วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563 19:26 น.

อื่นๆ » คอลัมน์

ฮวงจุ้ยพารวย

วรธนัส อัศกุลโกวิท : วันศุกร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 08.04 น.

รู้จักพลิกแพลงในการเรียน นำไปสู่การประยุกต์ที่ใช้ได้จริงของฮวงจุ้ย ตอนที่ 13

รู้จักพลิกแพลงในการเรียน นำไปสู่การประยุกต์ที่ใช้ได้จริงของฮวงจุ้ย

ตอนที่ 13

·  

เทพเจ้าแห่งทางทั้งห้า

 

ตั้งแต่สมัยหมิงฉาวเป็นต้นมา ประเพณีการเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งทางทั้งห้ากลายเป็นประเพณีทางตอนใต้ไปแล้ว ซึ่งห้าอย่างที่ว่านี้หมายถึงความฉลาด ความสว่าง ความทรงธรรม ความซื่อตรง มีคุณธรรม เห็นได้ชัดว่าจะเน้นไปด้านคุณธรรมของสังคมเสียมากกว่า แต่ก็มีคนกล่าวว่าเป็นทิศทางทั้งห้า หมายถึงมีเงินทองเข้ามารอบด้านทำให้ร่ำรวย และก็มีบางที่หมายถึงการกวักทรัพย์ รับทรัพย์ แต่ในสมัยราชวงศ์กลายเป็นหนึ่งทางจากห้าทาง เรียกว่าเทพเจ้าเงินทอง ส่วนรูปปั้นก็เป็นเพียงรูปปั้นองค์เดียว ทำให้ชาวบ้านเลิกสนใจในเทพเจ้าแห่งทางทั้งห้า แต่ก็มีไม่น้อยที่ๆ มองว่า แท่นจ้าวสวน赵玄坛)นั่นเป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งทางทั้งห้า ไม่ว่าจะเป็นในหน้าตา รูปร่างหรือสัตว์ที่ขี่ก็ได้รับการยืนยันทั้งสิ้น

·  

เทพเจ้าเหวินชาง

 

เทพเจ้าเหวินชางเป็นเทพปกป้องด้านการเรียน จึงถูกบัณฑิตที่เรียนหนังสือมองว่าเป็นเทพเจ้าแห่งเงินทอง

 

ตั้งแต่สมัยอดีตเป็นต้นมา คนจีนจะสนับสนุนให้เรียนหนังสือ เพราะเรียนหนังสือจนร่ำรวย ได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้วจะดีต่อครอบครัว เช่นนี้แล้วภายใต้สังคมแบบนี้จึงทำให้มีความเชื่อในเทพเจ้าเหวินชาง และบัณฑิตหรือผู้เรียนหนังสือส่วนใหญ่นั้นจะต้องเซ่นไหว้เทพเจ้าเหวินชางกันเกือบทุกคน

         

ความเชื่อในเทพเจ้าเหวินชางเริ่มมาตั้งแต่การเซ่นไหว้ดวงดาวของจีน ในตำราบันทึกประวัติศาสตร์ได้กล่าวว่ากลุ่มดาวเหนือมีดาว 6 ดวง เรียกว่าวังเหวินชาง ในวังจะมีเทพเจ้าดวงดาวที่สามารถตัดสินผลงานการเรียนของมนุษย์ได้ ตั้งแต่สมัยฮั่นฉาวเป็นต้นมา ก็มีผู้นับถือในเทพเจ้าเหวินชางมากขึ้น ก่อนที่บัณฑิตจะออกจากบ้านไปที่อื่นก็ต้องเซ่นเทพเจ้าเหวินชางก่อน เพื่อให้ได้รับการคุ้มครอง ยิ่งไปกว่านี้ไม่ว่าจะเป็นประเทศหรือครอบครัวก็เซ่นไหว้เทพเจ้า เหวินชางเช่นกัน

         

