วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 21:22 น.

ภูมิภาค

“บิ๊กป้อม”ลุยสุราษฎร์ฯติดตามสถานการณ์น้ำและพบชาวสวนปาล์ม สวนยาง

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 14.45 น.

สุราษฎร์ธานี-พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ฯติดตามสถานการณ์น้ำและพบเกษตรกรชาวสวนปาล์มปลื้มถูกสาวๆหอมแก้มหอมมือ โดยมีอดีตนายก อบจ.สุราษฎร์ธานีและนักธุรกิจขนาบข้าง

 

เมื่อเวลา 10.40 น.วันนี้ (17 ต.ค.65 )ที่ศาลางกลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยทันทีที่ลงจากรถได้เดินตรงพบปะกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 18 จังหวัด (ภาคใต้ 14 จังหวัด ภาคกลาง 4 จังหวัด)ประมาณ 300 คนที่ยืนรอถือป้ายไวนิลเขียนข้อความต่าง ๆ ให้การต้อนรับ พร้อมจับไม้จับมือ หอมมือ หอมแก้มอยู่ประมาณ 5 นาที

 

 

ก่อนที่จะเข้าห้องประชุมรับฟังการบรรยายสรุป ณ ห้องประชุมเมืองคนดี ชั้น 5 ศาลากลาง จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีนายวิชวุทย์ จินโต ผวจ.สุราษฎร์ธานี กล่าวต้อนรับ และบรรยายสรุปภาพรวมในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี / เลขาธิการ สทนช. นำเสนอแผนงานด้านทรัพยากรน้ำ และการคาดการณ์สถานการณ์น้ำในพื้นที่ / อธิบดีกรมชลประทาน นำเสนอสถานการณ์น้ำ แผนการดำเนินงานโครงการแก้มลิงสระบัว(อ่างเก็บน้ำทุ่งกระจูด) / อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นำเสนอแผนการดำเนินงานโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสุราษฎร์ธานี/ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำเสนอการเตรียมการณ์รับมือสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ / เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นำเสนอสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดยใช้เวลาประชุมนานประมาณเกือบชั่วโมง

 

โดยสรุปภาพรวมสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ แผนงานด้านทรัพยากรน้ำและสถานการณ์ปาล์มน้ำมันในประเทศ โดย พล.อ.ประวิตร ย้ำสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จังหวัดและทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมชลประทาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมการรับฤดูฝนภาคใต้ที่กำลังมาถึง โดยเน้น 13 มาตรการรับมือฤดูฝน

 

 

และให้ความสำคัญสำรวจพื้นที่เสี่ยงและความพร้อมของสถานีสูบน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ โดยให้บริหารจัดการน้ำผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำและคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด พร้อมทั้งขอให้นำบทเรียน การป้องกันและแก้ปัญหา พื้นที่เสี่ยงปีที่ผ่านมา มาบริหารจัดการลดความเสี่ยงและผลความเสียหายจากอุทกภัย และต้องให้ความสำคัญแจ้งเตือนและนำประชาชนออกจากพื้นที่ให้ทันเหตุการณ์

 

หากเกิดน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมกันนี้ขอให้ สทนช.เตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีหากจำเป็น

 

จากนั้นพบปะกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มอีกรอบ โดยสอบถามถึงเรื่องปัญหาที่เดินทำกินและราคาปาล์ม ซึ่งเกษตรกรชาวสวนปาล์มบางรายบอกว่าขอราคาปาล์มกิโลกรัมละ 8-10 บาท หรือขอให้ลดราคาปุ๋ยลง ซึ่ง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกับเกษตรกรชาวสวนปาล์มอีกครั้งโดยสรุปว่าช่วงที่เข้ามาดูแลเรื่องปาล์มน้ำมันจะเห็นได้ว่าโดยเฉลี่ยราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก ทั้งนี้จะพยายามจะให้ราคาปาล์มดีตลอดไป

 

พล.อ.ประวิตร ยังได้ย้ำนโยบายรัฐบาลกับการบริหารจัดการปาล์มน้ำมัน ผ่านคณะกรรมการปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มุ่งแก้ปัญหาปาล์มล้นตลาดและราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมาตลอด โดยออกมาตรการผลักดันการส่งออกและนำน้ำมันปาล์มส่วนเกินมาผลิตพลังงาน รวมทั้งติดมิเตอร์วัดน้ำมันปาล์มดิบ ส่งผลราคาปาล์มน้ำมันดีขึ้นต่อเนื่อง

 

 

รวมทั้งเตรียมออกมาตรการระยะยาว แปรรูป เพิ่มมูลค่าให้ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สำหรับ การบูรณาการพัฒนาปาล์มน้ำของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ขอให้มุ่งเป้า Oil Palm City ที่ส่งเสริมการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืนและดูให้มีการซื้อขายปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรม เพื่อดูแลเกษตรกรอย่างทั่วถึงในพื้นที่ พร้อมขอขอบคุณ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมขับเคลื่อนมาตรการปาล์น้ำมันอย่างได้ผล จากนั้นตัวแทนชาวสวนปาล์มและสวนยางได้มอบหนังสือขอให้รองนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินพร้อมกับถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

 

และในช่วงบ่ายเวลาประมาณ 14.00 น.ลงพื้นที่ ติดตามโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองสุราษฎร์ธานี โดยกรมโยธาธิการและผังมือง รายงานโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมซนเมืองสุราษฎร์ธานี และติดตามโครงการแก้มลิงสระบัว (อ่างเก็บน้ำทุ่งกระจุด) ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน  เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 750 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 7ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 ขณะนี้การก่อสร้างคืบหน้ากว่า 86 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยแก้ไขปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน และแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เก็บน้ำเพื่อการเกษตรในพื้นที่ตำบลท่าสะท้อน อำเภอพุนพิน และตำบลท่าเรือ อำเภอบ้านนาเดิม มีราษฎรได้รับผลประโยชน์ 600 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรประมาณ 1,000 ไร่เป็นจุดสุดท้ายก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ.

หน้าแรก » ภูมิภาค