วันจันทร์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2569 06:20 น.

ภูมิภาค

เที่ยวป่าหน้าฝน ชมธรรมชาติ “แก่งตะนะ” อุบลราชธานี

วันอาทิตย์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2569, 17.12 น.

จังหวัดอุบลราชธานีมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูฝน คือ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งมีทั้งแก่ง น้ำตก ผืนป่า จุดชมวิว และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลายแห่ง โดยช่วงฤดูฝนจะมีน้ำตามลำธารและน้ำตก ขณะที่ผืนป่ามีความเขียวขจีและพบพืชพรรณหลายชนิด

 

 

นายอำนาจ ขำทวีพรหม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญพิเศษ ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ เปิดเผยว่า อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอโขงเจียมและอำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี สภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นที่ราบและเนินเขาเตี้ย ๆ มียอดเขาบรรทัดเป็นจุดสูงสุด สูงประมาณ 543 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

พื้นที่อุทยานมีแม่น้ำมูลและแม่น้ำโขงไหลผ่านตามแนวเขตด้านทิศเหนือ โดยบริเวณแก่งตะนะมีกระแสน้ำเชี่ยวและลึก รวมทั้งมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง จึงเป็นแหล่งที่มีปลาอาศัยอยู่จำนวนมาก บริเวณกลางลำน้ำมีโขดหินขนาดใหญ่เป็นเกาะกลางน้ำ โดยอุทยานมีเนื้อที่ประมาณ 50,000 ไร่ หรือ 80 ตารางกิโลเมตร

 

 

สำหรับที่มาของชื่อ “ตะนะ” เป็นเรื่องเล่าตามความเชื่อของชาวบ้านและประชาชนในพื้นที่ โดยเชื่อว่าเดิมมาจากคำว่า “มรณะ” เนื่องจากบริเวณแก่งมีสายน้ำไหลเชี่ยวกราก มีโขดหินจำนวนมาก และมีถ้ำใต้น้ำหลายแห่ง ทำให้ผู้ที่สัญจรทางน้ำหรือออกจับปลาเคยประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณดังกล่าวว่า “แก่งมรณะ” ก่อนจะเรียกต่อมาว่า “แก่งตะนะ” และนำมาใช้เป็นชื่ออุทยานแห่งชาติ

ด้านลักษณะภูมิประเทศ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะมีพื้นที่เป็นที่ราบและเนินเขาเตี้ย ๆ มีแม่น้ำมูล แม่น้ำโขง และลำโดมน้อยไหลผ่าน โดยลำโดมน้อยไหลมาบรรจบกับแม่น้ำมูลบริเวณหน้าเขื่อนปากมูล พื้นที่มีความสูงโดยเฉลี่ยประมาณ 200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนยอดเขาบรรทัดเป็นจุดสูงสุด สูงประมาณ 543 เมตร

 

 

สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง หรือป่าแพะและป่าแดง ขณะที่ป่าดิบพบเฉพาะบริเวณริมห้วยขนาดใหญ่ พื้นที่ส่วนมากเป็นป่าสลับกับลานหินทรายและหินศิลา ส่วนดินเป็นดินลูกรัง ดินบรบือ และดินตะกอน โดยมีทรายปะปนอยู่ในดิน

ด้านสภาพภูมิอากาศ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะอยู่ในเขตมรสุม ฤดูร้อนอยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม อุณหภูมิประมาณ 30-35 องศาเซลเซียส ฤดูหนาวอยู่ระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม อุณหภูมิประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส ส่วนฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน อุณหภูมิประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส โดยช่วงปลายฤดูฝนเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศร่มรื่นและพบพันธุ์ไม้ดอกจำนวนมาก

 

 

นางสาวรวิภา จันสืบ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปและอำนวยการ ประจำอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ซึ่งทำหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์ เปิดเผยข้อมูลการเดินทางว่า อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะอยู่ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 90 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ได้ 2 เส้นทาง

เส้นทางแรก จากจังหวัดอุบลราชธานีใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 217 ผ่านอำเภอวารินชำราบ กิ่งอำเภอสว่างวีระวงศ์ และอำเภอพิบูลมังสาหาร จากนั้นแยกเข้าทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ผ่านอำเภอสิรินธร ถึงสามแยกตลาดนิคม 2 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 จนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

 

 

เส้นทางที่สอง จากจังหวัดอุบลราชธานีใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางแรก เมื่อถึงอำเภอพิบูลมังสาหารให้เลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพิบูลมังสาหาร 200 ปี แล้วเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2222 หรือถนนพิบูลมังสาหาร-โขงเจียม ก่อนถึงอำเภอโขงเจียมประมาณ 4 กิโลเมตร ให้เลี้ยวขวาผ่านสันเขื่อนปากมูลประมาณ 1.2 กิโลเมตร จากนั้นถึงสามแยกให้เลี้ยวซ้ายไปยังด่านแก่งตะนะ หรือเดินทางผ่านตัวอำเภอโขงเจียม ข้ามสะพานโขงเจียม แล้วใช้ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2173 ถึงบ้านหนองชาด ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอโขงเจียมประมาณ 6 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2296 จนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ มีหลายแห่ง ได้แก่ แก่งตะนะ ซึ่งเกิดจากแม่น้ำมูลไหลมาพบดอนตะนะ ก่อนที่สายน้ำจะแยกเป็นสองสายโอบทั้งสองด้านของดอนตะนะ แล้วไหลกลับมารวมกันบริเวณแก่งตะนะ ซึ่งมีโขดหินขนาดใหญ่เป็นเกาะกลางน้ำ ทำให้เกิดเป็นแก่งขนาดใหญ่

อีกจุดหนึ่งคือ สะพานแขวน ซึ่งเป็นสะพานสำหรับคนเดินข้าม เชื่อมระหว่างบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติกับดอนตะนะ โดยมีความยาวประมาณด้านละ 295 เมตร สามารถใช้เป็นจุดชมวิวแม่น้ำมูลบริเวณเหนือแก่งตะนะ รวมทั้งชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก

 

ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะกลางแม่น้ำมูล มีเนื้อที่ประมาณ 225 ไร่ และมีสะพานแขวนทอดข้ามดอนตะนะทั้งสองด้าน บริเวณดอนมีสภาพร่มรื่นและมีป่าสักตามธรรมชาติ รวมทั้งพบสัตว์ป่าขนาดเล็ก เช่น ไก่ป่า พังพอน งู และกระรอก

ผาผึ้ง เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะประมาณ 1.5 กิโลเมตร มีทางรถยนต์เข้าถึง ลักษณะพื้นที่เป็นลานหินปูนและพลาญหินทราย มีหน้าผาสูงชันยาวประมาณ 50 เมตร โดยช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคมจะมีไม้ล้มลุกหลายชนิดออกดอก ขณะที่หน้าผาหันไปทางทิศตะวันออก เหมาะสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น และสามารถมองเห็นสภาพป่าและภูมิประเทศของประเทศลาวได้

ถ้ำพระ หรือถ้ำภูหมาไน อยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นชะง่อนผาที่ยื่นออกจากฝั่งแม่น้ำมูล ภายในถ้ำมีความกว้างประมาณ 45 เมตร ลึกประมาณ 10 เมตร และพบศิลาจารึกกับแผ่นศิวลึงค์หรือฐานโยนี ซึ่งข้อมูลจากอุทยานระบุว่ามีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยพระเจ้าศรีมเหนทรวรมัน หรือเจ้าชายจิตรเสน ปัจจุบันศิลาจารึกตัวจริงถูกนำไปเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ส่วนกรมศิลปากรได้จำลองแท่นศิลาจารึกไว้แทน

น้ำตกรากไทร เป็นน้ำตกที่ไหลลงมาตามหน้าผาผ่านรากไทรริมฝั่งแม่น้ำมูล ลักษณะคล้ายม่านมู่ลี่ ก่อนกระจายตัวลงสู่พื้นหินเป็นละออง เหมาะสำหรับเดินชมธรรมชาติในระยะสั้น โดยบริเวณดังกล่าวพบมอส ไลเคน และเฟิร์น มีบรรยากาศร่มรื่น สามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางไปถ้ำพระ

 

 

น้ำตกตาดโตน เกิดจากลำห้วยตาดโตนไหลตกจากแนวหินโค้งลงสู่พื้นที่ลุ่มจนเกิดเป็นแอ่งน้ำ ด้านบนเป็นพลาญหินกว้าง มีน้ำไหลผ่านโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่นและมีพืชพรรณหลายชนิด เหมาะสำหรับการพักผ่อนและศึกษาธรรมชาติ โดยอยู่ห่างจากอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะประมาณ 5 กิโลเมตร

ห้วยคำประสงค์ เป็นลำธารขนาดเล็กภายในอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ ในช่วงฤดูฝนจะมีน้ำไหลจากพื้นที่ป่าซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ เหมาะสำหรับชมธรรมชาติและพักผ่อน โดยช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวตามข้อมูลที่ได้รับคือเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน หรือตลอดช่วงฤดูฝน

นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะยังมีลานกางเต็นท์ไว้รองรับนักท่องเที่ยว โดยผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลทั่วไปหรือข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดแหล่งท่องเที่ยว สามารถติดต่ออุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ โทรศัพท์ 0 4525 2722-3 โทรสาร 0 4525 2723 หรืออีเมล kaeng_tana2012@hotmail.com รวมทั้ง Facebook “อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ - Kaeng Tana National Park”

เครดิตภาพ: นางสาวรวิภา จันสืบ เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไปและอำนวยการ ประจำอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

หน้าแรก » ภูมิภาค