วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 23:36 น.

ภูมิภาค

คนชานกรุงโอดห้ามรถไฟเข้า กทม.ชั้นในบอกเกาไม่ถูกที่คัน ซ้ำเติม ปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

วันที่ 21 พ.ค.69 เวลา 07.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณสถานีรถไฟชุมทางฉะเชิงเทราว่า ยังคงมีประชาชนเดินทางมาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง โดยมีขบวนรถผ่านเส้นทางอยู่เป็นระยะทั้งขบวนรถไฟโดยสาร และขบวนรถสินค้า แต่ที่น่าสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงคือความระมัดระวังที่เด่นชัดมากขึ้น โดยเฉพาะขบวนรถสินค้าบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ที่เคลื่อนผ่านชานชาลาของสถานีรถไฟไปอย่างนุ่มนวลแบบช้าๆ ไม่ใช้ความเร็วมาก และยังมีการปฏิบัติตามกฎอาณัติสัญญาณอย่างเคร่งคัดด้วย เช่นการเปิดหวีดเตือนก่อนจะเข้าสถานี และทางสถานียังมีการประกาศเตือนก่อนที่ขบวนรถจะผ่านเข้ามายังภายในชานชาลา ทั้งที่ไม่ใช่ขบวนรถไฟโดยสาร

 

ขณะที่ นางนงเยาว์ ไชยชนะ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41/3 ม.4 ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคม และรองนายกรัฐมนตรี และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ที่มีแนวคิดที่จะห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟโดยสารเข้าสู่กรุงเทพฯชั้นในหรือสถานีหัวลำโพง โดยให้ทำการศึกษาเป็นเวลา 3 เดือนนั้นว่า ในฐานะที่ตนเดินทางด้วยรถไฟเป็นประจำทุกวันเพื่อไปทำงานในเขตประเวศ กทม. โดยออกจากบ้านจากเขต อ.บางคล้า มาขึ้นขบวนรถที่สถานีรถไฟฉะเชิงเทรา และไปลงที่สถานีหัวหมาก

 

ซึ่งหากห้ามขบวนรถไฟเข้าไปยังในกรุงเทพชั้นใน ตนเองก็จะได้รับผลกระทบเพราะเมื่อเข้าไปข้างในกรุงเทพฯแล้ว ก็จะพบแต่กับปัญหารถติดมาก เพราะเวลาเราเดินทางด้วยรถไฟจะสะดวกมากกว่า เนื่องจากเป็นเส้นทางมุ่งตรงไปในทางเดียวที่ต้องการเลย และถ้าจะให้ขึ้นรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ค่าโดยสารก็คงแพงมากเกินไปสำหรับคนทำงานรับจ้างในบริษัทอย่างตน เพราะรายจ่ายในครอบครัวเยอะมาก จึงคิดว่าไม่สะดวกที่จะเดินทางตามแนวคิดของรัฐมนตรี และไม่ควรที่จะยกเลิกขบวนรถไฟเข้าไปในเขตชั้นใน กทม.

 

นับจากเช้าตรู่ เมื่อออกจากบ้านมาจนถึงที่ทำงานปัจจุบันมีค่าเดินทางรวม 86 บาท จาก ต.เสม็ดใต้ อ.บางคล้า โดยมาขึ้นรถสองแถวที่ปากทางเข้าบ้านมีค่าโดยสาร 25 บาท เพื่อมาลงยังที่สถานีขนส่งฉะเชิงเทราและต่อรถสองแถวสีขาวรอบเมืองเพื่อมายังสถานีรถไฟอีก 10 บาท และขึ้นรถไฟจากสถานีฉะเชิงเทรามาลงยังสถานีหัวหมากจ่ายค่าตั๋ว 10 บาท  เมื่อลงจากรถไฟแล้วมาต่อด้วยรถสองแถวโดยสารอีก 20 บาท จึงจะถึงที่ทำงาน รวมค่าเดินทางไปกลับวันละ 172 บาท หากจะให้ไปลงขบวนรถไฟที่ลาดกระบังนั้นจะต้องต่อรถอีกหลายต่อหลายทอดมากมาย

 

โดยเส้นทางที่เราจะไปนั้นมันไม่สะดวก ที่จะต่อรถเพื่อไปยังที่ทำงาน ไม่อย่างนั้นก็จะต้องต่อรถแท็กซี่หรือวิน จยย.รับจ้างจึงจะสะดวก แต่ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นมาก อย่างน้อยประมาณ 2-3 เท่าตัวจึงไม่สะดวกอย่างยิ่งที่จะต้องนั่งรถหลายต่อกว่าจะถึงที่ทำงาน หรือจะต้องจ่ายค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อยเที่ยวละประมาณ 100 บาท และอาจจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นอีกด้วย จากปัจจุบันตนขึ้นรถไฟมาจากสถานีฉะเชิงเทรา เที่ยวเวลา 07.05 น. ไปลงยังที่สถานีหัวหมากเวลาประมาณ 08.00 น. ถึงที่ทำงานได้ก่อนเวลาเข้างาน 08.30 น. หากเปลี่ยนเส้นทางตามใจรัฐมนตรีก็คงต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยบาทในทุกวัน จึงไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

 

และอยากฝากไปถึงยังรัฐมนตรีที่มีแนวคิดแบบนี้ว่า ขอให้เห็นใจประชาชนเพราะรายได้ตอนนี้มันไม่พอกับค่าใช้จ่าย หากมาตัดเส้นทางตรงนี้ไปอีกก็จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ ปชช.มากขึ้นเข้าไปอีก จึงอยากขอให้เปลี่ยนแนวความคิดนี้ไปได้เลย ขอให้ไปหาหนทางแก้ไขปัญหาในทางอื่นๆ ได้หรือไม่ ที่ไม่ใช่จากความคิดนี้ นางนงเยาว์ กล่าว

 

ด้าน น.ส.สายสมร น้อมเจริญ อายุ 55 ปี ชาวตลาดบ้านใหม่ร้อยปี ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หากทาง รมต.คมนาคม จะไม่ให้ขบวนรถไฟโดยสารเข้าไปถึงยังกรุงเทพฯชั้นในนั้น จะส่งผลกระทบต่อ ปชช.อย่างแน่นอน เพราะทุกคนจะต้องเพิ่มเงินค่าโดยสารเพื่อนั่งรถต่อเข้าไปยังในกรุงเทพชั้นในอีกหลายต่อ โดยเฉพาะหากให้นั่งรถไฟฟ้านั้นก็ถือว่าราคาค่อนข้างแพง เพราะค่าตั๋วนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราไปลงที่พญาไทใช้เงินแค่เพียง 12 บาทก็ถึงที่หมายแล้ว ขณะที่รายรับของชาวบ้านนั้นยังคงที่เท่าเดิม แต่กลับจะมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้นอีก จึงอยากจะฝากไปถึงยังรัฐมนตรีต้นความคิดนี้ด้วยว่า ปชช.ไม่เห็นด้วย น.ส.สายสมร กล่าว

 

ส่วน น.ส.จุฑามาศ ทรัพย์สมบูรณ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 220 ม.1 ต.ท่าไข่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หากมีการห้ามไม่ให้ขบวนรถไฟเข้าไปถึงยังในกรุงเทพฯชั้นในนั้น ปชช.จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะทุกวันนี้จะต้องนั่งรถไฟจากฉะเชิงเทราเพื่อไปลงยังที่ป้ายหยุดรถยมราช เพื่อไปทำงานยังที่ สนง.สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากไม่ได้นั่งขบวนรถไฟไปจะได้รับผลกระทบอย่างที่สุด อย่างแรกนั้นคือจะไปทำงานไม่ทัน และจะกลับบ้านไม่ทัน หากยกเลิกไปก็จะเดือดร้อนกันจริงๆ จนอาจถึงขั้นต้องเข้าไปพักอยู่กันใน กทม.

 

และหากจะไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ต้องลำบากอีกเพราะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่จะต้องเลี้ยงลูกแต่เพียงลำพังและลูกก็ยังเล็ก ในช่วงเช้าก็ต้องไปส่งที่โรงเรียนและเย็นก็ต้องจ้างคนรับส่ง จึงจะได้รับผลกระทบอย่างมากและเห็นว่าไม่สมควรยกเลิก การจะเลิกขบวนรถไฟไม่ให้เข้าไปนั้นไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทั้งที่ความจริงแล้วอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากคนที่ไม่เคารพกฎจราจร และขบวนรถไฟก็เป็นรถสินค้า รวมถึงการประสานงานกันในเส้นทางก็เป็นเรื่องสำคัญ

 

หากมาแก้ปัญหาด้วยการที่มาทำให้ ปชช.ที่นั่งรถไฟเดือดร้อนนั้น ไม่เห็นด้วยเหมือนเป็นการไม่ได้แก้ปัญหาแต่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับประชาชน หรือเกาไม่ถูกที่คัน โดยเฉพาะประชาชนที่หาเช้ากินค่ำนั้นต้องมานั่งรถกันหลายๆ ต่อ ถือเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่ายเพิ่มภาระให้กับประชาชนจึงไม่เห็นด้วยอย่างมาก และจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้ ปชช.อย่างที่สุด เพราะเพิ่มทั้งภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มภาระทั้งด้านเวลาเดินทาง หากจะมีการยกเลิกก็ต้องมีมาตรการรองรับให้กับพวกเรา อย่างเช่นต้องมีการจัดรถมารับและให้มีกันเป็นทอดๆ

 

ในความรู้สึกนั้นคุณคิดแบบนั้นกันได้อย่างไร และจะทำกับประชาชนตาดำๆ แบบนี้ได้อย่างไร หากให้ลงแค่สถานีลาดกระบัง และต้องต่อรถไปจนถึงยังหลานหลวงหรือคลองผดุงกรุงเกษมนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีกวันละนับร้อยบาท เพราะจะต้องต่อรถอีกหลายต่อ เช่น จะต้องต่อรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ไปลงยังที่พญาไท และต้องต่อรถเมล์ไปลงสะพานขาว อีกทั้งรถเมล์ก็ยังหายากมากอีกด้วยหรืออาจจะต้องต่อรถ จยย.รับจ้าง

 

เมื่อนำค่าใช้จ่ายมารวมกับค่าเดินทางออกจากบ้านมายังสถานีฉะเชิงเทราที่ต้นทางนั้น ยังมีค่าวิน จยย. และค่ารถสองแถวออกจากบ้าน รวมค่าเดินทางทั้งหมดต่อวันนั้นจึงน่าจะมากถึงวันละกว่า 200 บาท ถือเป็นสิ่งที่เราไม่ควรเสียเพิ่มเลย จากเดิมที่เคยเสียตลอดเส้นทางวันละประมาณ 80 บาทเพราะนั่งรถไฟไปลงยมราช 13 บาท และเดินต่อไปอีกหน่อยก็ถึงสภาพัฒน์ฯ แล้ว

 

นอกจากนี้ ปชช. จะต้องไปแย่งกันแออัดกันที่แอร์พอร์ตลิ้งค์อีก คุณจะรองรับไหวไหม โดยเฉพาะในช่วงเช้าของแต่ละวันนั้นมีผู้โดยสารในแอร์พอร์ตลิ้งค์เยอะมาก หากมีผู้โดยสารจากรถไฟชานเมืองเข้าไปเพิ่มเติมอีก รวมทั้งเวลาของคนทำงานในช่วงเช้านั้นคือการเร่งรีบและรถยิ่งติดมากในช่วงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มที่มีการจราจรติดขัดอย่างหนัก หากยกเลิกการเดินรถไฟเข้าไปจึงมองว่าอย่างไรก็คงจะเข้าไปทำงานไม่ทัน หากจะให้ไปอยู่ในกรุงเทพฯ ก็ไม่ไหวอีกเพราะเราไม่มีเงินค่าใช้จ่ายไว้รองรับตรงนั้น

 

เฉพาะค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็หนักมากกันพออยู่แล้ว ขณะที่เงินเดือนข้าราชการอย่างตนนั้นถือว่าน้อยมาก ยังจะมาเพิ่มตรงนี้เข้ามาอีก ปชช.ก็คงตายกันหมดพอดีจึงไม่รู้ว่าเขาคิดกันได้อย่างไร ที่จะมาแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ เพราะตรงนี้มันไม่ใช่ปัญหา “ขบวนรถโดยสารไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่ระบบ” หากคุณวางระบบให้มันดีมันก็แก้ปัญหาได้ สำหรับตนนั้นเดินทางด้วยรถไฟมาเกือบตลอดทั้งชีวิต นับตั้งแต่เรียนระดับชั้นมัธยมจนมหาวิทยาลัย และทำงานมานานกว่า 25 ปีแล้ว น.ส.จุฑามาศ กล่าว

หน้าแรก » ภูมิภาค