วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569 17:49 น.

การเมือง

"ณพลเดช" ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หาก "กกต." ออกแบบระบบดี ช่วยตรวจสอบปัญหา "บัตรเขย่ง" ได้ โดยไม่กระทบความลับผู้ลงคะแนน

วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา จ.เชียงราย และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการใช้บาร์โค้ดหรือรหัสบนบัตรเลือกตั้งว่า ขอแสดงความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเห็นว่าจากนี้ควรนำหลักการดังกล่าวมาพิจารณาต่อยอดในเชิงระบบ ซึ่งขอเสนอเป็นเชิงวิชาการนะครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบความถูกต้องของบัตรและคะแนน โดยต้องไม่กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับครับ

นายณพลเดชกล่าวว่า ประเด็นที่น่าสนใจในทางวิชาการคือ หาก กกต.สามารถออกแบบระบบให้บาร์โค้ดหรือรหัสประจำบัตรทำหน้าที่เป็น “รหัสสำหรับตรวจสอบกระบวนการ” ก็อาจนำมาใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนบัตรในแต่ละขั้นตอนกับจำนวนคะแนนที่นับได้ เช่น บัตรถูกจัดส่งไปยังหน่วยใด มีการรับบัตรจำนวนเท่าใด ใช้ไปเท่าใด เหลือเท่าใด เป็นบัตรเสียเท่าใด และเมื่อเข้าสู่กระบวนการนับคะแนนแล้ว จำนวนคะแนนที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับจำนวนบัตรที่ใช้หรือไม่ โดยระบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเปิดเผยว่าบุคคลใดเป็นผู้ถือบัตรหรือเลือกผู้สมัครรายใดครับ

“หัวใจสำคัญคือ เราสามารถตรวจสอบ ‘ตัวบัตรและกระบวนการของบัตร’ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องตรวจสอบ ‘ตัวบุคคลกับการลงคะแนน’ หาก กกต.ออกแบบระบบแยกข้อมูลสองส่วนออกจากกันอย่างชัดเจน ก็จะช่วยสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งขึ้นได้ณพลเดชกล่าว

นายณพลเดชกล่าวต่อว่า แนวคิดนี้ยังสามารถนำมาพิจารณาในประเด็นที่สังคมเรียกว่า “บัตรเขย่ง” ซึ่งโดยหลักควรหมายถึงความไม่สอดคล้องกันของข้อมูลระหว่างจำนวนบัตรกับจำนวนคะแนนที่ปรากฏในกระบวนการเลือกตั้ง การมีรหัสประจำบัตรที่สามารถตรวจสอบเส้นทางของบัตรในระดับกระบวนการ อาจทำให้ กกต.สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางว่า บัตรที่จัดสรรไปยังหน่วยเลือกตั้งมีจำนวนเท่าใด บัตรถูกใช้ไปกี่ใบ บัตรที่เหลือและบัตรเสียมีจำนวนเท่าใด และคะแนนที่นับได้มีจำนวนสัมพันธ์กับข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ ครับ

ทั้งนี้ หากมีระบบตรวจสอบดังกล่าว กกต.ก็อาจสามารถตรวจสอบความผิดปกติของ “บัตร” ได้โดยตรง เช่น หากจำนวนบัตรที่ปรากฏในขั้นตอนหนึ่งไม่สอดคล้องกับข้อมูลในอีกขั้นตอน ระบบก็สามารถแจ้งให้ตรวจสอบเพิ่มเติมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มาใช้สิทธิ และไม่จำเป็นต้องรู้ว่าผู้ลงคะแนนแต่ละคนเลือกใคร นะครับ

นายณพลเดชย้ำว่า การตรวจสอบลักษณะนี้จึงควรเป็นการตรวจสอบ “ความถูกต้องของกระบวนการเลือกตั้ง” ไม่ใช่การตรวจสอบ “พฤติกรรมการลงคะแนนของประชาชน” เพราะสองเรื่องนี้สามารถแยกออกจากกันได้ และหลักการสำคัญคือประชาชนต้องสามารถลงคะแนนโดยรักษาความลับได้ ขณะเดียวกันระบบการเลือกตั้งก็ต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าบัตร คะแนน และข้อมูลในแต่ละขั้นตอนมีความสอดคล้องกัน

“ถ้า กกต.จะพัฒนาระบบในลักษณะนี้ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับคือความมั่นใจว่า บัตรทุกใบมีที่มา มีการควบคุม มีการตรวจสอบ และเมื่อเข้าสู่การนับคะแนนแล้วสามารถตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลได้ ขณะเดียวกันต้องไม่มีช่องทางให้ย้อนกลับไปทราบว่าประชาชนคนใดเลือกใคร นี่จะเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความโปร่งใส โดยไม่กระทบสิทธิในการลงคะแนนโดยลับ” ครับ

นายณพลเดชกล่าวว่า ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงคำถามว่า “บัตรมีบาร์โค้ดได้หรือไม่ได้” แต่ควรพิจารณาต่อว่า หากบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยและตรวจสอบเส้นทางของบัตรได้ กกต.จะสามารถออกแบบระบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการตรวจสอบ โดยเฉพาะการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง “จำนวนบัตร–จำนวนผู้ใช้สิทธิ–จำนวนบัตรที่เหลือ–บัตรเสีย–จำนวนคะแนน” เพื่อช่วยลดข้อสงสัยเกี่ยวกับบัตรเขย่ง และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้ง โดยทุกขั้นตอนต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง ระเบียบของ กกต. และคำวินิจฉัยของศาลที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ครับ

หมายเหตุ : ภาพสร้างจากเอไอ

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง