วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569 07:15 น.

ภูมิภาค

รมช.คมนาคม ลงพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เร่งแก้จราจรหนาแน่น ดันเฟส 3 ยกระดับสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค

วันศุกร์ ที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.08 น.

วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ เดินทางตรวจราชการและติดตามการปฏิบัติงานของท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมด้วยว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทน ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย, ผู้บริหารการท่าเรือแห่งประเทศไทย, เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

 

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานของท่าเรือแหลมฉบัง การบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือ ความคืบหน้าโครงการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ หรือ SRTO โครงการท่าเทียบเรือชายฝั่ง และโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

 

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของกระทรวงคมนาคมเท่านั้น แต่ถือเป็น “ประตูการค้าหลัก” ของประเทศ และเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบโลจิสติกส์ไทย โดยปัจจุบันท่าเรือแหลมฉบังได้รับการยอมรับในระดับสากล และติดอันดับหนึ่งใน 20 ท่าเรือตู้สินค้าสำคัญของโลก มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค

 

จากสถิติการดำเนินงาน พบว่าปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าเรือแหลมฉบังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 7.64 ล้านทีอียู ในปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 10.15 ล้านทีอียู ในปี 2568 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้ถึง 18 ล้านทีอียู

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวมาพร้อมกับความท้าทายด้านการจราจร โดยเฉพาะปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งในรอบเดือนที่ผ่านมา มีรถบรรทุกเข้าใช้พื้นที่ท่าเรือสูงถึง 413,000 คัน ส่งผลให้เกิดความแออัดทั้งภายในและโดยรอบท่าเรือ กระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ คุณภาพชีวิตพนักงานขับรถ รวมถึงปัญหามลภาวะและฝุ่น PM2.5

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้เร่งรัดให้การท่าเรือแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการเชิงรุก 3 แนวทาง ได้แก่ มาตรการเร่งด่วน การจัดทำพื้นที่ Buffer Zone รวมกว่า 127 ไร่ เพื่อรองรับรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ ลดปัญหาแถวคอยบนถนนสายหลัก และช่วยให้การระบายรถเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

 

มาตรการคู่ขนาน คือการบูรณาการการทำงานของคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัด ร่วมกับท่าเทียบเรือคู่สัญญา ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ เพื่อแก้ปัญหาหน้างานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกำหนดให้ท่าเทียบเรือรักษามาตรฐานการระบายรถผ่านประตูตรวจสอบย่อยไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และเปิดช่องบริการเพิ่มเติมทันทีเมื่อมีรถสะสม

 

ส่วนมาตรการระยะยาว คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างยั่งยืน ทั้งการจัดทำ Master Plan ปรับปรุงพื้นที่และระบบจราจรภายในท่าเรือ การปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสมเพื่อลดตู้สินค้าคงค้าง การเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 และการเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางระหว่างไอซีดีลาดกระบัง–ท่าเรือแหลมฉบัง ให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 50 เพื่อลดจำนวนรถหัวลากที่เข้าสู่พื้นที่ท่าเรือ

 

สำหรับโครงการศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ หรือ SRTO ปัจจุบันสามารถรองรับตู้สินค้าได้ 560,640 ทีอียูต่อปี หรือ 1,536 ทีอียูต่อวัน และเมื่อดำเนินการระยะที่ 2 แล้วเสร็จ จะเพิ่มศักยภาพรองรับเป็น 800,000 ทีอียูต่อปี หรือประมาณ 2,200 ทีอียูต่อวัน ช่วยสนับสนุนการขนส่งทางราง ลดภาระการขนส่งทางถนน และเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ของประเทศ

 

ขณะที่โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้าอีก 7 ล้านทีอียู ประกอบด้วยท่าเทียบเรือ F1, F2, E1, E2 ท่าเรือ Ro-Ro ท่าเรือชายฝั่ง และระบบขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ โดยความคืบหน้ารวมของสัญญาส่วนที่ 1-4 ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 68.89 จากแผนงานร้อยละ 74.31

 

ภายหลังการประชุม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมคณะ มีกำหนดลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 เพื่อรับทราบความคืบหน้า ปัญหาอุปสรรค และแนวทางเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน

 

นายสรรเพชญ กล่าวย้ำว่า ท่าเรือแหลมฉบังเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย มาตรการต่าง ๆ ทั้ง Buffer Zone ระบบดิจิทัล การเพิ่มขนส่งทางราง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน จะเกิดผลสำเร็จได้ต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการของทุกภาคส่วน เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถก้าวข้ามปัญหาความแออัด และเดินหน้าสู่การเป็นท่าเรือมาตรฐานระดับโลกอย่างแท้จริง
 

หน้าแรก » ภูมิภาค