รูปร่างของเทพเจ้าเหวินชางในประวัติศาสตร์นั้นมีหน้าตาใจดีขี่ม้าสีขาว มีกุมารสองตนอยู่ข้างกาย ปัจจุบันนี้ในวัดที่เซี่ยงไฮ้มีรูปปั้นเทพเจ้าเหวินชางปางนั่งอยู่ ใส่เสื้อคลุม เครายาว คิ้วเข้ม ตาแลดูฉลาด ใส่หมวกหยก แลดูแล้วเฉกเช่นกับบัณฑิตที่มีความรู้มาก

 

เทพพิทักษ์บ้าน : เทพเจ้าประตู

         

เทพเจ้าเฝ้าบ้านของจีนโบราณเป็นภาพที่แลดูมีพลังที่ติดอยู่หน้าประตูบ้าน เรียกว่าเทพเจ้าประตู คนโบราณคิดว่าเมื่อมีภาพที่มีพลังเช่นนี้ติดอยู่ที่ประตูบ้านก็จะไม่มีมารปีศาจ ผีหน้าไหนกล้าเข้ามา ดังนั้นในสมัยก่อนทุกครอบครัวจะติดภาพเทพเจ้านี้เอาไว้กน้าบ้าน

         

เทพเจ้าประตูจะถูกติดอยู่ฝั่งซ้ายและขวาของประตู ฝั่งซ้ายจะเรียกว่าโต้วเฉิง(斗丞)ฝั่งขวาเรียกว่าฮู้เวย护尉)ซึ่งในส่วนนี้บันทึกประวัติศาสตร์จ้านกั๋วได้มีจารึกเอาไว้ กล่าวว่า เมื่อถึงช่วงตรุษจีนในสมัยนั้นก็มักจะติดภาพเทพเจ้าประตูเอาไว้เพื่อป้องกันความชั่วร้ายเข้ามา

 

       

   ใน ตำราซานไห่จิง(山海经)และ เฟิงเสินป่าง(封神榜)ได้บันทึกถึงเทพเจ้าประตูเอาไว้ว่าที่ทะเลตะวันออกมีภูเขาลูกหนึ่งที่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือบนภูเขานั้นมีประตูผีที่เป็นทางเข้าออกของผีอยู่ เทพเจ้าประตูทั้งสองนั้นจะต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ เมื่อพบเห็นผี วิญญาณ ปีศาจร้ายก็ต้องจับพวกมันไปให้เสือกิน ดังนั้นแล้วในสังคมชาวบ้านจึงวาดภาพเทพเจ้าทั้งสองขึ้นมาเพื่อนำไปแปะขับไล่ภูตผีที่หน้าประตู

         

ต่อมาในสมัยถงฉาว ถังไท่จงถูกวิญญาณรังแกอยู่ในวัง ไม่สามารถนอนหลับได้ ต่อมาวิญญาณพวกนั้นก็ไม่กล้าเข้าใกล้เพราะให้แม่ทัพที่มีฝีมือของตัวเองสองคนมาเฝ้าไว้ แต่หากจะให้แม่ทัพทั้งสองมาเฝ้าอย่างนี้ทุกคืนก็ไม่ใช่วิธีที่ดี จึงวาดภาพแม่ทัพทั้งสองขึ้นมาแล้วแปะที่หน้าประตู เมื่อลองแปะดูก็พบว่าใช้งานได้จริง จนทำให้แพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้

         

ประตูของจีนโบราณนั้นจะแบ่งเปิดเป็นฝั่งซ้ายขวา ดังนั้นจึงต้องแปะฝั่งละแผ่น ไม่ว่าจะเป็นมาร ผี ปีศาจอะไรก็ไม่กล้าเข้ามาได้ กลายเป็นเรื่องที่เชื่อกันทั่วไปในสมัยอดีต

         

แต่บ้านในปัจจุบัน ส่วนใหญ่แล้วประตูจะเปิดด้านเดียว เช่นนี้แล้วจึงกลายเป็นปัญหาในการแปะภาพเทพเจ้าไป หากแปะไว้แผ่นเดียว เมื่อเปิดประตูพวกภูตผีก็จะเข้าไปในบ้านจากอีกฝั่ง ดังนั้นในเมืองสมัยใหม่จึงไม่ค่อยมีประเพณีแปะภาพเทพเจ้าให้เห็นบ่อยนัก ยิ่งไปกว่านี้มีไม่น้อยที่แปะเพื่อเพิ่มบรรยากาศเท่านั้นจนเสียความหมายเดิมของภาพเทพเจ้าไป

 

ตาและหูของเง็กเซียนฮ่องเต้ : เทพเจ้าเตา

         

เทพเจ้าเตา เมื่อดูจากชื่อแล้วก็น่าจะเป็นเทพเจ้าของเตา แต่ทว่าเทพเจ้าเตาของจีนนั้นมีตำแหน่งอยู่ที่เตาแต่กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับเตา กล่าวคือสวรรค์ได้ส่งเทพลงมาที่ครอบครัวของมนุษย์ทุกคนเพื่อดูแลกพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เพื่อความสะดวกที่จะไปรายงานให้เง็กเซียนฮ่องเต้ทราบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เทพเจ้าตากลายเป็นหูเป็นตาของเง็กเซียน จึงทำให้สิ่งที่เง็กเซียนจะตอบแทนให้มนุษย์จากพฤติกรรมของมนุษย์นั้นล้วนแล้วแต่อยู่ที่เทพเจ้าเตาทั้งสิ้น

         

ในบรรดาเทพต่างๆ ข้อห้ามเกี่ยวกับเทพเจ้าเตานั้นมีมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่นห้ามใช้เตาแก๊ซจุดธูป ห้ามวางของมีคม เช่นมีด ขวานไว้บนเตา ห้ามพูดจาและทำตัวไม่ดีต่อเทพเจ้าเตา ห้ามร้องไห้ ร้องเรียก ร้องเพลง ห้ามปัสสาวะ ถุยน้ำลาย ห้ามเปลือยกาย ห้ามให้สตรีที่มีประจำเดือนเดินผ่านเตา ห้ามให้ผู้ที่สยายผมทำกับข้าวที่หน้าตา ห้ามนำสิ่งสกปรกไปเผาในเตา เป็นต้น

         

เพราะการทานอาหารทุกวันของคนเรานั้นหนีไม่พ้นเตา ดังนั้นหากไม่ระวังก็อาจจะละเมิดกฎต่างๆ มากมายจะทำให้เทพเจ้าเตาโกรธ ดังนั้นก่อนที่เทพเจ้าเตาจะขึ้นไปบนสวรรค์ก็ต้องมีการเซ่นด้วยอาหารและเครื่องดื่มรสชาติดี เพราะว่าการเซ่นไหว้นี้จะเป็นสิ่งตัดสินเรื่องราวที่เทพเจ้าเตาจะขึ้นไปรายงานกับเง็กเซียนฮ่องเต้ด้วย

         

ก่อนที่เทพเจ้าเตาจะขึ้นสวรรค์ยังจะต้องถวายน้ำตาลมอลต์เพราะน้ำตาลนี้ทั้งหวานและหนืด เมื่อเทพเจ้าเตากินเข้าไปแล้วก็จะทำให้ปากหวาน พูดแต่เรื่องดีๆ นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลหนืดติดที่ปากก็พูดสิ่งที่ไม่ดีออกมาได้ลำบากไม่ชัดเจน

 

สัตว์ที่มีญาณทิพย์ในศาสตร์ฮวงจุ้ย

         

จีนโบราณคิดว่ากิเลน หงส์ เต่า และมังกรเป็นสัตว์ที่มีญาณทิพย์ ดังนั้นแล้วจึงเรียกพวกมันว่าสี่ทิพย์ เป็นสัญลักษณ์ของความมงคล แต่ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากเต่ายังมีสัตว์ในตำนานอีก 3 ชนิดที่มนุษย์เราคิดค้นออกมาด้วย

         

กิเลน ในตำนานมีรูปร่างเหมือนกับกวาง มีเกล็ดทั้งตัว บนศีรษะมีเขา บนเขามีก้อนเนื้อ ที่เท้าเหมือนกับเกือกม้า มีหางเหมือนกับหาวัว กิเลนจึงถูกมองว่าเป็นสัตว์ที่มีคุณธรรม ฮ่องเต้ในอดีตล้วนแล้วแต่มองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสงบ ในวังหลวงและวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง รวมไปถึงโบราณสถานต่างๆ ของจีนล้วนแล้วแต่จะต้องมีกิเลนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำมาจากทองแดงหรือก้อนหิน

         

ส่วนในสังคมชาวบ้าน กิเลนก็ได้รับความสำคัญเช่นกัน ในช่วงตรุษจีน พื้นที่ต่างๆ ของจีนมักจะมีการแสดงกิเลนไปยังประตูบ้านต่างๆ เพื่อการอวยพร นอกจากนี้จีนยังมีตำนานเรื่องกิเลนให้ลูก โดยคิดว่ากิเลนนั้นเป็นสัญลักษณ์ของลูกหลานที่มีอนาคต อีกทั้งยังหมายถึงการให้มีลูกในเร็ววัน ทำให้ครอบครัวรุ่งเรือง

         

หงส์ จะปีกที่สวยงามอยู่บนศีรษะ ส่วนบนตัวมีขนหลากสีสัน เป็นการรวมเอาจินตนาการในจุดเด่นของนกที่มีความสวยงามมาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้หงส์ยังถูกเรียกว่าเป็นราชาแห่งนกของตำนานจีน เป็นสัญลักษณ์ของความมงคล สงบและการปกครองสมัยชิงหมิง นอกจากนี้หงส์ก็เหมือนกับมังกรที่มักจะถูกฮ่องเต้ในสมัยอดีตมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและการเคารพ ดังนั้นแล้วเครื่องประดับใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหงส์จะมีเพียงฮ่องเต้หรือพระราชวงศ์เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์สวมใส่

         

ทว่าต่อมาหงส์ก็กลายเป็นสิ่งมงคลของสังคมชาวบ้านเช่นกัน โดยเฉพาะการแต่งงาน หงส์กลายเป็นเครื่องประดับของเจ้าสาว ที่เป็นตัวแทนของความมงคลและความรัก ในภาพลวดลายของจีนโบราณ หงส์ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลาย เป็นตัวแทนของความสงบและมงคล นอกจากนี้ยังมักถูกใช้กับสิ่งมงคลอื่นๆ ประกอบกันเป็นภาพมงคลด้วย เช่น หงส์มังกร หงส์กิเลน เป็นต้น

         

เต่า เป็นสัตว์เพียงหนึ่งเดียวที่มีให้เห็นอยู่จริงภายในสี่ทิพย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนยาวที่สุด คนเราไม่เพียงมองว่าเต่าเป็นสัญลักษณ์ของอายุยืนยาวแล้ว แต่ยังมองว่าเป็นสัตว์ที่รู้อนาคตได้ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะจัดกิจกรรมใหญ่ต่างๆ ขึ้น หมอผีจะต้องเผากระดองเต่า จากนั้นใช้ลวดลายที่ปรากฏบนกระดองเต่านั้นมาตัดสินความดีร้าย ดังนั้นในสมัยอดีตเต่าจึงถูกมองว่าเป็นเทพและได้รับความนับถือมาก โดยเฉพาะในวัง ลานบ้าน สุสานในสมัยจีนโบราณก็จะมีรูปปั้นของเทพเต่าให้เห็นทั่วไป เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความยืนยาวของประเทศ

         

มังกร ถูกคนมองว่าเป็นเทพสัตว์ที่ใหญ่ที่สุด และเป็นสัตว์มงคลที่ใหญ่ที่สุดด้วย คนเราคุ้นเคยกับรูปร่างของมันมาก แต่ไม่มีใครเคยเห็นมังกรตัวจริง มังกรก็เหมือนกับหงส์และกิเลนเป็นสัตว์ที่คนเราจินตนาการขึ้นมา โดยมีเขาวัว เขากวาง ตากุ้ง กรงเล็บเหยี่ยว ร่างงู หางสิงโต และยังมีเกล็ดเต็มตัว เป็นสัตว์ที่ผสมจากสัตว์อื่นๆ ที่หลากหลาย ในจินตนาการของคน มังกรจะเดินบนพื้น แหวกว่ายในน้ำ อีกทั้งยังบินได้ด้วย จึงถือว่าเต็มไปด้วยพลังเทพมากมาย

         

หลายพันปีมานี้ผู้ปกครองสมัยศักดินามองว่ามังกรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความเคารพ ชาวบ้านทั่วไปก็คิดว่าเป็นการแปลงร่างของคุณธรรมและพลัง เป็นสัตว์มงคล ดังนั้นในจีนจึงสามารถมองเห็นมังกรได้ทั่วไป นอกจากนี้ในบนหลังคาวัง วัด หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์การทานอาหารของฮ่องเต้ก็จะมีรูปมังกร ยิ่งไปกว่านี้ในวันที่ชาวบ้านจัดงานฉลองมงคลก็มักจะติดภาพมังกร และยังจะต้องมีการเชิดสิงโต มังกรทอง พายเรือมังกร อีกทั้งยังตั้งชื่อให้ลูกหลานที่มีคำว่ามังกรด้วย

         

มังกรเป็นสัตว์ที่มงคลที่สุดในสัตว์สี่ทิพย์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมจีน ไม่ว่าเป็นพื้นที่ใดในจีนก็มองว่าตัวเองเป็นลูกหลานของมังกร

 

ภาพมงคลในสังคมจีน

         

ในสังคมชาวบ้านจีน มีภาพที่มงคลอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ทุกครั้งที่ถึงวันเทศกาลหรือวันมงคล ชาวบ้านจะชอบนำภาพมงคลเหล่านี้มาประดับห้องตัวเอง เพื่อสร้างความมงคลในชีวิต อีกทั้งเป็นการฉลองเทศกาลด้วย

         

ภาพมงคลของจีนเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจวเมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว ต่อมาก็ได้แพร่หลายสู่สังคมชาบ้าน ซึ่งปัจจุบันนี้ ภาพมงคลเหล่านี้ก็ยังคงมีแพร่หลายอยู่ในชีวิตประจำวันเช่นกัน

         

ภาพมงคลของจีนนั้นมีใช้อย่างแพร่หลายมาก ซึ่งโดยหลักแล้วจะมีดังนี้

         

อักษรซวงสี่(双喜)หมายถึง ความมงคลมาคู่กัน จึงทำให้มงคลมากๆ ขึ้น ชาวบ้านมักจะใช้ภาพนี้ในการจัดงานมงคลต่างๆ

         

อายุยืน(寿)เมื่อผ่านการปรับปรุงให้มีความสวยงามขึ้นก็กลายเป็นภาพสวยงามที่มีความสมดุล หมายถึงการมีอายุยืน

         

ฝูและโส้ว(福寿)เป็นภาพที่ผสมจากค้างคาวและ ตัวอักษรโส้ว(寿)ซึ่งคำว่าค้างคาวในภาษาจีนนั้นมีเสียงอ่านที่เหมือนกับคำว่า ฝู(福)ที่แปลว่ามีสุข เฮง หมายถึงความมีสุขและอายุยืน

         

นอกจากนี้ยังมีภาพที่ใช้ตัวอักษร โหย่ว(有)2 ตัวมาถึงความคล้อยตามและทวนตาม ซึ่งชาวเกษตรของจีนมักจะใช้นำภาพนี้มาแปะไว้ที่อุปกรณ์ทำการเกษตรหรือห้องเก็บผลผลิตเพื่อผลผลิตที่ดี

         

หรูอี้(如意)เป็นสัญลักษณ์ของความคล้อยตามดั่งใจ

         

