกินมาตรฐาน

นอกจากประโยชน์ด้านการเฝ้าระวังแล้ว ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถพัฒนาเป็นหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์สำหรับการเจรจาและสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม สว.เชียงรายตั้งคำถามว่า รัฐบาลจะนำข้อมูลจากระบบตรวจวัดไปใช้ต่ออย่างไร เพื่อให้ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแจ้งประชาชนว่า “วันนี้น้ำมีสารพิษเท่าไร” แต่สามารถยกระดับเป็นหลักฐานในการเจรจากับเมียนมา ประเทศในห่วงโซ่อุปทาน และองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อผลักดันการแก้ปัญหาที่ต้นทาง

ตั้งคำถามงบ 2,248 ล้าน ย้ายแหล่งน้ำประปาหนีสารพิษ

อีกโครงการสำคัญที่นางสาวมณีรัฐหยิบยกขึ้นมา คือโครงการของการประปาส่วนภูมิภาค ซึ่งเสนอวงเงินรวมประมาณ 2,248 ล้านบาท เพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบของการประปาส่วนภูมิภาค สาขาเชียงราย จากแม่น้ำกกไปยังแม่น้ำลาว รองรับผู้ใช้น้ำกว่า 80,000 ราย

นางสาวมณีรัฐตั้งข้อสังเกตว่า งบประมาณระดับหลายพันล้านบาทสะท้อนให้เห็นถึงขนาดของผลกระทบที่เกิดขึ้น พร้อมตั้งคำถามว่า หากประเทศไทยต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบหนีความเสี่ยงที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อ แล้ว งบประมาณสำหรับจัดการต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ใด

“แม้เราจะย้ายแหล่งน้ำในการผลิตประปาได้ แต่ปัญหาของการปนเปื้อนยังอยู่ที่เดิม ยังมีเกษตรกร ชาวประมง ชุมชน รวมถึงระบบนิเวศอีกจำนวนมากที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำสายเดิม และคนเหล่านี้ไม่สามารถ ‘ย้ายแม่น้ำ’ ตามระบบประปาไปได้” นางสาวมณีรัฐกล่าว

จี้ทำงบแบบบูรณาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ

สว.เชียงรายยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ทั้งกรมควบคุมมลพิษ หน่วยงานด้านสาธารณสุข การประปาส่วนภูมิภาค และกระทรวงการต่างประเทศ แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นอย่างชัดเจนคือ สัดส่วนงบประมาณที่มุ่ง “หยุดต้นเหตุ” เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ใช้ “รับมือกับผลกระทบ”

โดยเฉพาะคำถามว่า ในงบประมาณปี 2570 มีงบประมาณจำนวนเท่าใดสำหรับทำให้สารพิษหยุดไหลเข้าสู่ประเทศไทยตั้งแต่ต้นทาง และมีงบประมาณสำหรับการทูตเชิงรุก รวมถึง “การทูตเชิงวิทยาศาสตร์” เพื่อพิสูจน์และติดตามแหล่งกำเนิดมลพิษ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่องหรือไม่

นางสาวมณีรัฐเห็นว่า รัฐบาลควรจัดทำ แผนแม่บทการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ที่บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน โดยต้องมีเจ้าภาพหลัก เป้าหมายร่วม กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถตอบได้ว่าประเทศไทยจะลดและยุติมลพิษที่ต้นทางอย่างไร

กังวลงบเตรียมพร้อมสาธารณภัยลดเกือบ 30%

อีกประเด็นที่ สว.เชียงรายแสดงความกังวล คือ งบประมาณด้านการเตรียมความพร้อมรับมือสาธารณภัยที่ลดลงเกือบร้อยละ 30 ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงความพร้อมด้านเครื่องมือและอุปกรณ์ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นางสาวมณีรัฐตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่า ในวันที่ความเสี่ยงของประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ไฟป่า PM2.5 ขยะพิษ และมลพิษข้ามพรมแดน การลดงบประมาณด้านการเตรียมความพร้อมเกือบร้อยละ 30 นั้น สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่จริงหรือไม่

ชี้มลพิษแม่น้ำกกคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ

นางสาวมณีรัฐย้ำว่า ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหา “คุณภาพน้ำ” เพราะเกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงด้านน้ำ ความมั่นคงด้านอาหาร สุขภาพของประชาชน และท้ายที่สุดคือความมั่นคงของประเทศ

“รัฐต้องลงทุนหลายพันล้านบาทเพื่อรับมือกับปัญหา แต่ต้นเหตุของปัญหากลับอยู่นอกเขตอธิปไตยของประเทศไทย” นางสาวมณีรัฐกล่าว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปรับทิศทางงบประมาณให้สอดคล้องกับขนาดและลักษณะของปัญหา

ทั้งนี้ นางสาวมณีรัฐระบุว่า เคยตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือกับเมียนมาและจีน การเจรจากับต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ตลอดจนการฟื้นฟูลุ่มน้ำและการเยียวยาประชาชนแล้ว และยังรอคำตอบจากนายกรัฐมนตรี

เสนอ 3 คำถามใหญ่ ต้องตอบให้ชัดใช้งบไปทางไหน

ในการอภิปราย นางสาวมณีรัฐเสนอให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับการใช้งบประมาณปี 2570 โดยแบ่งให้เห็นอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่

1. งบประมาณสำหรับการป้องกันและเฝ้าระวัง เพื่อให้รู้สถานการณ์และความเสี่ยงอย่างทันท่วงที

2. งบประมาณสำหรับการรับมือ ฟื้นฟู และเยียวยา เพื่อดูแลประชาชนและระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ

3. งบประมาณสำหรับการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อหยุดการไหลเข้าของมลพิษและลดปัญหาอย่างยั่งยืน

นางสาวมณีรัฐทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของการพิจารณางบประมาณไม่ใช่เพียงการดูว่าแต่ละหน่วยงานได้รับงบประมาณเท่าใด แต่ต้องตอบให้ได้ว่า เงินที่ประเทศกำลังใช้กำลังพาไปสู่การแก้ปัญหาแบบใด

“เรากำลังใช้งบประมาณเพื่อให้ประชาชนอยู่กับสารพิษได้อย่างปลอดภัย หรือเราควรใช้งบประมาณเพื่อทำให้สารพิษหมดไปจากแม่น้ำของเรา”

คำถามดังกล่าวจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณปี 2570 โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการใช้งบประมาณเพื่อ “รับมือกับผลกระทบ” ไปสู่การลงทุนเพื่อ “แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ” และสร้างระบบจัดการมลพิษข้ามพรมแดนที่มีเจ้าภาพ แผนงาน งบประมาณ และตัวชี้วัดร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง