วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 17:42 น.

ภูมิภาค

ศึกชิงศพยังวุ่น! น้องสาวอ้างฝ่ายเมียทำพิลึกพี่ชายเสียชีวิตไม่แจ้งครอบครัว โต้ขโมยศพหลังพี่สาวโดนฟ้อง แจงเปลี่ยนที่รักษาร่างลดค่าใช้จ่าย

วันพฤหัสบดี ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

วันที่ 20 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับการเปิดเผยจากน้องสาวคนเล็กวัย 60 ปี ของนายนพดล อายุ 61 ปีผู้เสียชีวิต ที่กำลังถูกทางฝ่ายของ น.ส.แพรวพรรณ อายุ 57 ปี ภรรยาชาว กทม. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับพี่สาวคนรองลำดับที่ 2 จากจำนวนพี่น้อง 4 คนในข้อหาขโมยศพของนายนพดล ออกมาจาก รพ.ตำรวจ จนทาง จนท.ตำรวจ สภ.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ได้รับแจ้งความไว้ในข้อกล่าวหา “เคลื่อนย้ายศพโดยไม่มีเหตุอันสมควร” ตามมาตรา 366/3 เมื่อเวลา 20.00 น.วันที่ 18 ส.ค.69 นั้น

 

น้องสาวคนสุดท้องของนายนพดล กล่าวว่า จากการที่นายนพดล เสียชีวิตลงในครั้งนี้ทางฝ่ายภรรยาของพี่ชายไม่ได้แจ้งให้แก่ทางครอบครัวเราทราบ ซึ่งมีคุณแม่วัย 90 ปีและพี่น้องอีก 3 คนทั้งที่นายนพดล เป็นเพียงบุตรชายคนเดียวของมารดา โดยเป็นบุตรคนที่ 3 แต่ทางครอบครัวทราบว่าพี่ชายได้เสียชีวิตลงเพราะว่ามีบุตรสะใภ้ของอาซึ่งเป็นญาติห่างๆ ได้เห็นผ่านทางสื่อโซเชียลของทางฝ่ายภรรยาพี่ชาย ที่มีการโพสต์ว่าพี่ชายได้เสียชีวิตลงแล้ว จากสาเหตุลื่นล้มลงศีรษะฟาดพื้นในห้องน้ำและจากไปอย่างสงบ

 

เมื่อญาติเห็น จึงเกิดความกังวลว่าทางครอบครัวนั้นได้รับรู้หรือไม่ จึงพยายามหาทางที่จะบอกให้ทราบ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อทางมารดาของตนที่มีอายุมากแล้ว และยังมีโรคประจำตัวหลายด้าน ขณะที่ทางครอบครัวนั้นก็พอรับรู้กันมาบ้างว่าพี่ชายนั้นมีอาการป่วย แต่ไม่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อใดๆ ก่อนที่จะเสียชีวิต จึงไม่มีใครคาดคิด เปรียบเสมือนกับเป็นการจากไปอย่างกะทันหัน หลังญาติได้รับแจ้งผ่านมายังทางหลานๆ และบอกต่อๆ กันมา จนเกิดความแน่ใจแล้วว่าพี่ชายได้เสียชีวิตลงแล้วอย่างแน่ชัด

 

จึงได้พยายามหาทางเพื่อให้ทราบว่า เขาได้ส่งให้พี่ชายได้ไปรับการรักษาต่อหรือเอาร่างไปไว้ที่ไหนหลังเกิดเหตุขึ้น พี่สาวทั้งคนโตและคนรองทั้ง 2 คนรวมถึงมารดาและหลานที่ทราบเรื่องเป็นคนแรก จึงได้เดินทางไปตามหาใน รพ.ที่เราคิดว่าน่าจะใช่ ในบริเวณใกล้กันกับคอนโดที่พักของเขา ถึง 2 รพ. แต่ไม่พบ จึงคิดกันขึ้นมาได้ว่าควรที่จะไปถามหายังที่สถานีตำรวจ จนทราบมาว่าเกิดเหตุในท้องที่ สน.มักกะสัน และเดินทางเข้าพบกับพนักงานสอบสวน

 

ครั้งแรกทางตำรวจเจ้าของคดียังไม่ยอมให้ข้อมูล เพราะไม่ทราบว่าพวกเราเป็นใคร พี่สาวจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ทางตำรวจจึงได้นำสำเนาใบแจ้งความตามที่ฝ่ายของทางภรรยาเข้าไปแจ้งไว้ให้ และแนะนำให้ทางเราได้รีบเดินทางไปยังที่นิติเวช รพ.รามาธิบดี และเมื่อไปถึงจึงได้พบกับทางฝ่ายภรรยาของพี่ชายนั่งอยู่ ที่บริเวณหน้าห้องนิติเวช โดยที่เขาไม่หันมาทักทายใครทั้งสิ้น แม้ว่าจะหันมาเห็นแล้วว่าทางพวกเรากำลังเดินเข้าไป รวมถึงมารดาที่เดินไม่ค่อยไหวจนต้องนั่งอยู่บนรถเข็นด้วย

 

