วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:37 น.

ภูมิภาค

ยิ่งใหญ่อลังการ! ขบวนแห่ต้นกัลปพฤกษ์กลางน้ำโขง ชาวนครพนมรวมใจทอดถวายสักการะรอยพระบาทศักดิ์สิทธิ์

วันศุกร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.39 น.

วันที่ 14 เมษายน 2566 เวลา 07.30 น. บริเวณริมแม่น้ำโขงท่าเทียบเรือท่องเที่ยว หน้าตลาดอินโดจีน ถนนสุนทรวิจิตร เขตเทศบาลเมืองนครพนม นายวันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม นางสงวน จันทร์พร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครพนม คณะหัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ หน่วยงานต่าง ๆ  และประชาชนในพื้นที่ ได้พร้อมใจสร้างต้นกัลปพฤกษ์จำลองเพื่อขึ้นเรือท่องเที่ยวพาราไดซ์ครูซ นำไปทอดถวายวัดพระบาทเวินปลา(วัดโพธิ์ชัย) หมู่ 1 ต.เวินพระบาท อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เป็นการร่วมกันสร้างบุญกุศลให้กับตัวเอง บุคคลในครอบครัว และอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้วในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2566 โดยล่องเรือสำราญทวนแม่น้ำโขงจากบริเวณทางขึ้น-ลง จากบริเวณดังกล่าว ไปสักการะรอยพระพุทธบาทเวินปลาอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นโขดหินกลางแม่น้ำโขง อยู่ท่าน้ำหน้าวัดพระบาทเวินปลา รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร

 

 

ทั้งนี้ พระเทพวรมุนี ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เมตตาเป็นประธานนำคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนชาวจังหวัดนครพนม และ นักท่องเที่ยว ซึ่งประกอบไปด้วย พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ วัดป่าวังน้ำเย็น จ.มหาสารคาม พระอาจารย์สมัย รักขิตธัมโม เจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ร่วมเดินทางไปกับเรือสำราญด้วย

 

เมื่อเรือเทียบท่าหน้าวัดพระบาทเวินปลา จึงได้ร่วมกันตั้งขบวนแห่ไปรอบต้นศรีมหาโพธิ์ที่อยู่ภายในวัด 3 รอบ ก่อนที่จะนำไปทอดถวายเพื่อให้คณะสงฆ์ของวัดพระบาทเวินปลาได้ใช้ในการพัฒนา ให้มีความเจริญและคงอยู่คู่กับชุมชน เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเป็นการสืบสาน รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงานให้คงอยู่สืบไป

 

 

การแห่ต้นกัลปพฤกษ์ทางน้ำ หรืออีกนัยหนึ่งว่าผ้าป่ากลางน้ำนี้ อาจจะเป็นแห่งแรกใน 20 จังหวัดภาคอีสาน มูลเหตุเกิดจากปี พ.ศ.2538 หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระเถราจารย์ชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดธาตุมหาชัย อ.ปลาปาก จ.นครพนม ต้องการจะนำผ้าป่าสามัคคีไปทอดถวายยังวัดพระบาทเวินปลา โดยมีเจตนาใช้เส้นทางแม่น้ำโขง เนื่องจากหลวงปู่ศรีหมอก หรือพระครูพิมลชัยคุณ เจ้าอาวาสวัดพระบาทเวินปลา(ในขณะนั้น)เป็นสหธรรมิกกัน โดยปีดังกล่าวมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม(คนที่ 29) และ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ ได้มีหารือกันจึงเห็นพ้องจัดผ้าป่าสามัคคีทางน้ำ โดยใช้เรือบั๊กที่ใช้สำหรับบรรทุกรถยนต์ข้ามฟากไปยังฝั่งประเทศลาว เพราะขณะนั้นยังไม่มีสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ต่อมาหลวงปู่คำพันธ์ละสังขาร ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะสืบสานประเพณีดังกล่าวนี้

 

 

กระทั่งนายคมสิน ศรีมานะศักดิ์ อดีต ผอ.รร.ปิยะมหาราชาลัย หลังเกษียณอายุราชการมาเป็นประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดนครพนม  จึงหารือกับปราชญ์ชาวบ้านและผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงเป็นที่มาของพิธีทอดผ้าป่าสามัคคีทางน้ำ โดยกำหนดวันที่ 14 เมษายนของทุกปี  ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยเป็นวันทอดผ้าป่าทางน้ำ ซึ่งปี 2566 เป็นปีที่สองหลังฟื้นฟูประเพณีดังกล่าวกลับขึ้นมาอีกครั้ง

