วันจันทร์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569 04:53 น.

การเมือง

"ณพลเดช"  ชี้กองทัพเรือควรเร่ง กระบวนการจัดซื้อเรือฟริเกต ตามกรอบของกฎหมาย เผยหากซื้อหลายลำในอนาคตอาจลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพการบริหารกำลังรบ

วันอาทิตย์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ-ครุภัณฑ์และ ICT สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า จากกรณีกองทัพเรือคัดเลือกบริษัท Hanwha Ocean Co., Ltd. จากสาธารณรัฐเกาหลี เป็นผู้ได้รับการคัดเลือกโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 1 ลำ ในวงเงิน 16,730 ล้านบาท จากกรอบวงเงินไม่เกิน 17,000 ล้านบาท และขณะนี้อยู่ในกระบวนการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ตนเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอนให้เป็นไปตามกรอบเวลาของกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น ขณะเดียวกันการตรวจสอบและการอุทธรณ์จะต้องดำเนินการอย่างครบถ้วน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยกองทัพเรือระบุว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังรบระยะยาวเพื่อทดแทนเรือเดิมที่มีอายุการใช้งานสูง และรองรับภารกิจรักษาอธิปไตย คุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ 
 
นายณพลเดชกล่าวว่า หากย้อนกลับไปดูบันทึกการประชุมในชั้นอนุกรรมาธิการในสมัยที่ตนปฏิบัติหน้าที่ จะพบว่าตนเคยเสนอประเด็นเรื่องการจัดหาเรือฟริเกตว่า หากมีความเป็นไปได้ควรพิจารณาเพิ่มจำนวนเรือให้มากกว่าหนึ่งลำ เพราะการจัดหาเรือหลายลำที่มีแบบหรือระบบใกล้เคียงกันอาจทำให้เกิดการประหยัดจากขนาด ทั้งด้านอะไหล่ การซ่อมบำรุง การฝึกกำลังพล การบริหารคลัง การจัดหาเครื่องมือ และการบริหารจัดการโดยรวม รวมถึงช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของขีดความสามารถในการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือ แต่ในเวลานั้นด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณของประเทศ จึงสามารถจัดหาได้เพียงหนึ่งลำ
 
นายณพลเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการจัดหาหลายลำจะต้องเกิดขึ้นในทันที แต่เป็นข้อเสนอในเชิงการวางแผนระยะยาว เพราะหากในอนาคตประเทศไทยมีงบประมาณเพียงพอและมีการจัดหาเรือเพิ่มเติม การมีเรือที่ใช้ระบบหรือแบบเดียวกันจะช่วยให้การบริหารกำลังพล การฝึกอบรม การจัดหาอะไหล่ และการซ่อมบำรุงมีความต่อเนื่องมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถนำประสบการณ์จากเรือลำแรกไปพัฒนาขีดความสามารถของเรือลำต่อไปได้ โดยกองทัพเรือเองระบุว่าการจัดหาเรือฟริเกตไม่ได้มองเฉพาะตัวเรือ แต่รวมถึงระบบ อุปกรณ์ อะไหล่ เครื่องมือ การฝึกอบรม การสนับสนุนทางเทคนิค และการส่งกำลังบำรุงด้วย 
 
**นายณพลเดชกล่าวว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคและของโลกมีความไม่แน่นอน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศและดูแลน่านน้ำของตนเอง โดยเฉพาะภารกิจด้านการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือ พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลที่มีความสำคัญต่อประเทศ แต่การจัดหายุทโธปกรณ์ต้องดำเนินการอย่างสมดุลกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ และต้องทำให้การลงทุนครั้งนี้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประเทศให้มากที่สุด
 
“ในชั้นอนุกรรมาธิการผมเคยเสนอว่า ถ้าประเทศมีศักยภาพด้านงบประมาณ การซื้อเรือหลายลำในแบบเดียวกันสามารถช่วยลดต้นทุนในระยะยาวได้ ทั้งอะไหล่ กำลังคน การฝึก การซ่อมบำรุง และการบริหารจัดการ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณในเวลานั้น จึงสามารถเดินหน้าได้เพียงลำเดียว ดังนั้น สิ่งสำคัญในวันนี้คือ เมื่อเราซื้อเรือลำแรกแล้ว ต้องใช้โครงการนี้เป็นฐานในการสร้างขีดความสามารถให้ประเทศไทยด้วย”
 
นายณพลเดชกล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพราะกองทัพเรือระบุว่าโครงการมีนโยบาย Offset ซึ่งครอบคลุมการลงทุนในประเทศไทย การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการมีส่วนร่วมของอุตสาหกรรมไทย โดยสำหรับเรือลำแรกกำหนดสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือ และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง สัดส่วนดังกล่าวต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 
 
นายณพลเดชกล่าวทิ้งท้ายว่า การเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างต้องหมายถึงการเร่งดำเนินการภายในกรอบกฎหมาย ไม่ใช่การข้ามขั้นตอน โดยหากการพิจารณาอุทธรณ์และการตรวจสอบต่าง ๆ ดำเนินการครบถ้วนแล้ว ก็ควรมีข้อยุติโดยเร็ว เพื่อให้กองทัพเรือสามารถวางแผนกำลังรบได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันรัฐบาลและกองทัพเรือควรกำกับให้ผลประโยชน์ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การจ้างงาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยเกิดขึ้นจริง เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้สร้างเพียงเรือหนึ่งลำ แต่สร้างทั้งความมั่นคงทางทหาร ความปลอดภัยของน่านน้ำไทย องค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานให้กับคนไทยด้วย
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง