วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569 03:32 น.

สังคม-สตรี

1 ปีเหตุแผ่นดินไหว : กทม. อัปเกรด กำลังคน-เครื่องมือ-ภาคี-การบริหาร ดูแลคนกรุงเชิงรุกตลอด 24 ชั่วโมง

วันศุกร์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(นายวิศณุ ทรัพย์สมพล, รศ.ทวิดา กมลเวชช) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ ณ ศูนย์ BMA Command Centerเพื่อติดตามความคืบหน้าการพัฒนาระบบความปลอดภัยของเมือง ในโอกาสครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์แผ่นดินไหวพร้อมประกาศหมุดหมายสำคัญในการ “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส” ยกระดับการบริหารจัดการภัยพิบัติอย่างเป็นระบบครอบคลุม และทันสมัย มุ่งอุดช่องว่างในทุกมิติ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการ “ตั้งรับ” สู่ “การบริหารจัดการเชิงรุก”ที่สามารถดูแลประชาชนได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 มิได้เป็นเพียงภัยธรรมชาติที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเท่านั้น หากยังเป็น “สัญญาณเตือนสำคัญ”ที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับโครงสร้างของมหานครตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้นำบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าว
มาขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม เร่งเสริมศักยภาพการรับมือเหตุไม่คาดคิดในทุกมิติ โดยมีหมุดหมายสำคัญ 4 ด้าน ดังนี้

1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรและทีมกู้ภัยเฉพาะทาง

กรุงเทพมหานครมุ่งยกระดับขีดความสามารถของทีมกู้ภัยเฉพาะทาง โดยเฉพาะทีม USAR (Urban Search and Rescue)
ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานระดับ Medium Team ตามหลักเกณฑ์สากล
ควบคู่กับการพัฒนา “Motorlance” หรือหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว ให้เป็นกำลังพลแบบ Hybrid ที่มีความคล่องตัวสูง
เข้าถึงพื้นที่คับแคบหรือจุดจราจรติดขัดได้อย่างทันท่วงทีพร้อมกันนี้ ได้ร่วมมือกับกองทัพบกในการเสริมกำลังบุคลากรด้านดับเพลิงและกู้ภัย โดยในปี 2568มีการบรรจุเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่เพิ่มแล้ว 58 ราย และมีแผนขยายผลอย่างต่อเนื่องในปี 2569

2. เสริมโครงสร้างพื้นฐาน ผสานเทคโนโลยีสู่การบริหารจัดการอัจฉริยะ

กรุงเทพมหานครเร่งขยายเครือข่ายความปลอดภัยของเมือง ตั้งเป้าก่อสร้างสถานีดับเพลิงและกู้ภัยเพิ่ม 5 แห่ง ภายในปี
2568–2570 จากเดิม 43 แห่ง เพื่อกระจายกำลังให้ครอบคลุมพื้นที่เสี่ยง พร้อมบริหารจัดการยานพาหนะในรูปแบบ“ลาม้าช้าง” ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีการนำเทคโนโลยี Side Sensor มาใช้ตรวจวัดความเอียงของอาคารหลังเกิดภัยเพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนเข้าปฏิบัติงาน และยกระดับ “BKK Risk Map” สู่ฐานข้อมูลกลางที่บูรณาการข้อมูลจากทั้ง
50 เขต โดยระบุตำแหน่งกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิการ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงที

ด้านการจัดการน้ำ ได้พัฒนาระบบ “Digital & Smart Drainage” ควบคู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early
Warning System) ผ่านเรดาร์ตรวจอากาศ เซนเซอร์ และเครื่องวัดปริมาณฝน เชื่อมโยงกับระบบ SCADA
ที่สามารถควบคุมประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำจากศูนย์กลางแบบเรียลไทม์ พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น
ท่อระบายน้ำแบบ Pipe Jacking และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของเมือง
ในมิติการจราจร ได้พัฒนาระบบ ITS (Intelligent Transport Systems) เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน อาทิ

สัญญาณไฟอัตโนมัติ (Adaptive Control) ระบบ CCTV พร้อม AI Analyticsและระบบแผนที่ดิจิทัลที่แสดงตำแหน่งหน่วยฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ซึ่งทั้งหมดเชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางเพื่อการสั่งการอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันกรุงเทพมหานครยังยกระดับการจัดการ “ความร้อนและฝุ่น PM2.5” สู่ระบบพยากรณ์และแจ้งเตือนเชิงรุก โดยเน้นการสื่อสารกับประชาชนอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK, LINE Alert, จอ LED
และเสาแสดงค่าฝุ่นในพื้นที่จริง ควบคู่ระบบคาดการณ์ล่วงหน้าสูงสุด 7 วัน และเครือข่ายสถานีตรวจวัดที่ครอบคลุมทั่วเมืองเพื่อให้ประชาชนสามารถ “รู้ทัน–ตั้งรับได้ทัน” ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

3. บูรณาการข้อมูล เชื่อมโยงความร่วมมืออย่างไร้รอยต่อ

กรุงเทพมหานครเดินหน้ายกระดับการทำงานแบบบูรณาการข้อมูล (Data Sharing) ร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเชื่อมโยงกล้องCCTV กว่า 65,000 ตัวทั่วกรุงเข้ากับระบบ AI พร้อมนำร่องโครงการ Sandbox ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(CIB) ในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยแบบเรียลไทม์พร้อมเร่งขยายระบบสัญญาณไฟจราจรอัตโนมัติ (Adaptive Control) เพิ่มอีก 50 ทางแยก ภายในปี 2569ซึ่งช่วยลดระยะเวลาเดินทางได้ถึงร้อยละ 10–41 และเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงจุดเกิดเหตุของรถฉุกเฉินในส่วนของอาสาสมัคร ตั้งเป้าภายในปี 2569 ให้ทุกหน่วยผ่านการจัดระเบียบและจำแนกทักษะ (Skill Mapping)อย่างครบถ้วน เพื่อให้การสั่งการในสถานการณ์จริงเป็นไปอย่างเหมาะสม ตรงจุด และมีประสิทธิภาพสูงสุดพร้อมจัดการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุแบบเสมือนจริงอย่างต่อเนื่อง

4. BMA Command Center ศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง 24 ชั่วโมง

ในวันนี้ กทม. มี “BMA Command Center” ศูนย์ดูแลความปลอดภัยเมือง ที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทำหน้าที่รวบรวม
วิเคราะห์ และเฝ้าระวังข้อมูลจากทุกระบบ ผ่านแผนที่บัญชาการเหตุการณ์ดิจิทัล (Incident Command Mapping)
ที่เชื่อมโยงข้อมูลทั้งด้านจราจร สภาพอากาศ น้ำท่วม ความร้อน ฝุ่น PM2.5 ตำแหน่งหน่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาล
และกลุ่มเปราะบาง ฯลฯ โดยระบบดังกล่าวจะถูกนำไปใช้จริงเพื่อการเฝ้าระวังในภาวะปกติและในการดูแลความปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น ช่วงเทศกาลสำคัญหรือเหตุฉุกเฉินเพื่อให้การตัดสินใจและแจ้งเตือนประชาชนเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงทีสิ่งที่ประชาชนจะได้รับ

• เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ ไฟไหม้ น้ำท่วม –หน่วยกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ได้เร็วขึ้นจากการวางแผนและสั่งการแบบเรียลไทม์รวมทั้งประชาชนได้รับการแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที

• กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง –ได้รับการดูแลก่อนใครเมื่อเกิดภัยพิบัติ ผ่านพิกัดใน BKK Risk Map

• สถานการณ์ฝน น้ำท่วม รถติด หรือฝุ่น –มีระบบคาดการณ์และแจ้งเตือนล่วงหน้าช่วยวางแผนการเดินทางและการใช้ชีวิตได้

• การแจ้งปัญหาผ่าน Traffy Fondue – ได้รับการติดตามและแก้ไขรวดเร็วขึ้น เพราะข้อมูลเชื่อมเข้าระบบกลาง

• ทั้งในสถานการณ์ปกติและช่วงเทศกาลหรือเหตุการณ์สำคัญ – มี Command Center ดูแลภาพรวมทั้งเมืองตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หนึ่งปีที่ผ่านมา กทม. ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า วิกฤตไม่ใช่จุดจบ หากคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่จริงจังและยั่งยืน จากเมืองที่เคย “รอรับสถานการณ์” สู่เมืองที่ “มองเห็นก่อน เตรียมพร้อมก่อน และลงมือก่อน” วันนี้ ทุกข้อมูลถูกเชื่อมโยง ทุกวินาทีมีความหมาย และทุกชีวิตคือหัวใจของการตัดสินใจ
กรุงเทพมหานครตั้งเป้าพัฒนาระบบบริหารจัดการเมืองให้ครอบคลุมทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉินพร้อมมุ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้นในอนาคต เพื่อยกระดับสู่ “เมืองปลอดภัย” ที่ดูแลประชาชนได้อย่างรอบด้านและยั่งยืน

หน้าแรก » สังคม-สตรี