วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569 06:38 น.

ภูมิภาค

ปชป.เมืองหอยใหญ่พ่ายยกทีมทั้งจังหวัด นักวิชาการชี้ 5 ประเด็นหลักไม่ตอบสนองสังคมยุคใหม่

วันเสาร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2566, 20.17 น.

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธุวพล ทองอินทราช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย นวัตกรรม และงานสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี วิเคราะห์ว่ากรณี ที่พรรค ปชป.พ่ายแพ้ทั้งจังหวัด ภายหลังจบการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 และมีการประกาศผลอย่างไม่เป็นทางการ  มีคำถามที่น่าสนใจสำหรับพรรคประชาธิปัตย์ คือ เพราะเหตุใดประชาธิปัตย์ถึงพ่ายแพ้การเลือกตั้งยกจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ไข่แดงแห่งเมืองร้อยเกาะอย่างจังหวัด  สุราษฎร์ธานี จากอดีตที่เคยผูกขาดยกจังหวัดมาโดยตลอด รวมถึงภาพรวมในพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศที่ได้ ส.ส. เพียง 25 คน (เขต 22 / บัญชีรายชื่อ 3 รอตัวเลขยืนยันจาก กกต.) จนนำไปสู่การตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค คือ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ?                                  

 

หากพิจารณากันในเชิงวิชาการถึงชะตากรรมดังกล่าวที่ประชาธิปัตย์ และอีกหลายพรรคเก่าที่ต้องเผชิญถึงชะตากรรมเดียวกัน คือ แรงเหวี่ยงของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเหนือความคาดหมายหักปากกาเซียน เราจะต้องย้อนกลับไปทบทวนบริบททางการเมือง (Political Context) ไทย ในรอบกว่าทศวรรษครึ่ง (2550-2565) ที่ผ่านมา การเมืองไทยวนเวียนอยู่กับวงจรของปัญหาเดิมๆ ที่เรียกว่า “Vicious Circle” ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ ในขณะที่โลกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไทยจึงล้าหลังหลายด้านเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านหลายประเทศ คนไทยและสังคมไทย จึงตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “การเมืองแห่งความหวัง” ของคน  ทุกกลุ่มทุกเจเนอเรชั่น (Generation) มาโดยตลอดกว่าทศวรรษครึ่งดังกล่าว                                              

 

โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาด้วยความมุ่งหวังอยากจะเห็นถึง “ความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ” ของสังคมการเมือง (Political Society) ไทยในทุกมิติทั้ง วิธีคิดใหม่ นโยบายใหม่ คนใหม่ๆ รวมถึงพรรคการเมืองใหม่ๆ เพราะมุ่งหวังจะเห็น “การเมืองใหม่” ที่จะส่งผลต่ออนาคตของตนเอง เหตุปัจจัยภายใต้บริบททางการเมืองดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ “ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย” ค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนแปลงในหลายๆ มิติ อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ร่วมกันกับพัฒนาการของการเรียนรู้ทางการเมืองของสังคมไทย ผ่านทางวิกฤตการณ์ทางการเมือง (Political Crisis) ที่อยู่ในรูปของความขัดแย้งที่ผ่านมา ไม่ได้ส่งผลดีต่อความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศ อะไรที่เป็นลักษณะหรือสาระสำคัญของ “การเมืองแบบเก่า” จึงถูกปฏิเสธ การเมืองแห่งความหวังเพื่อต้องการให้เกิดอะไรใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจปากท้อง จึงกลายเป็นภูมิทัศน์หลักที่ปกคลุมสังคมการเมืองไทย รวมถึงภาคใต้และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญของภาคใต้ตอนบน และเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์                                                                                          

 

ด้วยเหตุดังกล่าวการรีแบรนด์ (Rebrand) และยกเครื่องของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นเหตุปัจจัยและเงื่อนไข (Factors and Conditions) สำคัญของความอยู่รอดทามกลางภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงของสังคมไทย เราจึงจะเห็นภาพปรากฎการณ์ของหลายพรรคการเมืองที่พยายามรีแบรนด์และปรับโฉมใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมยุคใหม่ ทั้งวิธีคิด การสื่อสาร การตลาดทางการเมือง ตัวบุคคล นโยบาย และอื่นๆ                                                                                               