เมื่อเห็นท่าทีว่าเขาไม่เข้ามาพูดอะไรด้วย จึงทำให้คุณแม่ทนไม่ไหว จึงต้องลุกเดินไปหาเขาและพูดกับเขาว่า “นวล ลูกแม่ตายทั้งคน นวลไม่บอกแม่เลยหรือ ทำไมนวลถึงไม่บอกแม่ จิตใจนวลทำด้วยอะไร” ซึ่งเขาไม่ตอบแต่เขาร้องไห้ สักระยะหนึ่งจึงได้พูดออกมาว่า “คิดอะไรไม่ออก นึกอะไรไม่ออกเลย” เมื่อพี่สาวคนโตได้ยินจึงได้ตรงเข้าไปหาเขา และพูดว่า “นวลคิดอะไรไม่ออก แต่นวลโพสต์เฟซบุ๊กได้นะ นวลบอกคนอื่นได้ แต่ก่อนหน้านี้เวลาเดือดร้อนอะไร...” ขณะที่หลานที่เดินทางไปด้วยยังต่อว่าซ้ำอีกว่า “จำเบอร์โทรศัพท์ได้แต่เฉพาะเมื่อตอนที่เดือดร้อน ไปขอยืมเงินทองเขาแบบนี้เหรอ” ซึ่งเขาก็ไม่ได้ตอบโต้อะไร

 

กระทั่งได้ไปขอให้ทาง จนท.ตำรวจ ได้ทำการลงบันทึกประจำวันเอาไว้ว่า หากเขาได้นำศพพี่ชายไปประกอบพิธีการใดๆ แล้ว ขอให้อย่าเพิ่งมีการฌาปนกิจจนกว่าผลการชันสูตรอย่างละเอียดจะออกมาในวันที่ 1 ก.ย.69 เนื่องจากพี่ชายมีกรมธรรม์ประกันชีวิต จำนวน 2 ฉบับ และตกลงพูดคุยกับเขาว่า 1.คุณแม่ยังทำใจไม่ได้เพราะเกิดขึ้นกะทันหัน 2.คุณแม่ได้ขอให้เก็บศพเอาไว้ 100 วันก่อน และระหว่างที่บำเพ็ญกุศลแล้วเสร็จ ทางเราจะขอเอาร่างของพี่ชายไป เมื่อคุยกันเสร็จแล้วนิติกรจึงได้เชิญทั้ง 2 ฝ่ายซึ่งมีพี่สาวคนที่ 2 เป็นผู้ดำเนินเรื่องทั้งหมด และฝ่ายตัวเขา

 

ได้ไปพูดชี้แจงข้อตกลงให้ฟังพร้อมๆ กัน และแนะนำให้ไปลงบันทึกประจำวันไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เขาก็ยินยอมให้เราเก็บศพ และจะไม่มีการฌาปนกิจจนกว่าจะถึงวันที่ 1 ก.ย.69 ซึ่งฝ่ายเขาได้ยินยอมต่อหน้านิติกรโดยไม่มีการคัดค้านใดๆ เมื่อนำศพมายังที่วัดอุทัยธาราม พระราม 9 เขาได้มีการไปกำหนดการสวดพระอภิธรรมเป็นเวลา 7 คืน 23-29 มิ.ย.69 และจะเผาเลยในวันที่ 30 มิ.ย.69 แต่เมื่อทางเราไปบอกว่ายังไม่อยากให้ฌาปนกิจเขาจึงลดการสวดลงมาเหลือ 3 วัน ในวันที่ 25 มิ.ย.69

 

จากนั้นจึงได้หาสถานที่จัดเก็บที่ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่จะเก็บรักษาร่างไว้ได้ จึงได้ปรึกษากับทางนิติเวช รพ.ตำรวจ ให้เขารับฝากร่างพี่ชายเอาไว้ โดยมีค่าใช้จ่ายวันละ 400 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ทั้งหมดเป็นทางครอบครัวพี่น้องของเรา 3 คนและลูกหลานช่วยกันออก โดยในวันที่ไปรับร่างนำไปฝากเขานั่งรถไปด้วยกับทางมูลนิธิ แต่คนที่นำฝากร่างคือพี่สาว เพราะเขาจะต้องลงชื่อฝากไว้ คือ ฝากในนามของพี่สาว และจะต้องมีการชำระเงินในทุกๆ 10 วัน

 

เมื่อฝากไปได้ระยะหนึ่งประมาณ 51 วัน ระหว่าง 25 มิ.ย.-14 ส.ค.69 เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมากถึงกว่า 2 หมื่นบาทแล้ว จึงได้พยายามไปหาสถานที่ฝากเก็บที่มีอุณหภูมิในการจัดเก็บได้อย่างเพียงพอที่จะรักษาร่างเอาไว้ได้ โดยที่จะมีค่าใช้จ่ายลดลงหลายแห่ง จนมีทางด้านเจ้าอาวาสวัดแสนภูดาษ ซึ่งมีความสนิทสนมกับทางพี่ชาย เพราะพี่ชายเป็นคนที่นี่บวชที่นี่ จึงได้อนุญาตให้นำกลับมาเก็บรักษาไว้ที่นี่ได้ เนื่องจากทางวัดมีโลงเย็นรุ่นใหม่ ที่มีอุณหภูมิความเย็นเพียงพอจะสามารถนำร่างมาเก็บรักษาเอาไว้ได้ โดยทางวัดไม่ได้เรียกเก็บค่าใช้จ่าย และเราไม่ได้จะนำมาทำการฌาปนกิจใดๆ