 

ทั้งนี้ ต้นกัลปพฤกษ์เป็นต้นไม้ที่ชาวไทยโบราณ มีความเชื่อว่าเป็นต้นไม้ที่เป็นสิริมงคล นอกจากนี้ต้นกัลปพฤกษ์ยังปรากฏอยู่ในเรื่องราวของพระพุทธเจ้า โดยพระพุทธองค์ทรงตรัสพระธรรมเทศนาไว้ว่า ผู้ใดมีใจศรัทธามาก่อสร้างกัปปรุกขัง ยังต้นกัลปพฤกษ์ถวายบูชาคุณพระรัตนตรัยทั้งสามประการแล้ว จะเป็นผู้มีอานิสงค์มาถึง 16 กัลป์ และบุคคลผู้กระทำนั้น ครั้งสิ้นชีพไปแล้วจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ ครั้งจุติจากสวรรค์แล้ว ก็จะมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ ก็จะครองสมบัติพระจักรพรรดิราชในบ้านน้อยเมืองใหญ่ถึง 28 ชาติ

 

 

สำหรับประวัติรอยพระพุทธบาทเวินปลา เกิดขึ้นเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จผ่านพระธาตุอิงฮัง ประเทศลาว พอเสด็จผ่านบริเวณนี้พระองค์ได้แย้มพระโอฐ พระอานนท์เห็นจึงสงสัย จึงได้ตรัสถาม พระองค์จึงตอบว่ามีพญาปลาปากคำตัวหนึ่ง สมัยก่อนเคยเป็นพระภิกษุ และอยากจะได้ของที่ระลึก พระองค์จึงประทับรอยพระพุทธบาทไว้เป็นที่ระลึกกราบไหว้ของเหล่าพุทธบริษัทมาตราบจนถึงทุกวันนี้

 

โดยบริเวณรอยพระพุทธบาทเวินปลาเป็นน้ำวน ชาวไทยอีสานเรียกว่า “เวิน” ซึ่งหมายถึงตั้งอยู่ในวังน้ำวน และเชื่อกันว่าเป็นที่อยู่ของพญาปลาปากคำ(ปลาตะเพียนทอง)  จึงเรียกว่า“เวินปลา”  ทั้งนี้รอยพระพุทธบาทเวินปลาอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 100 เมตร ห่างจากวัด 200 เมตร ทุกปีช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีงานนมัสการรอยพระพุทธบาท รวมถึงมีการสรงน้ำรอยพระพุทธบาทจำลอง และประเพณีรดน้ำดำหัว โดยมีสะพานเหล็กเดินข้ามไปจนถึงรอยพระพุทธบาท ที่เป็นโขดหินอยู่กลางแม่น้ำโขง

 

 

นอกจากนี้ยังมี ”รองเท้ามาร” สันนิษฐานว่าเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเพื่อให้สัมพันธ์กับรอยพระพุทธบาท รอยนี้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลักษณะเป็นรอยบุ๋มลงในหินคล้ายรอยเท้ามนุษย์ และใต้โขดหินนี้มีเศษอิฐกระจายเกลื่อน สันนิษฐานว่าเป็นซากอาคารเก่าที่ถูกน้ำกัดเซาะพังลง และยังเชื่อว่าในน้ำมีพระพุทธรูป 1 องค์ที่อยู่ใต้ผืนทรายลึก  มีร่องรอยซากเจดีย์ก่อด้วยอิฐ 1 องค์ ปัจจุบันเหลือแต่ฐาน บริเวณนี้ยังมีเศษภาชนะดินเผาบรรจุกระดูกคนในสมัยโบราณ  และที่สำคัญได้ค้นพบเศียรพระพุทธรูปสำริด 1 เศียร ขนาดกว้าง 3.8 เซนติเมตร สูง 5.6 เซนติเมตร ลักษณะมีพระเกศาขมวดขนาดเล็ก พระกรรณเป็นขมวดม้วนและมีรอยขีดยาวลงมาช่วงติ่งพระกรรณ เศียรพระมีร่องรอยการลงรักปิดทอง ด้านอายุนั้นนักวิชาการบางท่านเสนอความเห็นว่า น่าจะอยู่ในช่วงสมัยทวารวดี เป็นต้น

หน้าแรก » ภูมิภาค