วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:02 น.

ภูมิภาค

สนธยา พาเข้าวัด นมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ศูนย์รวมดวงใจ ไทย-ลาว ริมโขง

วันอาทิตย์ ที่ 08 มกราคม พ.ศ. 2566, 16.37 น.
วันที่ 8 ม.ค. 66 สนธยา พาเข้าวัด ฟังธรรม  เดินทางไปพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กราบนมัสการพระพุทธรูปนามว่า พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อายุกว่า 1 พันปี เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมงคลชีวิต พุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้าน คู่เมือง ริมฝั่งแม่น้ำโขง ทั้งชาวไทย – ชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว )ให้ความเคารพนับถือศรัทธามาก 
 
สำหรับ วัดพระโต ตั้งอยู่บ้านปากแซง หมู่ที่ 3 ตำบลพะลาน อำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี  มีเจ้าอาวาส 1 รูป พระภิกษุสงฆ์ 8 รูป สามเณร 2 รูป มรรคนายก 2 คน ไม่มีแม่ชี สังกัดมหานิกาย บนเนื้อที่ 14 ไร่ เป็นที่ตั้งกุฏิ อุโบสถ ศาลาการเปรียญ เป็นต้น 
 
ที่โดดเด่น และ เป็นจุดสนใจของญาติโยม พุทธศาสนิกชน เดินทางเข้ามาวัดพระโต อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะวันหยุดเทศกาล หรือ วันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ จะมีพุทธศาสนิกชน นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากเป็นพิเศษ เพื่อเข้ามากราบนมัสการ ขอพร พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ประดิษฐานภายในมหาศาลา เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ อายุ 1,379 ปี ทุกคนจะเดินทางเข้ามากราบขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคล เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะ พุทธศาสนิกชน จาก ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว) นั่งเรือข้ามแม่น้ำโขง เข้ามากราบทุกวัน เพราะวัดพระโตอยู่ติดแม่น้ำโขง 
 
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เดิมเรียกชื่อว่า พระเจ้าอินทร์ใส่โสม ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระโต บ้านปากแซง ต.พะลาน อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.1180 เป็นพระพุทธรูปปางมารสะดุ้ง  หรือ มารวิชัย ลักษณะงดงามมาก สร้างด้วยอิฐขนาดหน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร ฐานบนแท่นบูชาสูง 1.19 เมตร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งประชาชนชาวไทยและประชาชนชาวสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว) เลื่อมใสศรัทธากราบไหว้บูชาตลอดมา จนกลายเป็นประเพณีที่สำคัญในการนมัสการพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ในวันขึ้น 4 ค่ำ ถึง วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ของทุกปี และจะมีประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางเข้ามามนัสการจำนวนมาก 
 
สำหรับประวัติความเป็นมาของพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เล่ากันว่า   ในสมัยขอมเรืองอำนาจ มีกษัตริย์องค์หนึ่งพระนามว่า “พระยาแข้วเจ็ดถัน” ได้เสด็จร่องเรือมาตามแม่น้ำโขง พอมาถึงบ้านปากแซงได้หยุดประทับเรือ 1 คืน ได้พบกับเจ้ากวนของหมู่บ้านและได้รับทราบประวัติความเป็นมาของชาวบ้านปากแซงว่าเป็นหมู่บ้านที่มีหาดทรายกลางลำน้ำโขงสวยงามมาก ในฤดูแล้ง ถ้าปีใดหาดทรายโผล่ บริเวณทิศเหนือหรือทิศใต้ของหมู่บ้าน ประชาชนในหมู่บ้านจะประสบความทุกข์ยากเดือดร้อน แต่หากปีใดหาดทรายโผล่ระหว่างหมู่บ้าน ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุข เมื่อรับทราบ ดังนั้น พระองค์เกิดความศรัทธา ในความมหัศจรรย์ของหาดทรายแห่งนี้ และตรัสว่า “สักวันหนึ่งจะกลับมาสร้างหมู่บ้านนี้ให้เจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองใหญ่”  
 
ต่อมา ในราว พ.ศ.1154 พระยาแข้วเจ็ดถัน พร้อมด้วยข้าทาสบริวาร ได้เดินทางมาที่บ้านปากแซง และมอบหมายให้เจ้าแสง(นายบ้านสมัยนั้น) เป็นผู้นำในการสร้างบ้านแปลงเมืองและได้รับสร้างพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่ง ด้วยอิฐผสมปูนขาว มีขนาดใหญ่หน้าตักกว้าง 2.90 เมตร สูง 4.36 เมตร ประดิษฐานบนแท่นบูชากว้าง 3.47 เมตร ยาว 3.47 เมตร สูง 1.19 เมตร และขนานนามว่า  “ พระอินทร์ใส่โสม “ เข้าใจว่าในสมัยโบราณมีความเชื่อเรื่องพระอินทร์พระพรมในเรื่องความสวยงามและความศักดิ์สิทธิ์ด้วย 
 
การสร้างพระพุทธรูปแล้วเสร็จในปี พ.ศ.1180 เนื่องจากเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ”  เมื่อเจ้าแสงผู้นำการก่อสร้างถึงแก่กรรมลง ชาวบ้านจึงได้สร้าง “หอแสง” ใกล้กับพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อไว้เป็นอนุสรณ์ มีชาวบ้านให้ความเคารพกราบไหว้บูชาเช่นเดียวกัน 
 
สำหรับ วัดพระโต เคยเป็นวัดร้างมาก่อนนับร้อยปี มีการค้นพบโดยครวญช้างและประชาชนในหมู่บ้าน ได้พร้อมใจกันบูรณปฏิสังขรณ์ ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับและมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาเป็นช่วงๆ 
 
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นปูชณียสถานอันสำคัญเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ ศูนย์รวมดวงใจ ไทย – ลาว สองฝั่งโขง เชื่อมโยงสู่ความเจริญทางด้านวัฒนธรรม คุณธรรม ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงาม ให้ชุมชนรุ่นหลังได้สืบสานต่อไปอย่างไม่เสื่อมคลาย 

หน้าแรก » ภูมิภาค