 

ซึ่งก่อนจะนำออกมา เราได้มีการทำบันทึกหลักฐานประจำวันไว้ โดยมีกำหนดทุกขั้นตอนว่าเราจะไปรับร่างเอาไปไว้ที่ไหน เอามาเพื่ออะไร จนถึงเมื่อไหร่ หลังจากวันที่ 1 ก.ย.69 หากเขาจะมารับกลับไปสามารถมารับไปได้เลย

 

โดยในช่วงระหว่างที่เขาจัดพิธีสวดพระอภิธรรมในเดือน มิ.ย.69 ที่ผ่านมาใน กทม.ทางญาติพี่น้องไปร่วมงานไม่ได้ ทางมารดาจึงมีความรู้สึกว่าเสมือนยังไม่ได้ทำบุญให้กับบุตรชายอย่างเต็มที่ จึงได้ปรึกษากันว่า ไหนๆ ระหว่างรอจึงอยากจะจัดสวดพระอภิธรรมให้กับพี่ชายและทำบุญอย่างเต็มที่อีกสัก 3 คืน และทำบุญเลี้ยงพระในช่วงรุ่งเช้าอีกสัก 1 ครั้ง ซึ่งทางเจ้าอาวาสได้อนุญาตให้ทำบุญได้ เพราะการทำบุญคือการทำดีไม่ได้มีอะไรที่เสื่อมเสีย ซึ่งเรามิได้ขโมยศพตามที่เขาให้ข่าวออกมา และศพไม่ใช่สิ่งของจึงใช้คำว่าขโมยไม่ได้

 

อีกทั้งพี่สาวเป็นคนนำศพไปฝาก และพี่สาวก็เป็นคนไปรับศพออกมา ซึ่งเป็นชื่อเขาที่จะต้องเสียเงินค่าฝากและใครก็ไม่มีสิทธิ์เบิกเอาศพออกไปได้ คำว่าขโมยคือแอบไปเอาโดยที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น จึงถามว่าสถานที่อย่างนั้นขโมยจะเข้าไปได้หรือ ไปขโมยมาได้หรือ หากทำไม่ถูกต้องเขาก็จะมีความผิด และ จนท.เขาจะให้ศพกลับออกมาได้หรือ

 

ส่วนที่ทางเราไม่แจ้งให้เขาทราบเพราะอยู่ในเงื่อนไขที่เราเก็บรักษาร่างไว้ 100 วัน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ แค่เราเปลี่ยนสถานที่เก็บเพื่อลดค่าใช้จ่ายเป็นหลัก และเราไม่ได้จะนำเอามาทำอย่างอื่น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องบอกเขา อีกทั้งเขายังได้ทำพิธีต่างๆในส่วนของเขาเสร็จไปเรียบร้อยแล้วก่อนหน้า หากบอกเขาก็แค่มา และทาง จนท.ก็รับรู้ ข้อมูลทางด้านกฎหมายเราก็มี หลักฐานทุกอย่างเราก็มี เราไม่ได้ซ่อนหรือขโมยศพตามที่ถูกกล่าวหา

 

ส่วนระยะห่างระหว่างเขากับครอบครัวเรานั้น อาจจะมีอะไรที่เป็นการเว้นระยะห่าง ซึ่งปกติครอบครัวเราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น เมื่อเดินทางไปไหนเราจะไปกันทั้งครอบครัวตลอด ส่วนทางภรรยาเขาจะไปบ้างไม่ไปบ้าง ขณะที่พี่ชายนั้นจะมีเพียงบางครั้งที่ไม่ว่างจริงๆ จึงไม่ได้ไป แต่ยังไม่อยากจะบอกอะไรในตรงนี้ ว่าระยะห่างของเรามันคืออะไร แต่มีแน่นอนโดยที่ทั้งสองฝ่ายย่อมรู้แก่ใจ หรือบางเรื่องนั้นผ่านมานานมากแล้ว จนพวกเราไม่ได้ไปใส่ใจในตรงนั้นแล้ว และไม่ได้คิดว่าจะรื้อมาเป็นประเด็นหรือใดๆ

 

ส่วนเขาและพี่ชาย เคยหย่ากันมาแล้ว 1 ครั้งด้วยเหตุผลของเขา ที่มีทะเลาะกันรุนแรงบ้าง และได้กลับไปอยู่ด้วยกันใหม่ จนครบเวลาหลังวันที่พ้นจากเงื่อนไขทางกฎหมายเรื่องการหย่าร้างกำหนดไว้ จึงได้กลับไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่อีกครั้ง น้องสาวคนสุดท้องของนายนพดล ระบุ

หน้าแรก » ภูมิภาค