วันศุกร์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2569 00:56 น.

ภูมิภาค

สืบสานตั้งแต่พุทธกาล “บุญข้าวประดับดินหรือห่อข้าวน้อย” ประเพณีเดือน 9 ชาวอีสาน อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ-ผีเปรต

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2569, 15.08 น.

บุญข้าวประดับดิน หรือห่อข้าวน้อย เป็นพิธีที่เกิดขึ้นในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 สำหรับปี 2569 นี้ ตรงกับวันที่ 11 กันยายน โดยวันแรม 13 ค่ำ เดือน 9 ชาวบ้านจะเตรียมอาหารคาว-หวาน ได้แก่ เนื้อ ปลา เผือก มัน ข้าวต้ม ขนม น้ำอ้อย น้ำตาล ผลไม้ รวมทั้งหมาก-พลู ยาสูบไว้ไห้พร้อม เพื่ออุทิศให้แก่ญาติที่ล่วงลับ โดยนําสิ่งที่เตรียมไว้อย่างละเล็กละน้อย ห่อด้วยใบตองเป็น 2 ห่อกลัดติดกัน หรือบางบ้านจะใส่ใบตองที่เย็บเป็นกระทงก็ได้

 

ตอนเช้ามืดคือวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 เวลาหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป ชาวบ้านจะนำอาหารที่ห่อหรือใส่กระทงไว้ นำไปแขวน โบสถ์ ศาลา กำแพง ต้นโพธิ์ หรือตามกิ่งไม้ หรือต้นไม้ใหญ่ ๆ ในบริเวณวัด หรือภาษาอีสานเรียกว่าการหยายห่อข้าวน้อย (หยาย หมายความว่า การวางเป็นระยะ ๆ) พร้อมกับจุดเทียนบอกกล่าวแก่ภูตผีเปรต หรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว ให้มารับเอาอาหารและผลบุญในครั้งนี้ หลังจากหยายห่อข้าวน้อยเสร็จแล้ว จะกลับบ้านเตรียมหุงหาอาหาร เพื่อนําไปทำบุญตักบาตร จากนั้นพระสงฆ์จะแสดงพระธรรมเทศนา เกี่ยวกับอานิสงส์ของบุญข้าวประดับดิน พร้อมกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลไปให้ญาติผู้ล่วงลับด้วย

 

โดยวันที่ 10 กันยายน 2569 ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองนครพนม มีความคึกคักเป็นพิเศษ เนื่องจากมีชาวบ้านออกมาซื้อห่อข้าวประดับดินสำเร็จรูปเป็นจำนวนมาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการตระเตรียมสิ่งของให้ยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีชาวลาวข้ามโขงมาซื้อกลับไปคนละหลายๆชุด สอบถามคุณนนท์ อายุ 31 ปี อาชีพรับจัดทำพานบายศรีในงานพิธีต่างๆ เปิดเผยว่าห่อข้าวประดับดิน 1 ชุด จำหน่ายในราคา 220 บาทจะมีทั้งหมด 9 ห่อ ถ้าซื้อเป็นห่อๆราคา 25 บาท มีออเดอร์สั่งเข้ามาแล้ว 100 กว่าชุด เร่งทำจนมือเป็นระวิง ขณะที่บางร้านก็ขายห่อละ 20 บาท หรือชุดละ 200 บาทขึ้นอยู่ลูกค้าของแต่ละคน

 

ด้าน  คุณยายมณฑา พลหาราช อายุ 72 ปี ชาว ต.หนองญาติ อ.เมืองนครพนม ได้ร่วมกับญาติประมาณ 5-6 คนและลูกหลาน ช่วยกันห่อข้าวประดับดินส่งลูกค้า เปิดเผยว่ารับทำห่อข้าวประดับดินทุกปี แต่ละปีมีออเดอร์สั่งทำเป็นร้อยชุด โดยแยกเป็น 2 แบบ ถ้าสั่งใส่กระทงราคาชุดละ 180 บาท สั่งเป็นพวงสำหรับแขวนตามกิ่งไม้ชุดละ 160 บาท แค่วันเดียวสามารถสร้างรายได้เป็นเงินหมื่นกว่าบาท  โดยจะใส่ถั่ว ฟักทอง ข้าวโพด แก้วมังกร ปลาแห้ง อ้อย กล้วย ข้าวเม่า กลอย องุ่น ฯลฯ โดยคนสั่งจะนำไปวางตามกำแพง หรือวางที่ธาตุเก็บกระดูกผู้เสียชีวิต ส่วนที่วางนอกวัดก็เพื่อให้ผีเปรตกิน

 

สำหรับประเพณีบุญข้าวประดับดิน เกิดจากความเชื่อตามนิทานธรรมบท โดยปรารภถึงญาติพระเจ้าพิมพิสารได้ยักยอกเงินวัด ของสงฆ์ต่าง ๆ ไปเป็นของตนเอง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในสมัยพระกัสสปะพุทธเจ้า (พระพุทธเจ้าองค์ที่ 3 ในภัทรกัปปัจจุบันนี้ โดยต่อจากพระโกนาคมนพุทธเจ้า และก่อนหน้าพระโคดมพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) โดยพวกญาติของพระเจ้าพิมพิสารเหล่านั้น ครั้นตายไปแล้วได้ไปเกิดเป็นเปรตในนรกตลอดพุทธันดร คือการต้องโทษทัณฑ์หรือเสวยวิบากกรรมอยู่ในนรกเป็นระยะเวลานาน เมื่อพระเจ้าพิมพิสารไปถวายทานแด่พระสมณโคดมพระพุทธเจ้าในภัททกัปป์นี้ ก็ไม่ได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้แก่พวกญาติเหล่านั้น

 

ตกกลางคืนเปรตพวกญาติพระเจ้าพิมพิสารได้ส่งเสียงร้องโหยหวน และแสดงรูปร่างที่น่ากลัวแก่พระเจ้าพิมพิสารได้ยินและเห็น พอเช้าวันรุ่งขึ้นพระเจ้าพิมพิสารจึงไปทูลถามพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์ทรงเล่าเรื่องราวที่เป็นมูลเหตุให้ได้ทรงทราบ จึงได้ทำบุญถวายทานอีก และอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ญาติพี่น้องที่ตายไปแล้วได้รับส่วนกุศล จากนั้นเปรตเหล่านั้นได้มาแสดงตนให้พระเจ้าพิมพิสารทราบว่า ทุกข์ที่พวกญาติได้รับนั้นทุเลาเบาบางลง เพราะการอุทิศส่วนกุศลของพระองค์  จึงทำให้เกิดเป็นประเพณีบุญข้าวประดับดินขึ้นสืบมา โดยเฉพาะชาวอีสานถือเป็นประเพณีที่ต้องทำกันทุกปีมิได้ขาด โดยได้กำหนดเอาวันแรม 14 ค่ำ เดือน 9 เป็นเกณฑ์ บุญข้าวประดับดินเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าบุญเดือนเก้าดับ บางที่อาจจะเรียกว่าบุญเดือนเก้าลับก็มี

 

ทั้งนี้ บุญข้าวประดับดิน หรือห่อข้าวน้อย นับเป็นประเพณีดีๆ ที่สืบทอดมาแต่โบราณ และควรอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไป เพราะเป็นประเพณีที่มีเสน่ห์ เรียบง่ายตามวิถีของชาวไทยอีสานและชาวลาว ส่งเสริมให้เกิดการรวมตัวของสมาชิกในหมู่บ้านเพื่อมาทำบุญทำทานร่วมกันด้วย.

หน้าแรก » ภูมิภาค