วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569 03:02 น.

การเมือง

 ข่าวประเทศไทย 5 ข่าวเด่น รอบเช้าประจำวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

วันพุธ ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569, 10.03 น.

รายงานข่าวประจำช่วงเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 จับตาประเด็นสำคัญในประเทศไทย ทั้งปัญหาราคาน้ำมันและต้นทุนขนส่ง ความขัดแย้งด้านอำนาจหน้าที่ของ กกต. มาตรการลดค่าครองชีพผ่านระบบรถไฟฟ้า การปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ไฟฟ้า และการเตือนภัยสภาพอากาศแปรปรวน

โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สหพันธ์ขนส่งฯ นัดชุมนุมกระทรวงพลังงาน จี้รัฐบาลตรึงดีเซล B7 ลิตรละ 35 บาท นาน 1 ปี

สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย พร้อมเครือข่ายสมาคมผู้ประกอบการขนส่ง นัดรวมตัวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณกระทรวงพลังงาน ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ระหว่างเวลา 09.00-15.00 น. เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจขนส่งทั่วประเทศ

นายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ประกอบการกำลังเผชิญภาระต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมัน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซล B7 ไว้ที่ลิตรละ 35 บาท เป็นระยะเวลา 1 ปี พร้อมเสนอให้ทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการและประชาชน

การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งเข้าร่วมถึง 13 สมาคม โดยต้องการให้รัฐบาลรับฟังข้อเสนอและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ประเด็นที่น่าจับตา: หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงานได้ อาจส่งผลต่อราคาสินค้า ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

2. กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจปมเลือก สว. หลังศาลฎีการับ 3 คดีตรวจสอบคุณสมบัติ

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ในการจัดการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง 3 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว.

ประเด็นสำคัญเกิดจากผู้ร้อง 5 ราย ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. รวมถึงขอให้ตรวจสอบหรือทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เคยยกคำร้องไปแล้ว

กกต. เห็นว่าการที่ศาลฎีการับคำร้องทั้ง 3 คดี อาจกระทบต่อขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งรับสมัครและคำวินิจฉัยของ กกต. ในกรณีดังกล่าวถือเป็นที่สุดหรือไม่

ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวยังเป็นข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ข้อยุติว่าฝ่ายใดมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง

ประเด็นที่น่าจับตา: คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตอำนาจระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา และส่งผลต่อกระบวนการตรวจสอบความชอบธรรมของการเลือก สว.

3. ครม. ไฟเขียวค่าโดยสารรถไฟฟ้าสูงสุด 45 บาท เริ่ม 1 มกราคม 2570 ลดภาระประชาชน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนผ่านระบบค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยกำหนดค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว พร้อมยกเลิกการจัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อประชาชนเดินทางเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าต่างสาย

มาตรการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยมีเป้าหมายช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหลายสายเป็นประจำ

รัฐบาลเตรียมพัฒนาระบบชำระเงินร่วม โดยใช้เทคโนโลยี EMV Contactless รองรับบัตรเครดิต บัตรเดบิต และบัตรแมงมุม เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางเชื่อมต่อระหว่างระบบรถไฟฟ้าได้สะดวกยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีแนวทางคืนเงินส่วนต่างให้แก่ผู้โดยสารในกรณีที่ค่าโดยสารจริงสูงกว่าเพดานที่กำหนด ตามหลักเกณฑ์ของรัฐบาล

ประเด็นที่น่าจับตา: มาตรการนี้ถือเป็นความพยายามสำคัญในการลดต้นทุนการเดินทางของคนเมือง แต่ประสิทธิผลจะขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบตั๋วร่วม การชดเชยรายได้แก่ผู้ให้บริการ และการเชื่อมต่อรถไฟฟ้าทุกสายอย่างทั่วถึง

4. ครม. ปรับภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า BEV-REEV เป็น 35% เริ่มปี 2570 มุ่งปกป้องอุตสาหกรรมไทย

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีมติเห็นชอบการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) และรถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) โดยกำหนดอัตราภาษีใหม่เป็น 35% และให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 เป็นต้นไป

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปรับภาษีครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับการแข่งขันในตลาดโลก โดยรถยนต์ BEV จะปรับภาษีจากเดิม 10% เป็น 35% ส่วนรถยนต์ REEV จะปรับจาก 15% เป็น 35%

รัฐบาลต้องการรักษาฐานการผลิตรถยนต์ภายในประเทศ สนับสนุนการจ้างงานแรงงานไทย และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการที่ลงทุนตั้งโรงงานในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน กรมสรรพสามิตได้รับมอบหมายให้พิจารณาโครงสร้างภาษีและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย

ประเด็นที่น่าจับตา: การขึ้นภาษีอาจส่งผลต่อต้นทุนและราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าบางรุ่น ขณะที่ผู้ผลิตที่ลงทุนในประเทศอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการสนับสนุน แต่รัฐบาลต้องรักษาสมดุลระหว่างการส่งเสริมอุตสาหกรรมไทยกับการรักษาทางเลือกของผู้บริโภค

5. กรมอุตุฯ เตือนฉบับที่ 6 ไทยตอนบนอากาศแปรปรวน ภาคใต้เสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมาก 5-9 พ.ย.

กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศฉบับที่ 6 (289/2569) เรื่องอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ โดยมีผลกระทบระหว่างวันที่ 5-9 พฤศจิกายน 2569 ขอให้ประชาชนติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

กรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า ในช่วงวันที่ 5-7 พฤศจิกายน ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และอาจมีลูกเห็บตกในบางพื้นที่ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบก่อน จากนั้นจึงขยายไปยังภาคเหนือ ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก

ส่วนภาคใต้ในช่วงวันที่ 7-9 พฤศจิกายน จะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ รวมถึงฝนตกหนักมากบางแห่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงภัยและพื้นที่ลาดเชิงเขา

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือบริเวณป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงในช่วงเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พร้อมระมัดระวังการเดินทางผ่านพื้นที่น้ำท่วมขัง

ประเด็นที่น่าจับตา: ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงของภาคใต้ควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด ขณะที่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และกรุงเทพฯ ควรเตรียมรับมือกับฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน
 

หน้าแรก » การเมือง

Top 5 ข่าวการเมือง

ข่าวในหมวดการเมือง