ไป่จี๋(百吉)หรือ ผานฉาง盘长)หรือเงื่อนเพราะไม่มีหัวไม่มีหาง จึงทำให้ไม่มีความสิ้นสุดเพราะมีปมมากมาย คำว่า ปม ในภาษาจีนอ่านว่า เจี๋ย结)คล้ายคลึงกับคำว่าไป่จี๋ จึงเป็นสัญลักษณ์ของความมงคล มีสุขยาวนาน ไม่สิ้นสุด

         

ซื่อเหอหรูอี้(四合如意)เป็นการเชื่อมกันของคำว่าหรูอี้ 4 คำ จัดอยู่รอบ 4 ด้าน เป็นสัญลักษณ์ของการที่เรื่องต่างๆ ได้ดั่งใจ

 

 

 

ซื่อเหอหรูอี้

 

 

เทศกาลของจีนที่เต็มไปด้วยเชือก

         

การมัดเชือกจีนนั้นมีวัฒนธรรมที่ยาวนาน และซึมซับอยู่ในวัฒนธรรมของคนอย่างลึกซึ้ง และด้วยวัฒนธรรมที่ยาวนานทำให้เชือกจีนนั้นโดดเด่นเป็นอย่างมาก และมีความบริสุทธิ์ของวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

         

คำอ่านของคำว่าเชือกและเทพในภาษาจีนนั้น ทำให้เกิดเป็นการนับถือเชือกในสมัยกำเนิดวัฒนธรรมจีน ว่ากันว่า หนี่วา(女娲)ได้ฝังเชือกไว้ในโคลนและสมมุติว่าเป็นมนุษย์ และเพราะเชือกนั้นมีรูปร่างเหมือนกับมังกร และคนจีนก็เป็นลูกหลานของมังกร จึงมองเชือกว่าเป็นลักษณะของเทพมังกร ขณะเดียวกันในอดีตก็ใช้ปมเชือกนั้นมาอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลง

         

คำว่า เจี๋ย结)หรือปมเชือกนั้นเป็นตัวอักษรที่หมายถึงพลัง ความสามัคคีและเต็มไปด้วยความสัมพันธ์ การก่อกำเนิด การสานสัมพันธ์ต่างๆ อีกทั้งยังหมายถึงความสมบูรณ์ มีสุข สนิทชิดเชื้อและอบอุ่น

         

คำว่าเจี๋ยและ จี๋(吉)นั้นมีคำอ่านที่คล้ายคลึงกัน ส่วนคำว่า จี๋ นั้นก็มีความหมายที่หลากหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความหมายที่ดีทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่ช่วยยึดติดให้มนุษย์เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ดังนั้นแล้วปมเชือกนั้นจึงกลายเป็นแก่นสารของวัฒนธรรมจีนโบราณที่พลังชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม จนแพร่หลายมาถึงในปัจจุบันนี้

 

 

เชือกถักจีน

         

ด้วยเพราะเชือกถักจีนนั้นมีรูปลักษณ์ที่พิเศษ สีสันสวยงามและมีความหมายดี จึงเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมจีน ความเชื่อในศาสนาอย่างเต็มเปี่ยม และขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของความต้องการที่แท้จริง รวมไปถึงความดีและความสวยงาม

         

ในงานแต่งงานมักจะตกแต่งเชือกถักจีนเอาไว้มากมาย เพื่อเป็นความหมายว่าให้คู่รักใหม่ที่แต่งงานนี้อยู่ด้วยกัน ไม่จากกันไปไหนเหมือนกับเชือกถัก ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการประดับบนหยกที่ทำให้หยกนั้นมีความมงคลมากขึ้น อีกทั้งบนพัดก็ยังมีการตกแต่งด้วยลวดลายของเชือกทำให้มงคลมากขึ้น ไม่เพียงเท่านี้ไม่ว่าจะเป็นบนกระบี่ หรือบนห่อบุหรี่ก็มักจะมีการประดับด้วยลวดลายเชือกถักจีนที่มีความหมายมงคลนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนซองอั่งเปาที่มักจะมอบให้กันในวันตรุษจีนก็ขาดไม่ได้ที่จะมีลายเชือกถักจีนนี้ ทั้งยังมีการใช้เชือกถักจีนเหล่านี้มาคล้องที่แขนของเด็กๆ เพื่อป้องกันความชั่วร้ายต่างๆ ได้ด้วย ส่วนคนใดเจอกับปีชงก็มีการใช้เชือกเหล่านี้มาผูกไว้ที่เอวเพื่อป้องกันภยันตราย เพิ่มความเป็นสิริมงคล

