วันอังคาร ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2564 17:28 น.

ภูมิภาค

วอนอย่าดราม่า! ปั้นศิวลึงค์ขอฝน แจงประเพณีโบราณ ความเชื่อหวังเป็นที่พึ่งทางใจ

วันศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564, 09.32 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวบ้านโยธะกา นำโดยนายชำนาญ แก่นทองแดง อายุ 52 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงกระแสสะพัดบนโลกโซเชียลทั้งในแง่บวกและแง่ลบว่า หลังจากชาวบ้าน ม.2 ม.6 และ ม.9 ได้ร่วมใจกันปั้นศิวลึงค์เพื่อขอฝน หลังจากขาดน้ำในการทำนา เหตุจากฝนได้เว้นช่วงมานานตั้งแต่เมื่อต้นเดือน พ.ค.64 จนทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อนนั้น
 
สิ่งที่ชาวบ้านทำขึ้นมานี้ เป็นความเชื่อทางประเพณีในท้องถิ่นที่เคยทำกันมาแต่โบราณนับแต่ในอดีตหลายชั่วอายุคน เนื่องจากชาวบ้านใน ต.โยธะกา มีอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยมีผืนนาทั้งตำบลหลายหมื่นไร่ ที่ต้นข้าวยืนต้นรอฝนที่ขาดทิ้งช่วงไป จึงได้มีการนำดินเหนียวแดงมาปั้นปลัดขิกหรือศิวลึงค์เพื่อขอฝน โดยทำกันเป็นประจำแต่ไม่ทุกปี โดยจะมีการปั้นเฉพาะในปีที่มีฝนน้อยหรือฝนไม่ตกตรงตามฤดูกาลที่ชาวบ้านต้องการน้ำจะทำนา
 
เช่นเดียวกันกับการแห่นางแมว ซึ่งชาวบ้านก็เคยทำควบคู่กันมานับแต่ในอดีต แต่เมื่อแมวถูกสาดน้ำ ชาวบ้านก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นทรมานสัตว์ ต่อมาในระยะหลังจึงได้เลิกแห่นางแมวกันไปนานหลายปีแล้ว ส่วนการปั้นศิวลึงค์นี้ถือว่าไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร เพราะตรงจุดที่สร้างหรือปั้นขึ้นมาบนกลางถนนนั้น เป็นเส้นทางตันมุ่งหน้าลงสู้ลำคลองเพื่อเข้าไปยังที่บริเวณประตูระบายน้ำคลอง 20 ขวางกั้นคลองบางไทร และไม่มีรถสัญจรผ่าน
 
 
จึงเป็นเส้นทางที่รถจะพุ่งลงคลองและไม่มีบ้านคนอยู่ทั้ง 2 ข้างทาง จึงได้ห้ามรถเข้ามาโดยเด็ดขาด ไม่ได้เป็นอย่างที่โซเชียลวิจารณ์ว่าสร้างขวางถนนแล้วจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นการป้องกันอุบัติเหตุมากกว่า เนื่องจากเคยมีอุบัติเหตุจากคนที่ไม่รู้ทางขับรถเข้ามาตกลงไปในคลองบริเวณนี้มาแล้ว จึงอยากขอวอนให้หยุดดราม่าทางโซเชียล เพราะเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งในสังคมออนไลน์นั้นมีทั้งคนที่คิดดีและคิดในเชิงลบ และเมื่อก่อนชาวบ้านก็เคยปั้นกันมาแบบนี้แต่ไม่โซเชียลก็เลยไม่มีปัญหาอะไร
 
หลังจากปั้นขึ้นมาแล้วหากมีฝนตกลงมาตามที่ขอ ดินเหนียวที่ชาวบ้านปั้นขึ้นมาก็จะถูกน้ำฝนชะละลายลงไปเอง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ โดยล่าสุดนั้นหลังจากที่ได้มีการปั้นกันขึ้นมาเมื่อวานนี้ ได้เริ่มมีฝนโปรยลงมาเมื่อช่วงเช้านี้แล้ว 1 ครั้ง แต่ไม่หนักมาก และในช่วงบ่ายของวันนี้ ก็ได้มีฝนตกลงมาอีกห่าหนึ่งสองซู่ใหญ่จนทำให้พอมีน้ำขังขึ้นมาในระดับหนึ่ง รวมเป็น 2 ห่าแล้ว หลังจากที่ได้ปั้นศิวลึงค์ขอฝนขึ้นมา
 
และในวันนี้ยังมีเมฆฝนทับตะวันสีดำลอยอยู่บนท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกอีกในช่วงเย็นของวันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณดี ตามหลักโบราณที่ว่า หากมีเมฆฝนทับตะวันเกิดขึ้นนั้น จะทำให้มีฝนตกลงมาห่าใหญ่สมกับความต้องการของชาวบ้านที่ได้ทำพิธีขอฝนกันขึ้นมาในครั้งนี้ การปั้นหรือสร้างศิวลึงค์ขึ้นมายังเป็นการทำให้ชาวบ้านได้แสดงถึงความสามัคคีกันในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายที่ได้ออกมาร่วมแรงร่วมใจในการปั้น และมายืนให้กำลังใจต่อกัน
 