 

แต่ในบรรดาพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ดูจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปน้อยที่สุด โดยไปโฟกัส (Focus) กับภาพของหลักการและความเป็นสถาบันทางการเมือง (Political Institution) เป็นหลัก ส่งผลให้ภาพของพรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนใจในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ และไม่เปลี่ยนแปลงในสายตาของคนรุ่นเก่า ภาพของพรรคจึงผูกติดอยู่กับความเป็น “พรรคเก่าและการเมืองแบบเก่า” โดยเฉพาะตัวบุคคลและนโยบาย (Person and Policy) จึงเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ยับเยินคาบ้านยกจังหวัดอย่างสุราษฎร์ธานี รวมถึงภาพรวมภาคใต้และทั่วประเทศ “การเมืองแห่งความหวังของคนรุ่นใหม่ และการเรียนรู้ทางการเมืองของคนรุ่นเก่า” ในจังหวัด สุราษฎร์ธานี ที่ต้องการสิ่งใหม่ ทั้งวิธีคิด ตัวบุคคล และนโยบาย จึงเป็นบทเรียนที่สำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และหากพิจารณากันอย่างละเอียดถึงความพ่ายแพ้สาหัสยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีของประชาธิปัตย์ ที่ไม่สามารถสนองตอบต่อ “ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย การเมืองภาคใต้ และการเมืองจังหวัด สุราษฎร์ธานี” ที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว แยกออกเป็น 5 ประเด็นสำคัญ                                              

 

(1. Trend: คือ การสร้างกระแสความนิยมให้แก่พรรค เนื่องจากโลกในยุคปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแฟลตฟอร์ม (Platform) ช่องทางต่างๆ ที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการหาเสียงแทนแบบเดิมที่เน้น “โจมตีสาดโคลนคู่แข่ง” เพื่อสร้างกระแสความนิยมให้แก่พรรคตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำคอนเทนต์ (Content) ใหม่ๆ หาเสียงสร้างสรรค์ผ่านนโยบายด้วยแฟลตฟอร์มช่องทางต่างๆ ซึ่งสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนกลุ่มต่างๆ ได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงกลยุทธ์อื่นๆ ที่สอดคล้องกับยุคสมัยมากกว่าการหาเสียงโจมตีคู่แข่ง การติดป้าย หรือรถแห่แบบเดิม ซึ่งเป็นภาพของการเมืองแบบเก่าในความรู้สึกของยุคสมัยและคนรุ่นใหม่                                                                               

 

(2. Policy: คือ การปรับเปลี่ยนนโยบาย เนื่องจากความโดดเด่นทางนโยบายของพรรคเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ยังคงเป็นรอง พิจารณาได้จากเสียงของคนในพื้นที่สุราษฎร์ต่อการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงพรรค ที่มองว่านโยบายของพรรคเป็น “นามธรรมจับต้องไม่ได้” “นโยบายไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของคนในพื้นที่” เป็น “นโยบายเฉพาะหน้าที่ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว” เช่น เรื่องเกษตรของภาคใต้ และขาดนโยบายที่แก้ไขปัญหา “สังคมและเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง” เมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ ที่มีความโดดเด่นและเป็นรูปธรรมมากกว่า                                                                                                                          

 

(3. Person: คือ การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล  เนื่องจากภาพการเมืองแบบเก่าสำหรับความรู้สึกของสังคมและคนรุ่นใหม่ คือ “การเมืองแบบทายาท การเมืองแบบนามสกุล และการเมืองแบบบ้านใหญ่” ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของการเมืองไทยแบบเก่า รวมถึงภาคใต้และสุราษฎร์ธานี ซึ่งเราจะเห็นตัวผู้สมัครที่พรรคส่งแต่ละเขตทั้ง 7 เขต จะอยู่ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่นๆ ซึ่งสนองตอบต่อข้อจำกัดของ วิธีคิดในการจัดวางตัวบุคคลแบบ ทายาท นามสกุล และบ้านใหญ่ ซึ่งนอกจากสุราษฎร์ธานี จะเห็นภาพรวมของประเทศของพรรคต่างๆ ที่จัดวางตัวบุคคลด้วยวิธีคิดดังกล่าวนี้ ต่างพากันพ่ายแพ้ให้แก่คนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่ ทายาท นามสกุล และบ้านใหญ่ แบบที่เรียกว่าล้มยักษ์หักปากกาเซียน                                                                                     