         

นอกจากจะมีความหมายด้านความมงคลแล้ว เชือกถักจีนเหล่านี้ยังถูกนำมาใช้ในด้านความรักของเพศหญิงและชายด้วย มอบให้แก่กันและกันเพื่อแสดงความรักและผูกพันที่ไม่อาจแยกกันได้

         

ซึ่งในสมัยราชวงศ์ซ่งก็มีกลอนที่แต่งขึ้นมาพรรณนาความรักโดยใช้เชือกถักจีนเป็นตัวแทน

         

ส่วนมูลค่าของเชือกถักจีนนั้นก็มีชีวิตชีวามาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยส่วนใหญ่แล้วจะนำมาใช้ในด้านบทกลอน บทกวีต่างๆ ดังนั้นจึงทำให้เราทราบว่าปมถักจีนนั้นไม่ได้มีความหมายเพียงการใช้งานปกติเท่านั้นแต่ยังขยายไปตามวัฒนธรรมจีน ความหมายของชีวิตและสังคมที่มีการพัฒนาต่อไปไม่รู้จบ

         

ใน ตำราซือจิง诗经)นั้นแน่นอนว่าก็มีบทกลอนที่เกี่ยวกับเชือกถักจีนเช่นกัน โดยกล่าวไว้ว่าในสมัยอดีตนั้นขณะที่ลูกสาวจะแต่งงาน ผู้เป็นแม่นั้นจะใส่ผ้าคลุมหน้าให้กับลูกสาวพร้อมบอกให้ลูกสาวระวังในเรื่องประเพณีต่างๆ จนทำให้การกระทำแบบนี้เป็นประเพณีโบราณที่ทุกครอบครัวจะต้องทำเวลาแต่งงาน และทำให้เกิดคำว่าแต่งงานหรือในภาษาจีนที่ว่า เจี๋ยฮุน结婚)ขึ้น

         

ส่วนใน ตำราฉู่ฉือ(楚辞)ได้พูดถึงในเชิงคิดถึงและกังวลในชะตาของประเทศ

         

ในบทกลอนของยุคราชวงศ์ฮั่นก็มีการใช้คำว่าเจี๋ย มาเป็นตัวแทนของความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเช่นกัน

         

อีกทั้งในตำราสมัยจิ้นฉาวรวมไปถึงสมัยราชวงศ์ถังก็ได้มีการพรรณนาการแต่งกลอนที่คำว่าเจี๋ยนั้นมีบทบาทค่อนข้างมาก

         

ในสมัยราชวงศ์ถัง บทกลอนเจี๋ยอ้าย结爱)ถือเป็นตัวแทนของเนื้อหาด้านนี้ แต่โดยรวมแล้วก็หมายถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ไม่อาจแยกออกได้นั่นเอง

         

คำว่า เจี๋ย ก็มีการเชื่อมสัมพันธ์ไปถึงบรรพบุรุษเช่นกัน ทำให้คนโบราณคิดถึงบรรพบุรุษ ไม่ลืมเลือน อีกทั้งทำให้คนในปัจจุบันนึกถึงคนในสมัยโบราณด้วยเช่นกัน

 

 

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับฮวงจุ้ยผ่านทางเฟซบุ๊คได้ที่ เพจฮวงจุ้ยอาจารย์หม่า

 https://www.facebook.com/pages/ฮวงจุ้ยอาจารย์หม่า และสามารถติดต่อสอบถามเกี่ยวกับการเรียนฮวงจุ้ยฟรี

ได้ที่ อาคารอาจารย์หม่า โทร.08-82774051-60