 
โดยในรุ่นของตนนั้น ถือเป็นการปั้นขึ้นเป็นครั้งที่ 4 แล้ว เฉพาะในปีที่มีฝนแล้ง เพราะหากฝนไม่ตกลงมา แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำนครนายกที่ผ่านพื้นที่ก็จะมีน้ำเค็มหนุนขึ้นมาสูง และทำให้ชาวบ้านขาดทั้งน้ำในการประกอบอาชีพทำนาและขาดน้ำในการอุปโภคบริโภคด้วย นายชำนาญ กล่าว
ด้าน นายวิชัย สิงหนาท อายุ 75 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 ม.6 ต.โยธะกา ผู้ที่สืบทอดตำนานการปั้นมาจากคนรุ่นก่อน และยังเป็นคนนำปั้นศิวลึงค์ในครั้งนี้ กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องปั้นศิวลึงค์ขึ้นมาเพราะชาวบ้านมาขอร้องให้ปั้น เนื่องจากขาดน้ำทำนา ทั้งน้ำในคลองก็ยังเค็ม โดยเป็นการสืบทอดมาจากคนรุ่นก่อนตั้งแต่เมื่อครั้งที่ตนยังเป็นเด็กเลี้ยงควาย ในตอนที่ตนอายุประมาณ 10 ขวบ จนปัจจุบันอายุ 75 ปีแล้ว และยังมีการทำเรื่อยมา
 
แต่จะทำเฉพาะในปีที่ชาวบ้านขาดแคลนน้ำทำนา หรือปีที่ไม่มีฝนตกในฤดูทำนา ซึ่งหากมีฝนมาตรงตามฤดูกาลหลายปีติดต่อกันก็จะเว้นช่วงห่างหายไป ไม่ได้มีการปั้นศิวลึงค์นี้ขึ้นมาอีกจึงอาจทำให้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่เคยเห็น การที่จะทำปลัดขิกหรือศิวลึงค์นี้ขึ้นมานั้น ไม่ใช่เป็นการอนาจารหรือเป็นสิ่งหยาบคายอะไร วัสดุที่ใช้ก็เป็นเพียงดินเหนียวแดงชนิดเดียวกับที่ใช้ปั้นโอ่งหรือไห สีก็ใช้สีน้ำทาบ้านธรรมดาทั่วไปทา
 
 
โดยศิวลึงค์ที่ปั้นขึ้นมาในครั้งนี้มีขนาดฐานกว้าง 1.75 เมตรสูง 1.93 เมตร เมื่อฝนตกลงมามากๆ ก็จะชะล้างละลายลงไปกองอยู่พื้นดินเอง เพราะหากฝนตกยิ่งเยอะยิ่งดีถือเป็นอาถรรพ์ของศิวลึงค์ที่ปั้นขึ้น ซึ่งระหว่างการปั้น ก็ได้มีการประกอบพิธีจุดธูป 16 ดอกบูชาขอเจ้าที่เจ้าทางในบริเวณนี้เพื่อทำการปั้นด้วย พร้อมกับได้ภาวนาร้องขอ “เทวดา 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินขอองค์อินทร์ทั้งหลายลงมาดลบันดาลให้ฝนโปรยลงมาให้ลูกหน่อยเถิด ตอนนี้มันแห้งแล้งเหลือเกินไม่มีน้ำจะใช้ ชาวนาเดือดร้อนไม่มีน้ำทำนากัน”
 
ซึ่งได้บอกไปทำนองนี้โดยพูดอธิษฐานแต่สิ่งดีๆ เนื่องจากชาวบ้านขาดน้ำกันมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน พ.ค.64 โดยคนที่หว่านข้าวไปก่อนหน้าแล้วนั้น ข้าวได้แห้งตายไปแล้ว 2-3 ครั้งเพื่อรอฝน แต่ฝนก็ยังไม่ตก สำหรับประเพณีนี้ในครั้งต่อไปตนก็อาจจะปั้นให้ไม่ไหวแล้ว ก็ต้องให้รุ่นลูกหลานสืบทอดกันต่อไป เพราะดินก้อนใหญ่มีน้ำหนักมาก ซึ่งจะมีนายสนั่น สาทภัย อายุ 67 ปี ที่ได้มาช่วยปั้นในครั้งนี้ และมีนายสมพงษ์ โพธิ์ทอง อายุ 49 ปี ผู้ที่มาขอร้องให้ตนปั้นจะเป็นผู้สืบทอดในรุ่นต่อไป นายวิชัย กล่าว

หน้าแรก » ภูมิภาค