 

(4. Conflict: คือ ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคที่สะสมมานาน ส่งผลให้พรรคขาดความเป็นเอกภาพ ทั้งในแง่ “การบริหารงานและการสู้ศึกเลือกตั้ง” เริ่มตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค ตามมาด้วยการเกิด “กลุ่มก๊วนภายในพรรค การลาออก โยกย้ายพรรค การทำพรรคใหม่” กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ปรากฏข่าวความขัดแย้งของสมาชิกพรรคในภาคใต้ ทั้งการจัดวางตัวบุคคลผู้สมัคร การช่วยหาเสียง ที่กลายเป็น “ศึกของคนกันเอง” ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อพรรคทั้งภาพลักษณ์ให้ดูตกต่ำ ขาดความเป็นเอกภาพ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อพรรคและฐานเสียงทั้งโดยภาพรวมและในพื้นที่สุราษฎร์ธานี                             

 

(5. Political Socialization: คือ การเรียนรู้ทางการเมือง คนของภาคใต้รวมถึงสุราษฎร์ธานีที่เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อพรรคในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการศึกษาเรียนรู้ต่างๆ ทางการเมือง ที่มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงในห้องเรียน หากแต่ทุกคนสามารถเรียนรู้เพื่อเท่าทันการเมืองได้อย่างง่ายดายผ่านทางแฟลตฟอร์มช่องทางต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่การเรียนรู้ทางการเมืองเพื่อเท่าทันการเมืองและนักการเมืองเป็นไปอย่างจำกัด ประกอบกับการเรียนรู้ถึงข้อจำกัดของการเมืองแบบเก่าในอดีตที่ผ่านมากว่าทศวรรษครึ่งดังกล่าวแล้ว ทั้ง “ตัวบุคคล พรรค และนโยบายต่างๆ”ของพรรคที่ไม่ชัดเจนเป็นรูปธรรมโดดเด่นเมื่อเทียบกับพรรคอื่นๆ เพราะลักษณะเฉพาะของการเมืองภาคใต้และสุราษฎร์ธานี คือ “เน้นตัวบุคคลมากกว่านโยบาย” ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมตอบสนองความต้องของคนในพื้นที่อย่างแท้จริงตรงจุดของปัญหา เราจึงจะได้ยินคำว่า “คนเลือกพรรคแล้วพรรคไปเลือกคน” มากกว่าการโฟกัสที่ตัวนโยบาย จึงเป็นอีกเหตุปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งสุราษฎร์ธานีของพรรคในครั้งนี้                        

 

กล่าวได้ว่า จากสภาวะ “การเมืองแห่งความหวัง” ของสังคมไทยในรอบทศวรรษครึ่งที่ผ่านมาได้เปลี่ยนแปลง “ภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย การเมืองภาคใต้ และการเมืองสุราษฎร์ธานี” สู่กรอบคิดเรื่อง “การเมืองใหม่” ร่วมกันกับเหตุปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้สาหัสโดยภาพรวมทั่วประเทศ และสุราษฎร์ธานียกจังหวัด จนนำไปสู่การแสดงสปิริต (Spirit) ลาออกของหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จึงเป็นบทเรียนเพื่อความอยู่รอดที่สำคัญของพรรคเก่าแก่ที่ได้ชื่อว่าเป็น “สถาบันทางการเมือง” (Political Institution) อย่างพรรคประชาธิปัตย์ ในการจัดกระบวนทัพถอดบทเรียนเหล่านี้  เพื่อหวนกลับมาทวงคืนความยิ่งใหญ่ในภาคใต้และจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับการเลือกตั้งครั้งต่อไปในอนาคต.

หน้าแรก » ภูมิภาค